ดูดวงใช้ 12 ราศี แต่ทำไมดูดาวใช้ 13 รู้จักกับคนแบกงู ราศีที่ถูกลืม

นักดูดาวมือใหม่จำนวนไม่น้อย เวลาอยากรู้ว่าดาวเคราะห์อย่างดาวอังคารหรือดาวพฤหัสอยู่ตรงไหนบนท้องฟ้า มักใช้ “กลุ่มดาวจักรราศี” เป็นจุดอ้างอิง เพราะรู้กันดีว่าดาวเคราะห์ทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบใกล้เคียงกับวงโคจรของโลก แต่พอเปิดแอปดูดาวหรือโปรแกรมจำลองท้องฟ้า แล้วเจอข้อความว่า “ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู” ความงงก็มาทันที เพราะถ้าท่องจักรราศีแบบที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ไล่ตั้งแต่ราศีเมษไปจนถึงราศีมีน ไม่มีราศีไหนชื่อคนแบกงูอยู่ในนั้นเลย คำถามคือ มันโผล่มาได้ยังไง

ต้นตอของความสับสนนี้ไม่ได้เกิดจากข้อมูลผิด แต่เกิดจากการเอา “จักรราศีคนละระบบ” มาปนกันโดยไม่รู้ตัว จักรราศี 12 ราศีที่เราท่องกันนั้น เป็นจักรราศีในทางโหราศาสตร์ ใช้เป็นกรอบในการทำนายดวงและจัดปฏิทิน ซึ่งถูกออกแบบให้แบ่งท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนละ 30 องศา รวมกันครบ 360 องศา ดูสวย ลงตัว และใช้งานง่าย แต่จักรราศีในทางดาราศาสตร์นั้นหมายถึง “กลุ่มดาวจริงบนท้องฟ้า” ที่เส้นสุริยวิถีพาดผ่าน เส้นสุริยวิถีคือเส้นทางปรากฏของดวงอาทิตย์ตลอดหนึ่งปี และเนื่องจากดาวเคราะห์โคจรอยู่ใกล้ระนาบเดียวกัน เราจึงเห็นดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปตามแนวเดียวกับเส้นนี้ด้วย นักดูดาวจึงใช้กลุ่มดาวจักรราศีในความหมายเชิงดาราศาสตร์เป็นแผนที่ในการหาดาวเคราะห์

606px-Ophiuchus_IAU.svg
ดวงดาวในกลุ่มดาวคนแบกงู โดยมีเส้นสุริยวิถีตัดผ่านตอนล่างของดาว ที่มา -IAU

ในยุคโบราณ astronomy และ astrology ยังไม่แยกจากกันชัดเจน คนสมัยก่อนเลือกกลุ่มดาวเด่น ๆ บนแนวเส้นสุริยวิถีมาใช้เป็นหลัก และเพื่อให้ระบบเรียบง่าย จึงกำหนดให้มีเพียง 12 กลุ่มดาว แต่ละกลุ่มกินพื้นที่ท้องฟ้า 30 องศาเท่า ๆ กัน แม้ในความเป็นจริง กลุ่มดาวแต่ละกลุ่มจะมีขนาดไม่เท่ากันเลยก็ตาม ระบบนี้ทำให้ดวงอาทิตย์ดูเหมือนอยู่ในแต่ละราศีประมาณเดือนละหนึ่งครั้งอย่างสม่ำเสมอ และกลายเป็นมาตรฐานของโหราศาสตร์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มดาวคนแบกงู หรือ Ophiuchus ไม่ใช่กลุ่มดาวใหม่ และไม่ได้ถูก “เพิ่มเข้ามาทีหลัง” อย่างที่หลายคนเข้าใจ มันเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่มนุษย์รู้จักมานานตั้งแต่สมัยบาบิโลนและกรีกโบราณ และถูกบันทึกไว้ในกลุ่มดาวคลาสสิก 48 กลุ่มของปโตเลมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แล้ว เพียงแต่ในระบบจักรราศีแบบดั้งเดิม คนเลือกไม่นับมัน เพราะต้องการคงจำนวนราศีไว้ที่ 12 ซึ่งเป็นตัวเลขที่จัดการง่ายกว่า

astronomytrek
กลุ่มดาวจักรราศีทั้ง 12 ที่เรารู้จักกันดี ที่มา – Astronomy Trek

คนแบกงูเข้ามาแจมตอนไหน?

