Planetary Science ข้อมูลจาก NOAA ระบุว่าปี 2020 เป็นปีที่ร้อนที่สุด เทียบเท่าสถิติโลกครั้งก่อนในปี 2016
ข้อมูลจาก NOAA ระบุว่าปี 2020 เป็นปีที่ร้อนที่สุด เทียบเท่าสถิติโลกครั้งก่อนในปี 2016

Chottiwatt Jittprasong in NASA

ข้อมูลจาก NOAA ระบุว่าปี 2020 เป็นปีที่ร้อนที่สุด เทียบเท่าสถิติโลกครั้งก่อนในปี 2016

January 24, 2021

ตั้งแต่ปี 1880 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โลกของเราค่อย ๆ ประสบกับวิกฤติการณ์โลกร้อน (Global Warming) เรื่อยมา และพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 1980 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Temperature Anomaly (การแปรปรวนของอุณหภูมิ) เป็นผลมาจากการก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ มากมายทั่วทุกภูมิภาค

ส่งผลข้างเคียงต่อภาวะโลกร้อนแบบอ้อม ๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่นการปล่อยแก๊สเรือนกระจก “ที่มากเกินไป” Byproduct จากการสันดาปต่าง ๆ เช่น จากรถบนท้องถนนที่ในไม่กี่ปีมานี้ ผู้คนหันมาใช้รถส่วนตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ Greenhouse emission per capita สูงขึ้นตามไปด้วย และไม่ได้มีแค่แก๊สเรือนกระจกเท่านั้น Carbon Dioxide emission per capita ก็ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กันอีกด้วย

แผนภาพอุณหภูมิของโลกเมื่อปี 1923 – 1927 – ที่มา NASA’s Scientific Visualization Studio/Lori Perkins/Kathryn Mersmann

Temperature Anomaly ในศตวรรษที่ 21

ในช่วงปี 1951 – 1980 ของมนุษยชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงของ 1880 – 2019 Temperature Anomaly ครั้งแรกของโลกนั้น ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกถึงจะแปรปรวนขึ้นลงอยู่บ้างแต่ก็ยังอยู่ที่ Baseline เดิมไม่ไปไหน หากแต่ในช่วงปี 1980 เป็นต้นมาค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกลับพุ่งทะลุ Baseline และจากข้อมูลที่เก็บเรื่อยมายังบ่งบอกว่ามันไม่ได้แค่ทะลุไปเฉย ๆ แต่ทะยานไปไกลมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับลงมาสู่ Baseline อีก

จากการวัดอุณหภูมิโลกด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายทั้งทางอากาศ ทางบก ทางทะเลหรือแม้แต่ในอวกาศ สถานีตรวจอากาศกว่า 26,000 แห่ง เรือและทุนตรวจอากาศอีกนับพัน ดาวเทียมสำรวจโลก เช่น Earth Observing System ต่างช่วยกันวัดค่าตัวแปรต่าง ๆ บนโลกให้มีความแม่นยำมากที่สุด และใช้ Baseline ช่วงปี 1951-1980 เป็นบรรทัดทานในการเทียบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

แผนภาพอุณหภูมิของโลกในช่วง 1951 – 1980 Baseline – ที่มา NASA’s Scientific Visualization Studio/Lori Perkins/Kathryn Mersmann

และเป็นที่น่าตกใจว่าจากการวัดอุณหภูมิพื้นผิวของโลกด้วยอุปกรณ์ AIRS (Atmospheric Infrared Sounder) บนดาวเทียม Aura ร่วมกับข้อมูล GISTEMP ที่วัดด้วยอุปกรณ์บนโลกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิพื้นผิวทะเล อุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิพื้นผิวโลก ก็ต้องพบกับความจริงที่ว่าปี 2020 เป็นหนึ่งในปีที่อุณหภูมิบนโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา เสมอกับสถิติครั้งก่อนเมื่อปี 2016

กราฟแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่คำนวณจากหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 1880 – 2020 พร้อมสถิติสูงสุดในปี 2016 – ที่มา NASA GISS/Gavin Schmidt

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในปี 2020 นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับไฟป่าที่ออสเตรเลียในช่วงต้นปี 2020 ซึ่งแผดเผาพื้นที่ดินไปกว่า 46 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ 186,000 ตารางกิโลเมตรทำให้เกิดควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 28 กิโลเมตร ซึ่งควันไฟเหล่านั้นมีส่วนทำให้ Greenhouse effect รุนแรงขึ้นที่ทำให้ชั้นบรรยากาศสามารถเก็บความร้อนได้มากกว่าเดิมเนื่องจากความร้อนไม่สามารถสะท้อนออกจากชั้นบรรยากาศของโลกได้

