NASA พบหลักฐานยืนยันการปะทุแบบ Super Eruption ของภูเขาไฟบนดาวอังคารเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

Super Eruption หรือการปะทุของภูเขาไฟ Super Volcano ซึ่งเป็นการปะทุของภูเขาไฟที่เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าภูเขาไฟระเบิดที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันเคยเจอเป็นอย่างมาก โดย Super Eruption ของภูเขาไฟบนโลกเกิดขึ้นล่าสุดย้อนไปเมื่อประมาณ 26,500 ปีก่อน เมื่อภูเขาไฟ Taupo ใน New Zealand ปะทุขึ้น เรียกการปะทุครั้งนี้ว่า Oruanui Eruption จัดระดับ Volcanic Explosivity Index (VEI) หรือดัชนีความรุนแรงของการปะทุได้ที่ระดับ 8 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด มีความถี่ในการเกิดต่อหนึ่งครั้งมากกว่า 50,000 ปี

ภาพจำลองการปะทุของภูเขาไฟ Taupo เมื่อ 26,500 ปีก่อน (Oruanui Eruption) – ที่มา Anynobody/WikiCommons/NASA

ในปี 2021 นี้ NASA ได้ตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งค้นพบหลักฐานการระเบิดแบบ Super Eruption ของภูเขาไฟในบริเวณ Arabia Terra บนดาวอังคาร โดยเปเปอร์ดังกล่าวมีชื่อว่า Stratigraphic Evidence for Early Martian Explosive Volcanism in Arabia Terra (Whelley et al., 2021)

ภูเขาไฟเหล่านี้เมื่อมันปะทุขึ้นมันจะปลดปล่อยแก๊สและแมกมาปริมาตรเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 400 ล้านสระออกมาจากพื้นผิวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อแก๊สและแมกมาเหล่านี้พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว มันจะก่อตัวกลายเป็นชั้นของขี้เถ้าที่หนามากและขยายออกไปใกล้หลายพันกิโลเมตรจากภูเขาไฟ

แน่นอนว่าการปะทุเช่นนี้แรงกระแทกหรือ Shockwave จากการปะทุจะส่งผลต่อโครงสร้างของปล่องภูเขาไฟเป็นอย่างแรก ทำให้ปล่องภูเขาไฟถล่มลงมากลายเป็นหลุมขนาดใหญ่เรียกว่า “Caldera” เส้นผ่านศูนย์กลางหลายกิโลเมตร ซึ่งสามารถพบเห็นได้จากปล่องภูเขาไฟ Super Volcanoes บนโลกเช่นกัน

ภาพ Caldera ของภูเขาไฟ Herbert ใน Alaska – ที่มา Pavel Izbekov/U.S. Geological Survey

นักวิทยาศาสตร์พบ “Caldera” อย่างน้อย 7 แห่ง ในบริเวณ Arabia Terra ซึ่งถือเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของ Super Volcanoes ที่สามารถปะทุได้รุนแรงจนปล่องภูเขาไฟถล่มกลายเป็นหลุม Caldera

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจเป็นรอยจากการชนของอุกกาบาตซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อย่างไรก็ตามจากการเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในปี 2013 พบว่าหลุมพวกนี้น่าจะเป็น Caldera ของภูเขาไฟมากกว่า เนื่องจากหลุมอุกกาบาตส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลมเกือบสมบูรณ์ ในขณะที่หลุมเหล่านี้มีร่องรอยของการถล่มของพื้นผิวแบบไม่สมมาตรบริเวณขอบหลุม

ภาพถ่ายบริเวณ Arabia Terra เหนือพื้นผิวของดาวอังคาร – ที่มา NASA

ถ้าหลุมเหล่านี้เป็น Caldera ของภูเขาไฟจริง หมายความว่าในอดีตภูเขาไฟเหล่านี้จะต้องปะทุรุนแรงถึงระดับ Super Eruption จึงจะสามารถทำให้ปากปล่องถล่มลงมากลายเป็น Caldera ได้ และการเกิด Super Eruption หมายถึงการปล่อย ขี้เถ้า, ฝุ่นผง, และแมกมา ไปทั่วบริเวณรอบ ๆ ภูเขาไฟ ถ้าเราสามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็จะสามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่เหล่านี้เคยเป็นภูเขาไฟ Super Volcanoes จริง ๆ

หลังจากมีกระแสว่าหลุมที่ Arabia Terra อาจเป็น Caldera ของภูเขาไฟ นักวิจัยหลายทีมก็เริ่มแห่กันไปรื้อข้อมูลมาวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลจากยาน Mars Reconnaissance Orbiter (MRO) มาคาดคะเนการกระจายตัวของขี้เถ้าจากการปะทุ, การคำนวณจุดตกพื้นของขี้เถ้า, และการวิเคราะห์แร่ธาตุบริเวณ Arabia Terra ว่าสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศภูเขาไฟหรือไม่

โดยจากข้อมูลข้างต้นเราจะสามารถวิเคราะห์รวมกันได้เป็นการหา Pattern ของแร่ธาตุบนพื้นผิวที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟแบบ Super Eruption โดยแร่ธาตุเหล่านี้จะตกใกล้และไกลไม่เท่ากัน ยิ่งใกล้ยิ่งพบมาก ยิ่งไกลยิ่งเจอน้อย จากนั้นจึงวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ Pattern ของ Super Eruption

