NASA เลือก Starship ให้เข้ามาอยู่ในแคตาล็อก Launch Services Program แล้ว

NASA ได้เพิ่ม Starship ของ SpaceX เข้าไปในสัญญา Launch Services Program II หรือ LSP II อย่างเป็นทางการ เปิดโอกาสให้จรวดรุ่นใหม่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้สามารถแข่งขันในตลาดปล่อยจรวดของ NASA ร่วมกับจรวดอย่าง Falcon 9, Falcon Heavy, Vulcan Centaur และ New Glenn การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า NASA เริ่มมอง Starship เป็นตัวเลือกสำหรับภารกิจด้านวิทยาศาสตร์และการสำรวจดาวเคราะห์ในอนาคต แม้ว่ายานจะยังไม่ผ่านการทดสอบในระดับที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้จริง

รายงานนี้ได้ถูกเล่าไว้ผ่านหน้าเว็บ NASA Awards Launch Services Contract for SpaceX Starship

โดยเราได้เล่าเรื่องของโครงการ LSP อย่างละเอียดไว้ใน NASA เลือกจรวดสำหรับปล่อยยานอวกาศอย่างไร รู้จัก Launch Services Program

ยานอวกาศ Starship ขณะถูกเคลื่อนไปยังฐานปล่อย

Launch Services Program หรือ LSP เป็นโครงการที่ NASA จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1999 เพื่อคัดเลือกผู้ให้บริการปล่อยจรวดสำหรับภารกิจวิทยาศาสตร์และสำรวจอวกาศ เช่น ดาวเทียมสำรวจโลก ยานสำรวจดาวเคราะห์ และภารกิจทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ภายใต้ LSP NASA จะพิจารณาผู้ให้บริการจรวดที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีความเสี่ยงต่ำ และสามารถรองรับภารกิจที่ต้องการความแม่นยำในการส่งยานไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งที่ผ่านมา NASA ใช้บริการของจรวดอย่าง Atlas V, Delta II, Falcon 9 และ Falcon Heavy เป็นหลัก

แม้ Starship จะถูกเพิ่มเข้าไปใน LSP II แล้ว แต่เส้นทางสู่การเป็นจรวดที่สามารถรองรับภารกิจของ NASA ได้ยังคงอีกยาวไกล เที่ยวบินทดสอบล่าสุดของ Starship อย่าง IFT-7 และ IFT-8 ยังจบลงด้วยการสูญเสียตัวจรวดก่อนที่จะทำภารกิจได้สำเร็จสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนา แต่ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้จริงสำหรับภารกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง อย่างไรก็ตาม SpaceX ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไป ด้วยเป้าหมายให้ Starship พร้อมรองรับภารกิจ Human Landing System หรือ HLS สำหรับโครงการ Artemis ที่จะนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2027

ย้อนอ่านข่าวเก่าได้ทาง ลำดับเหตุการณ์เที่ยวบินที่ 8 ของ Starship ที่จบลงด้วยยานหมุนมั่วบนวงโคจร และ สรุปเหตุการณ์ Starship เที่ยวบินทดสอบที่ 7 ระเบิดในวงโคจร หลังแยกตัวกับ Super Heavy

การบินขึ้นของ Starship ในเที่ยวบินที่ 7 ที่มา – SpaceX

นอกเหนือจาก SpaceX แล้ว การแข่งขันใน LSP II ก็กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ULA กำลังเร่งพัฒนา Vulcan Centaur ให้เป็นจรวดหลักแทน Atlas V และเริ่มให้บริการไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2024 ขณะที่ Blue Origin ก็เดินหน้าพัฒนา New Glenn ที่มุ่งเป้าไปยังตลาดปล่อยจรวดสำหรับภารกิจระดับสูงเช่นกัน เมื่อรวมกับการที่ NASA เปิดให้บริษัทใหม่เข้าร่วม LSP II ได้ทุกปี ทำให้ตลาดปล่อยจรวดมีการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

Starship อาจยังไม่ได้รับภารกิจใด ๆ จาก NASA ภายใต้ LSP II แต่การได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของ NASA ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Starship กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นจรวดที่มีศักยภาพสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต หาก SpaceX สามารถทำให้ Starship มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นและผ่านมาตรฐานของ NASA ได้ อนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยจรวดที่สามารถบรรทุกน้ำหนักมากกว่าทุกจรวดที่เคยมีมา และเปิดทางสู่ภารกิจใหม่ที่เคยเป็นไปไม่ได้มาก่อน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.