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1930 เมื่อ International Astronomical Union หรือ IAU กำหนดขอบเขตของกลุ่มดาวทั้ง 88 กลุ่มอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานทางดาราศาสตร์ ขอบเขตเหล่านี้อิงจากตำแหน่งจริงบนทรงกลมท้องฟ้า ไม่ได้พยายามแบ่งให้เท่ากัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เส้นสุริยวิถีพาดผ่านพื้นที่ของกลุ่มดาวคนแบกงูจริง ทำให้ในเชิงดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์จะเคลื่อนผ่านกลุ่มดาวนี้ด้วย และนี่คือเหตุผลที่โปรแกรมดูดาวจึงรายงานว่าดาวเคราะห์บางช่วง “อยู่ใน Ophiuchus”

เมื่อใช้ขอบเขตกลุ่มดาวจริงตามมาตรฐาน IAU จะพบอีกว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในแต่ละกลุ่มดาวเท่ากันเลย บางกลุ่มดาวอย่างกลุ่มดาวหญิงสาว ดวงอาทิตย์อยู่ยาวเกือบ 45 วัน ขณะที่กลุ่มดาวแมงป่องกลับสั้นมาก แค่ราวสัปดาห์เดียว ส่วนกลุ่มดาวคนแบกงู ดวงอาทิตย์จะอยู่ประมาณ 18 วัน ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ความไม่เท่ากันนี้คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมโหราศาสตร์ไม่เคยปรับระบบจักรราศีตามดาราศาสตร์ เพราะถ้าทำจริง ปฏิทินและระบบตีความทั้งหมดจะพังทันที

ในเชิงการสังเกต คนแบกงูยังเป็นกลุ่มดาวที่ไม่โดดเด่นนัก เส้นสุริยวิถีพาดผ่านเพียงขอบล่างของกลุ่มดาว ไม่ได้ตัดผ่านกลางเหมือนจักรราศีอื่น ดาวฤกษ์ในกลุ่มนี้ก็ไม่ได้สว่างมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มดาวข้างเคียงอย่างแมงป่องที่มี Antares เป็นดาวเด่น ทำให้คนส่วนใหญ่คุ้นชื่อแมงป่องมากกว่าคนแบกงู นี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือถูกกลั่นแกล้งทางดาราศาสตร์ แต่มันคือธรรมชาติของการรับรู้ เรามักจำสิ่งที่เห็นชัดก่อนเสมอ

2018-08-25_21-23-06
เส้นสุริยวิถี (เส้นสีส้ม) ตัดผ่านส่วนล่างของกลุ่มดาวคนแบกงู และจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านกลุ่มดาวแมงป่องสั้นมาก ที่มา-โปรแกรม Stellarium

ในทางตำนาน คนแบกงูเชื่อมโยงกับ Asclepius เทพแห่งการแพทย์ในเทพปกรณัมกรีก ผู้มีพลังในการรักษาและชุบชีวิตมนุษย์ ตำนานนี้ทำให้สัญลักษณ์งูพันคทา หรือ Rod of Asclepius กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงในองค์กรอย่างองค์การอนามัยโลก แต่ไม่ว่าตำนานจะน่าสนใจแค่ไหน มันก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ว่าคนแบกงูเป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มดาวที่เส้นสุริยวิถีพาดผ่านเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ จักรราศีในทางดาราศาสตร์กับจักรราศีในทางโหราศาสตร์เป็นคนละระบบ ถูกออกแบบมาเพื่อคนละเป้าหมาย ดาราศาสตร์ศึกษาวัตถุท้องฟ้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ส่วนโหราศาสตร์ใช้กลุ่มดาวเป็นกรอบในการตีความชีวิต การที่คนแบกงูปรากฏในแอปดูดาว ไม่ได้หมายความว่าโลกต้องมีราศีที่ 13 และไม่ได้ทำให้ดวงของใครเปลี่ยนไป มันแค่เตือนเราว่า บนท้องฟ้าจริง ๆ นั้น ซับซ้อนกว่าระบบที่มนุษย์เคยวาดกรอบเอาไว้มากเท่านั้นเอง

