ยืนยันวัตถุโคจร 2020 SO ที่เข้าใกล้โลก เป็นซากจรวด Centaur เมื่อ 54 ปีก่อน
ยืนยันวัตถุโคจร 2020 SO ที่เข้าใกล้โลก เป็นซากจรวด Centaur เมื่อ 54 ปีก่อน

Chottiwatt Jittprasong in NASA

ยืนยันวัตถุโคจร 2020 SO ที่เข้าใกล้โลก เป็นซากจรวด Centaur เมื่อ 54 ปีก่อน

December 3, 2020

2020 SO ถูกพบโดยนักดาราศาสตร์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาขณะที่กำลังสอกนหาวัตถุใกล้โลกหรือ near-Earth object (NEO) ด้วยกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS1 ใน Maui โดยนักดาราศาสตรตรวจพบว่า 2020 SO นั้นมีวงโคจรที่แปลกกว่าวงโคตรดาวเคราะห์น้อยทั่วไปอีกทั้งขนาดที่เล็กของมันจนทำให้สังเกตการณ์ได้ยาก ทำให้นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่ามันอาจไม่ใช่ NEO

จากการวิเคราะห์และติดตามแบบ Traceback ของวงโคจรของ 2020 SO พบว่ามันเคยเข้าใกล้โลก (Approach) เมื่อปี 1966 ทำให้เป็นไปได้ว่ามันอาจไม่ได้มาจากที่อื่นแต่มาจากโลก ซึ่งเมื่อค้นประวัติการปล่อยจรวดในปี 1966 ของ NASA เอง Paul Chodas ผอ. ของศูนย์วิจัยศึกษาวัตถุใกล้โลก (CNEOS: Center for near-Earth object studies) ก็ได้สรุปไว้เบื้องต้นว่าอาจเป็นชิ้นส่วนของจรวด Atlas LV-3C โดยเฉพาะ Upper stage ที่เรียกว่า Centaur ของมันที่ใข้ในการปล่อยยาน Surveyor 2 เมื่อปี 1966 พอดี

ภาพวงโคจรของ 2020 SO – ที่มา WikiCommons

จากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาจาก CNEOS ทีมนักดาราศาสตร์ของ University of Arizona ได้ใช้กล้อง IRTF (Infrared Telescope Facility) ของ NASA ซึ่งตั้งอยู่ที่ Maunakea, Hawaii ในการทำ Spectroscopy ของ 2020 SO ซึ่งจากการใช้กล้อง Large Binoculars Telescope (LBT) สำรวจล่วงหน้าได้ข้อมูลว่ามันไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยแน่ ๆ

หน้าตาของ Centaur Upper Stage ที่ใช้ในการผลักดันยานอวกาศหรือวงโคจร ท

การสำรวจ 2020 SO ด้วยการทำ Soectroscopy โดย IRTF เปรียบเทียบกับ Spectrum ของ 301 Stainless Steel ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในจรวด Centaur พบว่า Spectrum data จากทั้งสองมีความใกล้เคียงกันอยู่แต่ไม่ถึงกับตรงจึงยังไม่สามารถสรุปได้ 2020 SO ประกอบด้วย 301 Stainless Steel และเป็นชิ้นส่วนของจรวด Centaur ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าค่า Spectrum data ที่ไม่ตรงกันของทั้งสองอาจเกิดจาก 2020 SO ซึ่งในขณะนั้นคาดว่าเป็นชิ้นส่วนของจรวด Centaur ซึ่งทำจาก 301 Stainless Steel และปล่อยเมื่อปี 1964 หรือ 54 ปีทีแล้ว หมายความว่ามันกำลังเจอกับสภาวะอะนโหดร้ายของอวกาศเป็นเวลากว่า 54 ปี จึงทำให้เป็นไปได้ว่า Spectrum ที่แปรเปลี่ยนไปอาจเกิดจากสภาพของวัสดุบน 2020 SO

ดังนั้นการจะพิสูจน์ว่า 2020 SO คือชิ้นส่วนของจรวด Centaur จะต้องหาจรวด Centaur อีกชิ้นที่เจอสภาพเดียวกันเป็นเวลาใกล้เคียงกันมาเทียบ

Infrared Telescope Facility ของ NASA บน Maunakea, Hawaii – ที่มา University of Hawaii Institute for Astronomy/Michael Connelley

วันที่ 1 ธันวาคม 2020 ทีมนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้อง IRTF สำรวจ Spectrum ของชิ้นส่วนจรวด Centaur D ซึ่งถูกใช้ในการปล่อยเาวเทียมสื่อสารเมื่อปี 1971 หรือประมาณ 49 ปีทีแล้วและยังอยู่ในวงโคจร Geostationary Transfer Orbit ซึ่งใกล้โลกมาก ๆ แต่ก็ทำให้ยากต่อการสำรวจเช่นกันเพราะวัตถุมีความเร็วสูง ซึ่งวัสดุ 301 Stainless Steel ใน Centaur D ที่เจอสภาพอวกาศมาเกือบ 50 ปีทำให้ Spectrum ของมันเปลี่ยนไปจาก Spectrum ของ Stainless Steel ใหม่เอี่ยม แต่เมื่อนำข้อมูล Spectrum ของ Centaur D ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก 2020 SO ข้อมูลดังกล่าวกลับตรงกัน

ทำให้สามารถสรุปได้ว่า 2020 SO นั้นคือชิ้นส่วนของจรวด Centaur ที่ใช้ในการปล่อย Surveyor 2 เมื่อ 54 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายรูปมันได้เพราะว่ามันเล็กเกินไปแต่ข้อมูลวงโคจรเหล่านี้รวมกับข้อมูล Spectrum ที่ได้มาล่าสุดก็ทำให้เราสามารถเชื่อได้แล้วว่า 2020 SO คือชิ้นส่วนอารยธรรมการพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในอดีตและมันจะยังไม่หายไปไหนแต่จะอยู่ในวงโคจรใกล้โลกไปอีกสักพักก่อนที่มันจะถูกเหวี่ยงออกไป Heliocentric orbit รอบดวงอาทิตย์ในเดือน มีนาคม 2021

เรียบเรียง โดย ทีมงาน SPACETH.CO

อ้างอิง

New Data Confirm 2020 SO to be the Upper Centaur Rocket Booster from the 1960’s





MORE