ดาวเทียม KnackSat-2 ของไทย เตรียมปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของโครงการดาวเทียมสัญชาติไทย KnackSat-2 กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญหลังจากที่ตัวดาวเทียมได้ถูกส่งขึ้นไปพักรออยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีการยืนยันกำหนดการปล่อยดาวเทียมออกจากสถานีเข้าสู่วงโคจรจริงในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งภารกิจนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ KMUTNB ในการสานต่อความสำเร็จจากดาวเทียม KnackSat ดวงแรกที่เคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ไปเมื่อปี 2018 โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากบริษัท NBSPACE และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

จุดเริ่มต้นของ KnackSat-2 ต่อสาธารณะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2023 ในงานแถลงข่าว ณ สถาบันบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ไทย เยอรมัน หรือ TGGS โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดของดาวเทียมซึ่งเป็นประเภท CubeSat ขนาด 3U หรือมีขนาดประมาณ 30 x 10 x 10 เซนติเมตร ความโดดเด่นของดาวเทียมดวงนี้คือการออกแบบเป็น Ride Sharing Platform ที่สามารถบรรทุกอุปกรณ์ทดลองหรือ Payload ได้มากถึง 7 ชุดจากหน่วยงานที่แตกต่างกัน เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจอวกาศที่น่าสนใจสำหรับการเข้าถึงอวกาศในราคาที่จับต้องได้

รู้จักกับการทดลองบน KnackSat-2

รายละเอียดของ Payload ทั้ง 7 ชุด ประกอบด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น บริษัท AIS ที่ร่วมกับ KMUTNB ในการพัฒนาระบบ IoT Gateway และภารกิจ Store and Forward เพื่อรับส่งสัญญาณ LoRa ในอวกาศ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ร่วมกับศูนย์วิจัยระบบรางในการทดสอบการติดตามตำแหน่งและความเร็วของขบวนรถไฟไทยผ่านดาวเทียม สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT และมหาวิทยาลัยพะเยาที่ร่วมทดสอบเทคโนโลยีการถ่ายภาพความละเอียดสูงจากวงโคจร รวมถึงพันธมิตรจากต่างประเทศอย่าง Universiti Teknologi MARA จากมาเลเซีย และ University of Perpetual Help System DALTA จากฟิลิปปินส์ ที่ร่วมทดสอบระบบป้องกันรังสีสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และการทดสอบวัสดุอุปกรณ์ประเภท Commercial Off The Shelf ในสภาวะอวกาศจริง นอกจากนี้ยังมีบอร์ดการทดลองของโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน กับโครงการสนับสนุนเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการทำดาวเทียม

ทีมงานสเปซทีเอชกับดาวเทียม KnackSat-2 ในการประกอบขั้นสุดท้าย ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

โครงการได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ J-CUBE ซึ่งเป็นโปรแกรมความร่วมมือระหว่าง JAXA และ University Space Engineering Consortium หรือ UNISEC ที่เปิดโอกาสให้งานวิจัยได้ใช้โมดูล Kibo บนสถานีอวกาศเป็นฐานในการปล่อยดาวเทียมผ่านระบบ JSSOD โดยเราได้รายงานรายละเอียดของโครงการไปในบทความ และ สรุปกิจกรรมในวงการอวกาศไทย 2024

เดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อทดสอบและนำส่งจริง

ก่อนที่จะเดินทางไปถึงสถานีอวกาศ KnackSat-2 ต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า Space Environment Testing หรือการทดสอบในสภาวะจำลองอวกาศอย่างเข้มงวด โดยในเดือนเมษายน 2024 ดาวเทียมได้ถูกส่งไปยัง Kyushu Institute of Technology ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบทั้งเรื่องของแรงสั่นสะเทือนขณะปล่อย ความต่างของอุณหภูมิที่รุนแรง และสภาวะสูญญากาศ ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่าดาวเทียมสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกประการ ยืนยันถึงความทนทานและเสถียรภาพของงานวิศวกรรมฝีมือคนไทย

ลำดับเหตุการณ์สำคัญได้ดำเนินมาถึงวันที่ 3 กันยายน 2025 เมื่อทีมวิศวกรจาก KMUTNB และ NBSPACE ได้ทำการส่งมอบดาวเทียม KnackSat-2 อย่างเป็นทางการให้กับ JAXA ณ Tsukuba Space Center เพื่อเข้าสู่กระบวนการเตรียมการปล่อยครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดาวเทียมจะถูกบรรจุลงในยาน HTV-X ในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะบินขึ้นและเทียบเข้ากับสถานีอวกาศนานาชาติในวันที่ 30 ตุลาคม 2025 เจาะลึกทุกรายละเอียด HTV-X ยานส่งเสบียงสู่สถานีอวกาศแห่งอนาคตของญี่ปุ่น

