Film มองแผลสงครามเย็น เมื่อหันด้านแข็งเข้าสู้ แต่เบื้องหลังคือความเจ็บปวด ในหนัง First Man
มองแผลสงครามเย็น เมื่อหันด้านแข็งเข้าสู้ แต่เบื้องหลังคือความเจ็บปวด ในหนัง First Man

Nutn0n in Astronaut and Cosmonaut

มองแผลสงครามเย็น เมื่อหันด้านแข็งเข้าสู้ แต่เบื้องหลังคือความเจ็บปวด ในหนัง First Man

October 23, 2018

เมื่อหลายเดือนก่อน ผู้เขียนได้ดูหนังรัสเซียเรื่อง время первых (ที่แปลว่าครั้งแรก) คุ้น ๆ ไหม ใช่ วิธีการเล่าเรื่องมันจะคล้าย ๆ First Man หนังที่สร้างมาจากหนังสือ First Man ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือชีวประวัติของคุณนีล อาร์มสตรอง ชายคนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ ส่วนหนังเรื่อง время อะไรนี่จะเกี่ยวกับเรื่องของคุณอเล็กเซย์ เลโอนอฟ นักบินอวกาศคนแรกที่ทำ EVA หรือการออกมานอกยานอวกาศครั้งแรก

หนังทั้งสองเรื่องนี้ใช้วิธีการเล่าคล้าย ๆ กันคือการเล่าชีวประวัติเบื้องหลังทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องการทำงาน ความยากลำบาก และการที่ต้องอยู่ใกล้กับความตายตลอดเวลา สุดท้ายหนังจบลงด้วยทั้งสองปฏิบัติภารกิจที่กลายเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ แล้วกลับลงมาในฐานะฮีโร่

ซึ่งในหนังเราจะเห็นจุดตัดกันเล็ก ๆ ในฉากทีวีที่สื่ออเมริกัน รายงานข่าวว่าสหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการทำ EVA ครั้งแรก ตัดหน้าคุณเอ็ด ไวท์ ที่กำลังจะทำ EVA ครั้งแรกเช่นกันในภารกิจเจมิไน 4 (และไวท์ ก็เสียชีวิตต่อมาในอะพอลโล 1)

ประวัติศาสตร์คือการบันทึกเหตุการณ์ ไม่ได้บันทีกคน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องมีหนักชีวประวัติออกมา ก็เพราะว่าหลายคนอาจจะรู้จักเหตุการณ์ต่าง ๆ เรารู้ว่าโซเวียตส่งนักบินอวกาศครั้งแรกในปี 1961 อเมริกาส่งคนไปดวงจันทร์ปี 1969 จรวด Saturn V คือจรวดที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก หรือวาทกรรม “ก้าวเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่ง” ของนีล ในขณะที่เขาลงเหยียบพื้นของดวงจันทร์ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เราจะได้เห็นในหนังเรื่อง First Man แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะได้เห็นมากขึ้นว่าการบันทึกทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ก็คือมนุษย์

นีล อาร์มสตรอง ถูกฉายในบทบาทของพ่อ เขาเล่นกับลูกและมีความเจ็บปวดฝังลึกในอดีตจากการที่ต้องเสียลูกสาวคนแรกไป ยังไม่รวมเพื่อนร่วมงานอีกหลายต่อหลายคนที่ทำให้การสำรวจอวกาศดูเป็นเรื่องโหดร้ายไปเลย

อันที่จริง การสำรวจอวกาศไม่ใช่เรื่องโหดร้ายขนาดนั้น ชีวิตต่างหากที่โหดร้าย ไม่ใช่แค่การสำรวจอวกาศ แต่ในทุกวัน คนเราต้องเผชิญกับความสูญเสีย และเรื่องที่คอยทำให้เรารู้สึกแย่กับโลกเต็มที เพราะมันคือความเป็นมนุษย์ ความไม่สมบูรณ์แบบ ความเจ็บปวด การพลัดพราก และความตาย ภาพยนตร์เรื่อง First Man แค่นำหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ มาซ้อนทับกับความเป็นมนุษย์นี้และถ่ายทอดมันออกมาในแง่ที่ธรรมดา ๆ ไม่มีลูกเล่นมาก แต่กลับดู Real และน่าติดตามอย่างเหลือเชื่อ

ในทุกความสำเร็จ มีเมีย ลูก ครอบครัว

ความน่าเจ็บปวดของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว การเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Armstrong และ White เป็นเรื่องของเพื่อนบ้านทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็เป็นเกร็ดความรู้อีกอย่างนึงคือ NASA ได้ให้ครอบครัวของนักบินและผู้มีส่วนร่วมในภารกิจต่าง ๆ ย้ายมาอยู่ในบริเวณแหลมเคอเนอเวอรัล เพื่อความง่ายในการทำงาน

คืนก่อนหน้า อะพอลโล 1 นั้น เอ็ด ยังเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับนีลฟังถึงลูกชายที่สนใจและตื่นเต้นกับยานลำใหม่ที่พ่อของเขาจะได้นั่งในเช้าวันต่อไป แต่กลายเป็นว่ายานลำนั้นคือยานที่พาพ่อของเขาไปไกลแสนไกลและไม่ได้กลับมาอีก

คุณเห็นไหม แพทต้องเป็นม่าย ลูก ๆ เขาไม่มีพ่ออีกแล้ว

เจเนตตะคอกใส่นีลในขณะที่นีลยังไม่ยอมรับว่าการเดินทางของเขาอาจจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายและไม่ได้กลับมาเจอลูก ๆ อีก