ภาพของหลุมบริเวณ Arabia Terra ซึ่งเต็มไปด้วยชั้นหินจำนวนมากลักษณะเป็นขั้นบันได ถ่ายจากกล้อง High Resolution Imaging Experiment บนยาน Mars Reconnaissance Orbiter (MRO) – ที่มา NASA/JPL-Caltech/University of Arizona

ทีมนักวิจัยได้ใช้รูปจาก Compact Reconnaissance Imaging Spectrometer ของยาน MRO เพื่อระบุแร่ธาตุเหนือพื้นผิวของดาวอังคารห่างออกไปจาก Caldera บริเวณ Arabia Terra หลายพันกิโลเมตรในทิศทางที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าลมน่าจะพัดพาขี้เถ้าจากภูเขาไฟมาทางนี้ จากการวิเคราะห์พวกเขาพบแร่ธาตุภูเขาไฟหลายชนิด เช่น Montmorillonite, imogolite และ allophane

จากการวิเคราะห์ภาพจากกล้อง MRO เพื่อสร้างภาพทางภูมิประเทศแบบสามมิติของ Arabia Terra พบว่า แร่ธาตุที่พบเหล่านี้เป็นชั้นของแร่ธาตุที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีโดยไม่ได้โดนลมหรือน้ำกัดกร่อน เมื่อก่อนมันอยู่ยังไงตอนนี้มันก็ยังอยู่อย่างนั้น หมายความว่าถ้าเราวิเคราะห์มันตอนนี้ก็จะเหมือนเราวิเคราะห์มันราวกับว่าเราได้วิเคราะห์มันเหมือนตอนมันปะทุสด ๆ ร้อน และก็เป็นตอนนี้เองที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรก ๆ รู้ว่าตัวเองไม่ได้ฟลุ๊ก แต่ของจริง

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเสนอว่าหลุมที่ Arabia Terra คือ Caldera เมื่อปี 2013 ก็เข้าร่วมการวิจัยด้วย โดยการคำนวณปริมาณของสารจากการปะทุของภูเขาไฟ อ้างอิงจากปริมาตรของ Caldera แต่ละอัน เพื่อที่จะนำข้อมูลไปรวมกับข้อมูลความหนาของชั้นขี้เถ้าและแร่ธาตุที่เจอก่อนหน้านี้ เพื่อประมาณการปะทุของภูเขาไฟว่าจะต้องปะทุกี่ครั้งถึงจะได้ความหนาระดับนี้ ผลปรากฏว่าภูเขาไฟพวกนี้จะต้องปะทุเป็นพัน ๆ ครั้ง เพื่อที่จะให้ได้ความหนาของแร่ธาตุภูเขาไฟระดับนี้

คำถามก็คือทำไมภูเขาไฟที่มีความสามารถในการปะทุแบบ Super Eruption (แล้วปะทุจริง ๆ) ถึงมากองกันอยู่ที่เดียวบริเวณ Arabia Terra ในขณะที่ ภูเขาไฟบนโลกนั้นมีไปทั่วเลย ถึงดาวอังคารจะมีภูเขาไฟอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ที่ Arabia Terra อย่างเช่น ภูเขาไฟ Olympus Mons ที่ถือว่าเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ แต่นักวิทยาศาสตร์กลับไม่เคยพบหลักฐานการปะทุของมันเลย

ภาพของภูเขา Olympus Mons บนดาวอังคาร – ที่มา Seddon/NASA

เป็นได้ว่าโลกอาจจะมีภูเขาไฟรวมกันเป็นกลุ่มมาก่อน แต่การที่โลกมีภูเขาไฟไปทั่วในปัจจุบันอาจจะเป็นเพราะว่าแผ่นธรณีภาคของเรายังเกิดการแปรสัณฐานอยู่ ทำให้ภูเขาไฟหลาย ๆ อันที่เคยเกิดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกระจายตัวออกตามการเคลื่อนตัวของแผ่นธรณีภาค ในขณะที่ภูเขาไฟในดาวเคราะห์ที่มีการแปรธรณีสัณฐานน้อย ภูเขาไฟที่ก่อตัวกันเป็นกลุ่มนี้อาจจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันของภูเขาไฟนั่นเอง

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะต้องมีภูเขาไฟลักษณะเดียวกันบนดาวอย่างดาวศุกร์หรือดวงจันทร์ของดาวพฤหัสอย่าง Io ที่มี Conditions คล้ายกับดาวอังคารนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน SPACETH.CO

อ้างอิง

NASA Confirms Thousands of Massive, Ancient Volcanic Eruptions on Mars

Whelley, P., Matiella Novak, A., Richardson, J., Bleacher, J., Mach, K., & Smith, R. N. (2021). Stratigraphic evidence for early Martian explosive volcanism in Arabia Terra. Geophysical Research Letters, 48(15). https://doi.org/10.1029/2021gl094109

Editor of Spaceth.co | A 21-year-old biologist with a passion for space exploration, science communication, and interdisciplinarity. Dedicated to demystifying science for all - Since 2018.