คนแบกงูมีตำนานของตัวเองมั้ย

ถ้าพูดถึงกลุ่มดาวแล้วไม่เล่าตำนานประกอบ ก็ดูเหมือนขาดมิติสำคัญไป เพราะกลุ่มดาวจำนวนมากบนท้องฟ้าไม่ได้เกิดจากการตั้งชื่อแบบสุ่ม แต่เป็นผลพวงจากความพยายามของมนุษย์ยุคโบราณในการเชื่อม “ท้องฟ้า” เข้ากับ “ชีวิต” และกลุ่มดาวคนแบกงูก็มีตำนานที่ชัดเจนและหนักแน่นมากกลุ่มหนึ่งในเทพปกรณัมกรีก ตัวละครที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับกลุ่มดาวนี้คือ Asclepius เทพแห่งการแพทย์ ผู้ไม่ได้เป็นแค่หมอธรรมดา แต่เป็นหมอที่เก่งเกินขอบเขตที่เทพองค์อื่นจะรับไหว

Archaeological Museum of Epidaurus
รูปปั้น Asclepius กับงูพันคทา จากพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Epidaurus ประเทศกรีซ ที่มา -Wikipedia

ตามตำนาน Asclepius เป็นบุตรของ Apollo และได้รับการถ่ายทอดวิชาการแพทย์จากเซนทอร์ผู้รอบรู้คือ Chiron เขาไม่ได้แค่รักษาโรคทั่วไป แต่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสและโรคที่ไม่มีใครรักษาได้ จนชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกมนุษย์ จุดหักเหสำคัญของตำนานคือเหตุการณ์ที่ Asclepius สังเกตเห็นงูตัวหนึ่งนำสมุนไพรมาชุบชีวิตงูอีกตัวที่ตายไปแล้ว เขาจึงเรียนรู้เคล็ดลับนั้นและนำมาใช้กับมนุษย์ ส่งผลให้เขาสามารถ “ชุบชีวิตคนตาย” ได้จริง

ตรงนี้เองที่ตำนานเริ่มสะท้อนความคิดแบบกรีกโบราณอย่างชัดเจน เพราะความสามารถในการรักษาเกินขีดจำกัดของ Asclepius ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความก้าวหน้า แต่กลับถูกมองว่าเป็นภัยต่อสมดุลของจักรวาล เทพแห่งยมโลกอย่าง Hades เริ่มเดือดร้อน เพราะไม่มีดวงวิญญาณใหม่ลงมาให้ดูแล เมื่อมนุษย์ไม่ตาย ระบบจักรวาลก็รวน สุดท้ายเรื่องจึงไปถึง Zeus ผู้เป็นใหญ่ที่สุด และการตัดสินใจก็ออกมาแบบตรงไปตรงมา นั่นคือ Asclepius ต้องถูกกำจัด เพราะมนุษย์ไม่ควรมีอำนาจเทียบเท่าเทพ

WHO
ธงองค์การอนามัยโลก กับสัญลักษณ์ Rod of Asclepius

อย่างไรก็ตาม ตำนานไม่ได้จบแบบโหดร้ายล้วน ๆ หลังจาก Asclepius ถูกสังหาร Zeus ก็ยังยอมรับว่าคุณงามความดีของเขาต่อมนุษยชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้สูญหายไป จึงนำเขาขึ้นไปประดับไว้บนท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาวคนแบกงู ภาพของชายที่ถือคทาพันด้วยงูจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของการแพทย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรู้ที่แตะขอบเขตของความเป็นเทพ” และนี่เองที่ทำให้ Rod of Asclepius กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองกลับมาที่ท้องฟ้า ตำนานของคนแบกงูจึงสอดคล้องกับสถานะของกลุ่มดาวนี้อย่างน่าประหลาด มันเป็นกลุ่มดาวที่ “อยู่กึ่งกลาง” ระหว่างจักรราศีแบบดั้งเดิม ไม่ถูกนับอย่างเป็นทางการในโหราศาสตร์ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ในเชิงดาราศาสตร์ ราวกับตัว Asclepius เองที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับเทพ ความรู้ของเขามากเกินไปสำหรับโลกมนุษย์ แต่ก็ไม่อาจถูกลบเลือนออกจากประวัติศาสตร์ได้ และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนแบกงูถึงเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ ความเชื่อ และอำนาจ ได้ชัดเจนที่สุดกลุ่มหนึ่งบนท้องฟ้า

สื่อออนไลน์ คอนเทนต์ด้านอวกาศ การสํารวจอวกาศ และการค้นพบใหม่ ๆ โดยเน้นสร้างสรรค์เนื้อหาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย และสนุกไปกับความรู้ที่ได้รับ