บทสรุปภารกิจ Crew-11 กับการกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ

การสำรวจอวกาศนั้นเต็มไปด้วยตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือกว่างานวิจัยหรือหมุดหมายทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ก็คือความปลอดภัยของตัวนักบินอวกาศเอง ภารกิจ Crew-11 ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างมีความหวังเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ก็ได้ถูกบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะภารกิจแรกของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ที่ต้องยุติลงกลางคันเนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพของลูกเรือ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มตึงเครียดขึ้นในวันที่ 7 มกราคม 2026 เมื่อ NASA ออกประกาศด่วนในการยกเลิกภารกิจ Extravehicular Activity หรือการเดินอวกาศของลูกเรือ Crew-11 อย่างกะทันหัน

สำหรับรายละเอียดของภารกิจที่ถูกยกเลิกไปนั้น เดิมทีถูกวางแผนไว้ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่นอกตัวสถานีฯ นานกว่า 6 ชั่วโมงครึ่ง โดยมี Zena Cardman รับหน้าที่เป็น EV1 หรือผู้นำการเดินอวกาศคู่กับ Michael Fincke นักบินอวกาศมากประสบการณ์ในบทบาท EV2 เป้าหมายหลักคือการซ่อมแซมและเปลี่ยนโมดูล Radio Frequency Antenna หรือระบบเสาอากาศสื่อสารที่เกิดขัดข้องบนโครงสร้าง Truss หรือโครงยึดหลักของสถานีฯ พร้อมกับการเตรียมจุดติดตั้งสำหรับ iROSA หรือแผงโซลาร์เซลล์แบบม้วนรุ่นใหม่ที่จะถูกส่งขึ้นมาในอนาคต โดยมี Kimiya Yui คอยควบคุมแขนกล Canadarm2 จากภายในโมดูล Cupola และ Oleg Platonov รับหน้าที่เป็น Intravehicular Officer หรือเจ้าหน้าที่สนับสนุนคอยดูแลขั้นตอนความปลอดภัยภายในสถานีฯ

ลูกเรือขณะเตรียมตัวในการทำ EVA โดยในภาพ Michael Fincke กำลังสวมใส่ชุดปรับอุณหภูมิในชุดนักบินอวกาศ ที่มา – NASA

แต่ในขณะที่ลูกเรือกำลังเตรียมสวมชุดนักบินอวกาศในห้องปรับแรงดันอากาศ หรือ Quest Airlock อาการเจ็บป่วยที่คาดไม่ถึงก็ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลง และเปลี่ยนจากภารกิจซ่อมแซมสถานีฯ กลายเป็นภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงานในทันที จนนำมาซึ่งอีกหนึ่งเรื่องราวสำคัญในโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ เมื่อลูกเรือทั้ง 4 มีความจำเป็นต้องเดินทางกลับโลกก่อนกำหนด เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่เคยมีมาก่อนในยุคการสำรวจอวกาศปัจจุบัน และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องบันทึกเอาไว้ โดยในบทความนี้เราจะมาไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นกัน

NASA แถลงข่าวเตรียมพาลูกเรือกลับโลกก่อนกำหนด

ในวันที่ 9 มกราคม 2026 ณ สำนักงานใหญ่ของ NASA ในกรุงวอชิงตันดีซี Jared Isaacman ผู้อำนวยการภารกิจ พร้อมด้วย Amit Kshatriya และ Dr. James Polk หัวหน้าทีมแพทย์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าแม้ลูกเรือคนดังกล่าวจะมีอาการที่เรียกว่า Stable หรือมีอาการคงที่ และไม่ได้มีสาเหตุมาจากความเครียดหรือการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทีมแพทย์มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรพานักบินอวกาศกลับมาตรวจร่างกายด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบครันบนพื้นโลกให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

บรรยากาศการแถลงข่าวในสำนักงานใหญ่ของ NASA ของการยกเลิกภารกิจ ที่มา – NASA

การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้กำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดในปลายเดือนกุมภาพันธ์ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นเหลือเพียงไม่กี่วัน โดย Jared Isaacman ได้เน้นย้ำว่าตลอด 160 วันที่ผ่านมา ลูกเรือทุกคนได้ปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์ตามเป้าหมายหลักไปเรียบร้อยแล้ว

ลำดับเหตุการณ์การเดินทางกลับเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2026 เมื่อลูกเรือทั้ง 4 คนประกอบไปด้วย Zena Cardman, Michael Fincke จาก NASA Kimiya Yui จาก JAXA และ Oleg Platonov จาก Roscosmos เริ่มสวมใส่ชุดนักบินอวกาศและเตรียมความพร้อมภายในยาน SpaceX Dragon กระบวนการ Undocking หรือการแยกตัวออกจากสถานีอวกาศเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณตีห้าของวันที่ 15 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย

