รวมเทรนด์อวกาศที่จะมาใน 2026 เมื่อเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในอวกาศลึก

ปี 2026 กำลังจะเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ ไม่ใช่แค่เรื่องจรวดหรือยานสำรวจที่มากขึ้น แต่คือช่วงเวลาที่งานวิจัย วิศวกรรม และธุรกิจเริ่มซ้อนทับกันแน่นกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตั้งแต่แนวคิด Supercomputer บนอวกาศเพื่อรองรับ AI ไปจนถึงการเร่งทำวิจัยบนสถานีอวกาศ ก่อนยุคใหม่จะผลัดเปลี่ยนไปสู่ Lunar Gateway และสถานีอวกาศเอกชน ปีนี้คือปีที่ทำให้เราได้เห็นว่า “อวกาศ” ไม่ได้เป็นพื้นที่ของนักบินอวกาศอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นห้องทดลองและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกใบใหม่

และด้วยเส้นเรื่องที่วิ่งชนกันทั้งเทคโนโลยี พลังงาน การสื่อสาร หุ่นยนต์ การสำรวจดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย ไปจนถึงบทบาทของเอกชนที่รุกคืบเข้ามามากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในปี 2026 จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักวิจัยกับวิศวกรเลยแม้แต่นิด มันคือปีที่เราต้องเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า เทคโนโลยีที่กำลังขึ้นสู่ท้องฟ้า จะนิยามขอบเขตของวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเศรษฐกิจโลกแบบใหม่อย่างไร และเราจะยืนอยู่ตรงไหนในภาพใหญ่นี้

Supercomputer บนอวกาศกำลังมา และจะอยู่กับเราไปอีกนาน

AI กลายเป็นกระแสหลักในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ความฉลาดที่เพิ่มขึ้นย่อมแลกมาด้วยความต้องการคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้น กินไฟมหาศาล และแผ่ความร้อนมหาศาลตามไปด้วย จนการตั้งคอมพิวเตอร์ในอาคารหรือ Data Center แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ประกอบกับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ หลายบริษัทจึงเริ่มมองหาที่ตั้งใหม่ที่ดีกว่าเดิม นั้นก็คือ อวกาศ

ยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เองก็สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ประมวลผล AI ในอวกาศ โดยเลือกลงทุนใน Starcloud สตาร์ทอัพสาย Deep Tech ที่มีแผนสุดล้ำในการสร้างอภิมหาคอมพิวเตอร์กำลังไฟ 5 Gigawatts พร้อม Solar Array ขนาด 4×4 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก พร้อมกับประโยคว่าบนอวกาศไฟฟ้าฟรีจากแสงอาทิตย์แบบไม่จำกัด จะ Train model มากแค่ไหนก็ได้ตามใจชอบแบบไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้า

แนวคิดสุดบ้านี้ เกินฝันเกินจินตนาการและความเข้าใจของใครหลาย ๆ คนไปมาก เพราะการยกเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ขึ้นสู่อวกาศไม่ใช่เรื่องง่าย แถมหนึ่งในปัญหาใหญ่อย่างการจัดการความร้อนที่เกิดจากการประมวลผลยังเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ทาง Starcloud ระบุว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำเหมือนบนโลก แต่จะอาศัย Thermal Radiation แบบที่สถานีอวกาศใช้

แนวคิดการตั้ง Data Center ในอวกาศที่ให้พลังงานด้วยแผง Solars Arrays ขนาดเล็ก ๆ จำนนวนมาก ที่มา – Starcloud

แต่ในความเป็นจริงการระบายความร้อนในพื้นที่ที่ร้อนจัด แม้แต่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ก็ยังต้องใช้ของเหลวนำความร้อนออกมาอยู่ดี การบอกว่าไม่ใช้ของเหลวเลยจึงดูเกินจริงไปนิด อีกทั้งการแผ่รังสีความร้อนยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก แม้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนจะเพิ่มขึ้นยกกำลังสี่ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่นั่นหมายความว่าหากอุณหภูมิต่ำ (เช่น ~100°C) การระบายความร้อนจะแย่กว่าที่อุณหภูมิสูง (~1,000°C) อย่างมหาศาล และเมื่อเทียบกันแล้ว ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำก็ยังคงมีประสิทธิภาพดีกว่าการแผ่รังสีความร้อนอย่างน้อย 128 เท่า ในเงื่อนไขที่อุณหภูมิและพื้นที่เท่ากัน