และที่ทำให้ครั้งนี้น่ากลัวกว่าสถิติเมื่อปี 2016 คือ ในปี 2020 นั้นเรามีการระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 หรือ COVID-19 ซึ่งมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปีที่ผ่านมานั้นไม่ว่าจะเป็นการ Lockdown การ Work From Home การหยุดงาน เป็นผลให้กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ลดลงไปด้วย ยานพาหนะบนผิวจราจรลดลง กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมลดลง การคมนาคมต่าง ๆ ลดลง หากแต่อุณหภูมิของโลกยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าการปล่อยแก๊สเรือนกระจกต่าง ๆ เช่น Nitrogen Dioxide และ Carbon Dioxide ถึงจะลดลง แต่ปริมาณความเข้มข้นของมันก็ยังสูงอยู่ดี เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเข้มข้นสะสมในอดีตมาจนถึงตอนนี้

แผนภาพอุณหภูมิของโลกเมื่อปี 2016 – 2020 – ที่มา NASA’s Scientific Visualization Studio/Lori Perkins/Kathryn Mersmann

นอกจากนี้ค่าอุณหภูมิในปี 2016 นั้นหลัก ๆ แล้วเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) โดยเฉพาะ El Nino-Southern Oscillation (ENSO) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของอากาศและมหาสมุทรได้รับผลกระทบจากกันและกันซึ่งในปี 2016 นั้น El Nino รุนแรงเป็นพิเศษทำให้อุณหภูมิในปี 2016 นั้นทะลุสถิติและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปี 2020 นี้นั้น El Nino ไม่รุนแรง และกำลังจะกลับเป็น negative phase (cool) ในปี 2021 นี้ แสดงว่าที่อุณหภูมิสูงขึ้นนั้นเป็นฝีมือของมนุษย์ล้วน ๆ นั่นเอง

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในปัจจุบันซึ่งก็คือเพิ่มขึ้นมา 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับ Baseline แต่ตัวเลขเพียงแค่นี้สามารถทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย คลื่นความร้อน ระดับน้ำทะเล ไฟป่า หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ Permafrost ละลาย

ภาพแสดงชั้นของ Permafrost – ที่มา Benjamin Jones, USGS

Permafrost คือ ชั้นของดินใต้ผิวโลกที่ถูกแช่แข็งมามากกว่า 2 ปีแล้วและอาจจะนานหลาย 10 ปีโดยที่ไม่ละลายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งประชากรที่อยู่ในบริเวณขั้วโลกเนื้อนั้นอาศัยอยู่บนน้ำแข็ง Permafrost ซึ่งมีความแข็งมาก ๆ เทียบเท่าคอนกรีต ถ้ามันละลายเมื่อไหร่คนที่จะซวยเป็นคนแรก ๆ ก็คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับ Permafrost นอกจากนี้ใน Permafrost ยังมีสารอินทรีย์คาร์บอนผสมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมันแข็งตัวอยู่สารพวกนี้ก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่ถ้ามันละลายเมื่อไหร่ สารพวกนี้ก็จะย่อยสลายเป็นมีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งยิ่งจะทำให้มันแย่กันไปใหญ่

ฟองแก๊สมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากการย่อยสลายของอินทรีย์คาร์บอนจากการละลายของ Permafrost ใต้น้ำ – ที่มา Katey Walter Anthony/ University of Alaska Fairbanks

และที่น่าจะซวยทั้งมนุษยชาติก็คือ ใน Permafrost นั้นมันอาจจะแช่แข็งแบคทีเรียและไวรัสโบราณในอดีตไว้เป็นจำนวนมาก (นักวิทยาศาสตร์เคยตรวจพบสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโบราณเมื่อ 400,000 ปีก่อนถูกแช่อยู่ใน Permafrost) ถ้ามันละลายลงน้ำเมื่อไหร่ มันอาจจะปนเปื้อนแหล่งน้ำของมนุษย์และอาจก่อให้เกิดการระบาดของไวรัสหรือแบคทีเรียโบราณซึ่งเรา มนุษย์ในยุคใหม่นี้ไม่เคยพบเจอมาก่อนนั่นเอง ภาวะโลกร้อนจึงไม่ได้เป็นเรื่องของน้ำแข็งละลาย น้ำทะเลเพิ่ม เมืองจมน้ำเท่านั้น

เรียบเรียงโดย ทีมงาน SPACETH.CO

อ้างอิง

2020 Tied for Warmest Year on Record, NASA Analysis Shows





MORE