ลูกเรือทั้ง 4 สวมใส่ชุดสำหรับเดินทางกลับโลกเพื่อซักซ้อมกระบวนการ ที่มา – NASA

ยาน Dragon ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ ทิ้งให้ Christopher Williams กลายเป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่บนสถานีร่วมกับ Sergey Kud-Sverchkov และ Sergey Mikayev จากภารกิจ Soyuz MS-28 ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้ภารกิจนอกตัวสถานีในฝั่งสหรัฐฯ ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวเนื่องจากต้องใช้คนอย่างน้อยสองคนในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามระบบของสถานีที่ถูกออกแบบมาให้มี Fault Tolerant หรือความสามารถในการทำงานต่อได้แม้จะมีข้อจำกัดด้านกำลังพล ก็ทำให้การดำเนินงานภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ความร่วมมือกับนักบินอวกาศจากรัสเซีย

เดินทางกลับโลกและลงจอดนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

เมื่อเวลา 15:54 ของวันที่ 15 มกราคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย ยาน SpaceX Dragon ชื่อ Endeavour ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการทำ De-orbit Burn หรือการจุดเครื่องยนต์เผาไหม้เพื่อลดระดับวงโคจรและเริ่มต้นการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกอย่างเป็นทางการ ลำดับถัดมาคือขั้นตอนการลดความเร็วด้วยระบบร่มชูชีพที่ทำงานเป็นสองระยะ เริ่มจากการกาง Drogue Parachutes เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของยานในระดับความสูงมาก ก่อนจะตามด้วยการกาง Main Parachutes หรือร่มหลักจำนวน 4 หลังเพื่อชะลอความเร็วให้เหลือเพียงระดับที่ปลอดภัยต่อการกระทบพื้นน้ำ

ยาน Dragon กลับเข้าสู่บรรยากาศเห็นได้ชัดเจนเหนือท้องฟ้าเมือง Los Angeles ในแคลิฟอร์เนีย ที่มา – NASA

จนกระทั่งตัวยานสามารถทำ Splashdown หรือการลงจอดในน้ำได้อย่างแม่นยำ ณ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งการเลือกจุดลงจอดในฝั่งตะวันตกนี้ช่วยให้กระบวนการขนส่งลูกเรือไปยังสถานพยาบาลที่กำหนดไว้ในภารกิจเร่งด่วนนี้ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าการลงจอดในอ่าวเม็กซิโกตามปกติด้วย โดยประชาชนในรัฐแคลิฟอร์เนียโดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง Los Angeles สามารถมองเห็นเส้นทางการกลับเข้าบรรยากาศอย่างชัดเจน พาดผ่านบนท้องฟ้าช่วงกลางดึก

ยาน Dragon ลงจอดนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียก่อนทีมเก็บกู้จะเดินทางไปถึง ที่มา – NASA

ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงหลังจากยานแตะผิวน้ำ ลูกเรือทุกคนได้รับความช่วยเหลือนำตัวออกจากยาน โดยนักบินอวกาศที่มีอาการป่วยได้รับการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อตรวจเช็คร่างกายตามหลัก Medical Privacy หรือความเป็นส่วนตัวทางการแพทย์อย่างเข้มงวด ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นเครื่องบินของ NASA มุ่งหน้าสู่ NASA Johnson Space Center ในรัฐเท็กซัสเพื่อกลับไปพบกับครอบครัว เป็นการจบสิ้นภารกิจที่เต็มไปด้วยความกดดันแต่จบลงด้วยความปลอดภัย

ทีมงานยกเอายาน Dragon ขึ้นจากน้ำมายังเรือ Shannon ที่มา – NASA

สำหรับความสำเร็จของทุกคนนั้น Michael Fincke ได้สร้างสถิติที่น่าประทับใจมาก ๆ โดยการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางสู่อวกาศ ครั้งที่ 4 ของเขา ทำให้นับรวมเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่นอกโลกทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 549 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่มีประสบการณ์สูงที่สุดคนหนึ่งของ NASA ในช่วงรอยต่อระหว่าง Expedition 73 และ Expedition 74 เขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น Commander หรือผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งต่อให้เพื่อนชาวรัสเซีย เขายังได้ช่วยไทยในการทำการทดลอง Thailand Liquid Crystal in Space ที่เสร็จสิ้นไปในเดือนธันวาคม 2025 ด้วยเช่นกัน