นอกจากเรื่องความร้อน ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่ง การก่อสร้าง การสื่อสาร และการทำงานระยะยาวในสภาพอวกาศที่โหดร้าย แต่ถึงอย่างนั้น Starcloud ก็ยังได้รับความสนใจจากกลุ่ม Big Tech มากมาย และแม้แต่ Elon Musk ยังเอ่ยปากว่าซื้อไอเดียนี้ และพร้อมกระโดดลงมาเป็นคู่แข่งในตลาด Supercomputer บนอวกาศด้วยเช่นกัน

เอาจริงหากตัดเรื่องของ AI ออกไปโลกตอนนี้กำลังมุ่งสู่อุตสาหกรรมอวกาศใหม่อย่างเต็มตัวนอกจาก Nvidia ที่กระโดดลงทุนในธุรกิจอวกาศแล้ว AMD ก็ลงไปในตลาดนี้แล้วเช่นกัน ทั้งการที่ AMD ลงทุนในเทคโนโลยี Chip ที่ได้มาตรฐาน Space grade สำหรับยานอวกาศ หรือจีนเองก็ไม่น้อยหน้าสนใจที่จะทำ Data Center ในอวกาศเหมือนกับที่ Starcloud สนใจที่จะทำ ยังไม่ร่วม Startup อื่น ๆ อีกมากมายที่สนใจที่จะทำ Data Center ในอวกาศที่ไกลกว่าแค่วงโคจรของโลก อย่างที่การตั้ง Data Center บนดวงจันทร์เพื่อรองรับกับการอยู่อาศัยบนดวงจันทร์ของมนุษย์ในอนาคต

ภาพการตั้ง Data Center ในอวกาศที่ดูเพ้อฝัน เริ่มมีมูลความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Starcloud ได้ส่งดาวเทียม Starcloud-1 ขึ้นสู่อวกาศพร้อมชิป Nvidia H100 เพื่อทดสอบการ Train และประมวลผลโมเดล AI จริง หากผลการทดสอบผ่านเป็นไปด้วยดี พวกเขาก็พร้อมส่ง Starcloud-2 เพื่อขยายโครงการให้นำข้อมูลจากดาวเทียมมาประมวลผลบนนั้นโดยตรง เพื่อเป็น Proof-of-Concept ว่าการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่บนอวกาศด้วยหน่วยประมวลผลที่ทันสมัยนั้นเป็นไปได้จริง

งานวิจัยบนสถานีอวกาศนานาชาติจะถูกเร่งให้มากกว่าเดิม

แม้ว่าสถานีอวกาศนานาชาติจะมีกำหนดการปลดระวางในปี 2030 แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่เหลืออยู่ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นักวิจัยต่าง ๆ ส่งการทดลองขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก มากจนเกิดปรากฏการณ์ docking port ของสถานีอวกาศนานาชาติเต็มทุกรู ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอประวัติศาสตร์ 25 ปีของสถานีอวกาศนานาชาติ

ภาพของสถานีอวกาศนานาชาติในทุกวันนี้ที่รก เต็มไปด้วยชุดการทดลองที่วางระเกะระกะเต็มไปหมดทุกพื้นที่ราวกับว่านี่คือจุดที่สถานีอวกาศนานาชาติจะไม่สามารถรับสัมภาระอะไรเพิ่มได้อีกแล้ว แต่กลับกันเราอาจจะบอกว่านี่เป็นแค่ภาพของการซ้อมมือปริมาณของการทดลองที่จะส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศในอนาคต เพราะเมื่อสิ้นสุดยุคของสถานีอวกาศนานาชาติ งานวิจัยบนอวกาศจะถูกถ่ายโอนไปยังสถานีอวกาศ Lunar Gateway ที่วงโคจรของดวงจันทร์กับสถานีอวกาศของภาคเอกชนในวงโคจรต่ำรอบโลกและสถานีอวกาศของชาติอื่นทั้งสถานีอวกาศเทียนกงของจีนและสถานีอวกาศของอินเดียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แสดงว่าในอนาคตจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกับการทดลองที่จะถูกส่งขึ้นไปทำการทดลองในอวกาศอีกมาก และมันจะยุ่งยากซับซ้อนและวุ่นวายกว่าในยุคนี้อย่างแน่นอน

ภาพการทดลอง Thailand Liquid Crystals in Space ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในการทดลองของไทยที่ถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ที่มา Nanoracks Thailand Liquid Crystals