ถ้าเราเป็นชาวอเมริกันในวันนั้น วันที่เอ็ด และเพื่อนอีก 2 คนเสียชีวิตในยานอะพอลโล่ 1 สิ่งที่เราคิดเลยก็คืออเมริกาตามหลังโซเวียตอีกแล้วหรือ NASA ทุ่มงบไปกับสิ่งที่สูญเปล่า แต่สิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาก็คือ แพทที่ไม่ยอมออกจากบ้าน และลูก ๆ ของนีลที่อาจจะสงสัยว่า ลูกบ้านนั้นไปไหน ทำไมไม่ออกมาเล่นด้วยเหมือนเช่นเคย

ความเจ็บปวดที่ฝังลึกกับการสำรวจอวกาศ และสงครามเย็นชา

จะสังเกตว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝั่งอเมริกา ยังมีเรื่องราวอีกมากในฝั่งโซเวียตที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณวลาดิเมียร์ คามารอฟ ที่ตกจากอวกาศในภารกิจโซยุส 1 เมื่อร่มหลักไม่ยอมกางออก ในตอนนั้นวาเลนตินา ภรรยาของคามารอฟก็ถูกโทรศัพท์เรียกให้มาคุยกับสามีเธอเป็นครั้งสุดท้าย

สิ่งนี้ใกล้เคียงกับตอนที่เจนเน็ตถูกตัดสัญญาณที่ Capcom คุยกับ นีล ในภารกิจเจมีนี 8 จนทำให้เธอกระวนกระวายว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีเธอจนต้องขับรถมาโวยที่ NASA

พวกคุณก็แต่เด็กหัดบิน ที่พยายามจะบอกว่าทุกอย่างโอเค แต่มันไม่เคยมีอะไรโอเค!

สิ่งนี้คือความโหดร้ายของสงครามไม่ว่าจะในสงครามไหนก็ตาม มันมีเบื้องหลังของความเจ็บปวด แต่สิ่งที่ทำให้สงครามเย็นดูเหมือนจะน่าสนใจก็อยู่ตรงที่มันคือสงครามเย็นชา เย็นชาต่อความเจ็บปวดเพื่อที่จะบอกว่า “เรายังไหว ประเทศนี้ยังไหว” เราแข่งกันโดยหันด้านแข็งเข้าสู้ ด้านที่ไม่มีบาดแผล แต่ในความจริง ถ้าเราลองพลิกอีกด้านนึงดู ไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพโซเวียต มันเต็มไปด้วยบาดแผล

ไม่ใช่บาดแผลทางการเมือง แต่เป็นบาดแผลความเจ็บปวดของคน การสูญเสีย ที่แม้กระทั่งจนถึงตอนนี้ยังมีน้อยคนที่จะรู้จักกับมัน หลายคนเพิ่งรู้ว่าอะพอลโล่ 1 เสียชีวิตยกลำ, หลายคนเพิ่งรู้ว่านีล อาร์มสตรองเจ็บปวดจากลูกสาวที่เสียชีวิต หลายคนไม่รู้ว่าความสำเร็จของโซเวียตในการทำ EVA ครั้งแรกโดยคุณอเล็กเซย์ เลโอนอฟ นั้นเกือบจะแลกมาด้วยการปล่อยฮีโร่แห่งสภาพโซเวียตนี้ไว้บนอวกาศเนื่องจากกลับเข้ายานไม่ได้ (ซึ่งแน่นอนว่าหนังเรื่อง время первых จะเปลี่ยนไปทันที)

โลกที่เราให้ความสำคัญกับคนน้อยกว่าเรื่องราว

หลายเหตุการณ์ เราจดจำมัน จดจำว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เราอาจจะไม่ได้จดจำว่า “คนคนนั้นเขาคือใคร มีที่มาอย่างไร สังคมของเขาเป็นแบบไหน” การจดจำคนในที่นี้ไม่ใช่แค่รู้จักว่าเขาชื่ออะไร แต่รู้ว่าพวกเขาคือใคร พวกเขามีพื้นหลังที่มาอย่างไร สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้ นีล เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญจนเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้ผู้กล้าต่าง ๆ สร้างประวัติศาสตร์

เราอยากฟังเรื่องราวของนักดับเพลิงที่วิ่งสวนทางคนที่หนีลงมาจากตึกในวันที่ 11 กันยายน เราอยากฟังเรื่องราวของทหารที่วิ่งขึ้นบกที่นอร์ม็องดี เราอยากฟังเรื่องของคนที่ถูกแขวนขอและฟาดด้วยเก้าอี้ในวันที่ 6 ตุลา 2519 เราควรรู้จักคนพวกนี้ และการได้รู้จักพวกเขาเหล่านี้จะทำให้หัวใจของเราเปิดกว้างขึ้น ว่าบางที โลกมันอาจจะไม่ได้เป็นในแบบที่เราเห็นและถูกออกแบบมาให้เป็น แต่มันเป็นในแบบที่มันเป็นต่างหาก

หนังเรื่อง First Man คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าในทุกความสำเร็จ และทุกหน้าประวัติศาสตร์ มันแฝงไปด้วยความเป็นมนุษย์ ที่มีความเจ็บปวด มีเบื้องหลังที่ไม่น่าจดจำ มีการจากลา และรายล้อมไปด้วยความตาย

ความเจ๋งของ First Man คือการช่วยเปิดมุมมองเหล่านี้ จากที่เรารู้จักนีล อาร์มสตรอง ในหนังสือเรียน และท่องจำกันว่าเขาเป็นมนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์ กลายเป็นว่าเขาก็คือชายคนนึง มีความรัก มีครอบครัว ไม่ต่างจากเรา ๆ เท่าไหร่ เรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์บางทีก็เป็นแค่ Another day at work ของใครบางคน





MORE