Michael Fincke ขณะได้รับความช่วยเหลือออกจากตัวยาน ที่มา – NASA

Kimiya Yui จากหน่วยงาน JAXA หรือองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น ได้เสร็จสิ้นภารกิจครั้งที่ 2 ของเขาในอวกาศอย่างสวยงาม พร้อมทำสถิติเวลารวมในอวกาศไปแล้วทั้งหมด 309 วัน โดยในรอบ Expedition 73 ที่ผ่านมา เขาได้ทำโครงการวิจัย Immunity Assay หรือการทดสอบภูมิคุ้มกันในระดับเซลล์ซึ่งต้องมีการเก็บตัวอย่างเลือดและน้ำลายมาปั่นเหวี่ยงใน Centrifuge เพื่อนำมาวิเคราะห์การตอบสนองของร่างกายในสภาวะ Microgravity นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในการสาธิตเทคโนโลยี Carbon Dioxide Removal หรือการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโมดูล Kibo หรือห้องทดลองของญี่ปุ่น และเขายังทิ้งท้ายด้วยภาพถ่ายภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามมาก ๆ จากหน้าต่างสถานีอวกาศก่อนที่จะเดินทางกลับสู่พื้นโลก

Kimiya Yui จบสิ้นภารกิจการเดินทางสู่อวกาศรอบที่สองของเขา ที่มา – NASA

Zena Cardman ผู้ทำหน้าที่ Commander หรือผู้บัญชาการของ Crew-11 ในครั้งนี้ ได้จารึกชื่อในฐานะนักบินอวกาศหน้าใหม่ที่ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรกด้วยสถิติ 167 วันบนวงโคจร แม้ว่าเธอจะเคยถูกเลื่อนกำหนดการบินมาจากภารกิจก่อนหน้า แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในสภาวะกดดันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศ Medical Evacuation หรือการอพยพทางการแพทย์ฉุกเฉิน งานวิจัยที่โดดเด่นของเธอคือโครงการ CIPHER หรือการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับตัวของร่างกายมนุษย์ในระยะยาว เธอได้ทำการสแกนหัวใจด้วยเครื่อง Ultrasound 2 และทดลองใช้ Virtual Reality หรือเทคโนโลยีความจริงเสมือนเพื่อศึกษาเรื่อง Central Vestibular System หรือระบบการทรงตัวและการรับรู้ตำแหน่งของสมองที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่มีแรงโน้มถ่วง

Zena Cardman ผู้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการภารกิจ ที่มา – NASA

Oleg Platonov จาก Roscosmos หรือองค์การอวกาศรัสเซีย ก็เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจอวกาศครั้งแรกในชีวิตไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมด้วยสถิติ 167 วันเช่นกัน โดยเขาทำหน้าที่เป็น Mission Specialist ที่มุ่งเน้นไปที่งานด้าน Earth Observation หรือการสังเกตการณ์โลกผ่านหน้าต่างของสถานีอวกาศนานาชาติ เขาได้รับมอบหมายให้เก็บข้อมูลภาพถ่ายของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งจากธรรมชาติและจากฝีมือมนุษย์โดยใช้เครื่องมือ Multispectral Imaging Hardware หรืออุปกรณ์สร้างภาพแบบหลายช่วงคลื่น นอกจากนี้เขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่ศึกษาเรื่องสุขภาพของเส้นเลือดหรือ Blood Vessel Health ภายใต้สภาวะที่มี Radiation หรือรังสีในอวกาศสูง เพื่อหาแนวทางในการป้องกันอันตรายให้กับนักบินอวกาศที่จะต้องเดินทางไปดวงจันทร์ในโครงการ Artemis หรือแม้แต่การไปดาวอังคารในอนาคต

Oleg Platonov ลูกเรือแลกเปลี่ยนจาก Roscosmos ในเที่ยวบินนี้ ที่มา – NASA

การที่ Crew-11 ต้องเดินทางกลับก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือนจากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 202 วัน ทำให้เราได้เห็นถึงความร่วมมือระดับนานาชาติและความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์ที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าภารกิจจะจบลงเร็วกว่าที่คิด แต่ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาเก็บกลับมานั้นล้ำค่ามาก

ภารกิจ Crew-12 เตรียมเดินทางเร็วกว่ากำหนด

ความท้าทายหลังจากนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมของภารกิจ Crew-12 ที่นำโดย Jessica Meir, Jack Hathaway, Sophie Adenot และ Andrey Fedyaev ซึ่งอาจต้องออกเดินทางเร็วกว่ากำหนดการเดิมในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เพื่อไปรับช่วงต่อบนสถานีอวกาศ ในขณะที่ NASA ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจ Artemis II ที่มีกำหนดการพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ในเดือนหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือประเด็นเชิงปรัชญาที่ Jared Isaacman ทิ้งท้ายไว้ถึงการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต ว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในห้วงอวกาศลึกที่การเดินทางกลับโลกต้องใช้เวลาหลายเดือน เราจะรับมืออย่างไร ความก้าวหน้าของ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ในการวินิจฉัยโรคแทน Flight Surgeon จึงอาจไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายไปสู่ดวงดาวที่ไกลกว่าเดิมได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวเก่าที่เราเคยรายงานได้ในบทความ ลูกเรือ Crew-11 ต้องเดินทางกลับโลกก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศป่วย จนต้องยกเลิกภารกิจ

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.