บรรยากาศการส่งมอบดาวเทียม KnackSat-2 ให้กับ JAXA ที่มา – NBSPACE
การบินขึ้นของ HTV-X กับจรวด H3 ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ที่มา – JAXA

สำหรับขั้นตอนการปล่อยที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 จะใช้ระบบ JEM Small Satellite Orbital Deployer หรือ SSOD โดยนักบินอวกาศประจำ Expedition 73 ซึ่งตอนนี้ประกอบไปด้วย Christ Williams, Sergey Kud-Sverchkov และ Sergei Mikayev หนึ่งในนี้จะเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนภายในโมดูลควบคุมเพื่อให้แขนกลนำดาวเทียมออกไปดีดตัวสู่ Low Earth Orbit หรือวงโคจรต่ำของโลก โชคดีมากที่ในรอบนี้การปล่อยไม่ได้ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากลูกเรือกลุ่ม Expedition 73 ที่เดินทางมาจากฝั่งสหรัฐฯ บนสถานีอวกาศนานาชาติจำเป็นต้องเดินทางกลับโลกก่อนกำหนด บทสรุปภารกิจ Crew-11 กับการกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

ระบบ SSOD กับการปล่อยดาวเทียมออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ

J-SSOD คือระบบปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กจากโมดูลญี่ปุ่น Kibo บน International Space Station โดยแนวคิดเรียบง่ายแต่ฉลาดมาก คือเอา CubeSat ใส่กล่อง Deployer แบบสปริง จากนั้นนักบินอวกาศจะย้ายกล่องนี้ออกไปไว้ด้านนอกโมดูลผ่าน Airlock แล้วใช้แขนกลของสถานี (SSRMS หรือแขนกลของ Kibo เอง) จับไปวางในทิศทางที่ปลอดภัย ก่อนสั่งปล่อย ดาวเทียมจะถูกดันออกด้วยแรงสปริงอย่างนุ่มนวล วงโคจรดาวเทียมที่ออกไปจะค่อย ๆ Decay ลงตามธรรมชาติและเผาไหม้ในบรรยากาศโลกในไม่กี่ปี ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาการทำงานของ CubeSat ส่วนมากอยู่แล้ว

ตัว J-SSOD ขณะอยู่ในตัวสถานีอวกาศนานาชาติ โดยนักบินอวกาศจะติดตั้งตัว Deployer เข้ากับ J-SSOD ที่มา – NASA

เมื่อ KnackSat-2 เริ่มปฏิบัติภารกิจในวงโคจร การควบคุมและการรับสัญญาณทั้งหมดจะส่งกลับมายังสถานีภาคพื้นดินของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าระบบ Ride Sharing ที่บรรทุกความหวังและการทดลองจากหลายองค์กรจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ตัวปล่อยจะถูกนำออกไปนอกตัว Airlock ด้วยแขนกล จากนั้นจะยิงดาวเทียมออกสู่อวกาศ ที่มา – NASA

ภารกิจ KnackSat-2 น่าจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยนเชิงระบบ” มากกว่าการปล่อยดาวเทียมดวงหนึ่ง เพราะนี่คือครั้งแรกที่โครงการดาวเทียมสัญชาติไทยถูกออกแบบเป็น Shared Infrastructure ที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า โมเดล Ride Sharing Platform ที่เอาวิธีคิดแบบ Space Economy มาวางบน CubeSat อย่างจริงจัง การรวม Payload ถึง 7 ภารกิจจากภาคธุรกิจ รัฐ งานวิจัย และพันธมิตรอาเซียน ทำให้ KnackSat-2 ไม่ได้เป็นแค่ดาวเทียมทดลอง แต่เป็น Testbed ของการทำงานร่วมกันจริงในวงโคจรเดียว ตั้งแต่ IoT gateway, Rail Monitoring, การถ่ายภาพไปจนถึง Radiation และ COTS Testing นี่จะเป็นการพิสูจน์ว่าประเทศอย่างไทยสามารถขยับจากการทำแค่โครงการอวกาศ ไปสู่การเป็น Space Platform ได้จริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ KnackSat-2 มีความหมายมากกว่าดาวเทียม 3U ทดสอบปกติ

รวมข่าวล่าสุดของโครงการอวกาศไทยในช่วงเดียวกัน ได้แก่

สรุปกิจกรรมในวงการอวกาศไทยปี 2025 อวกาศก็แค่หน้าปากซอย
เจาะลึก Thailand Liquid Crystal in Space ทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกอบชุดการทดลองสมบูรณ์ เตรียมส่งขึ้นสถานีอวกาศนานาชาติ 2026

เรียยบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.