เมื่อปริมาณการทดลองที่เตรียมจะส่งขึ้นไปตอนนี้มันจะล้นจนไม่รู้จะล้นยังไงแล้วมาเจอปัญหา Logistic ของสถานีอวกาศนานาชาติล้มสลายจากการที่ฐานปล่อยจากทางฝั่งรัสเซียพังพินาศอีก ยิ่งกลายเป็นอีกเครื่องย้ำเตือนของความเปราะบางของงานด้านอวกาศที่จำเป็นต้องอาศัยการส่งขึ้นไปยังอวกาศด้วยจรวด และเราเริ่มเห็นแล้วว่ามีงานวิจัยหลาย ๆ งานที่ไม่ได้กลับโลกเพียงเพราะว่าพื้นที่ภายในยานอวกาศที่จะเดินทางกลับโลกนั้นไม่เพียงพอ กลายเป็นปมใหญ่ที่แก้ไม่ได้

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ความล้มเหลวในการปล่อยจรวด หรือการเลื่อนกำหนดการส่งสัมภาระที่เคยเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก อาจจะกลายเป็นเพียงเรื่องกวนใจเล็กน้อย เหมือนกับการที่เครื่องบินดีเลย์หรือรถขนส่งพัสดุมาส่งช้ากว่ากำหนด เพราะเมื่ออวกาศกลายเป็นพื้นที่ของทุกคนแล้ว ความล้มเหลวเหล่านั้นอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับการนั่งรอเครื่องบินดีเลย์ในสนามบินหรือรอช่วงเวลาที่รถหายติดที่ออฟฟิศ แต่ในวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานีอวกาศนานาชาติกำลังถูกเร่งและมีการทดลองส่งขึ้นไปมากกว่าเดิมจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ และทุกคนที่ทำงานกับสถานีอวกาศนานาชาติคงจะต้องแบกรับปริมาณของงานที่มากมายจนล้นยิ่งกว่าล้นแบบนี้ไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน

ดวงจันทร์จะเป็นดาวเด่นต่อไป จากทั้งฝั่งรัฐและเอกชน

ในปี 2026 ดวงจันทร์จะเป็นดาวเด่นในการสำรวจเหมือนเดิม เริ่มปีด้วยกับ Artemis II ที่มีแผนกำหนดส่งในช่วงต้นปีอย่างช้าสุดคือไม่เกินกลางปี ที่ครั้งนี้จะไม่ได้ส่งยาน Orion เปล่าไปเพียงอย่างเดียวแต่ได้พานักบินอวกาศ 4 คนไปด้วย ในภารกิจทดสอบบินอ้อมหลังดวงจันทร์และกลับมายังโลก คล้ายกับสมัยของ Apollo 8 ซึ่งในภารกิจครั้งนี้คาดว่าจะได้รับความสนใจจากภาคประชาชนเป็นอย่างมากจากการพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 54 ปี

ซึ่งนอกจากการทดสอบเตรียมความพร้อมของยาน Orion แล้ว ภารกิจรอบนี้จรวด SLS ไม่ได้พาแค่ Orion ไปเปล่า ๆ แค่ลำเดียวแต่ยังพา CubeSat จากนานาชาติจำนวนมากไปกับมันด้วย อย่าง K-RadCube จากเกาหลีใต้ และ TACHELES จากเยอรมณี โดย CubeSat ทั้งหมดจะถูกติดตั้งบน Orion Stage Adapter ด้านบนของจรวดท่อนบนกับยาน Orion 

อีกหนึ่งภารกิจใหญ่ในปีหน้าคือยานฉางเอ๋อ 7 ที่จะไปลงจอดบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยในครั้งนี้ ฉางเอ๋อ 7 ได้ติดตั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์ MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ชิ้นงานของไทยไปด้วย

สิ่งที่ทำให้ดวงจันทร์น่าตื่นเต้นและอยากทำการวิจัยมากสุดตอนนี้คงหนีไม่พ้น CLPS ของ NASA ที่หลังจาก Blue Ghost Mission 1 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้อย่างสวยงามมันคือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ NASA ตั้งเป้าไว้มันสามารถเป็นจริงได้ เปิดโอกาสให้นักวิจัยจากนานาชาติสามารถเข้าถึงการทดลองบนดวงจันทร์ต่าง ๆ ในหัวข้อที่เปิดกว้างมากขึ้นกว่าสมัยของ Apollo และโครงการอื่น ๆ และก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่การเดินทางไปดวงจันทร์โดยเอกชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และอาจเกิดเป็นการขนส่งแบบสายรถเมล์เหมือนกับเที่ยวบิน Transporter และ Bandwagon ของ SpaceX ในอนาคตได้ เพราะไม่ใช่ว่าคนเราไม่สนใจการทำวิจัยบนดวงจันทร์ แต่เราไม่มีวิธีที่จะส่งมันขึ้นไปดวงจันทร์ ดังนั้นถ้ามีระบบในการส่งที่ต่อเนื่องแน่นอนแบบสายรถเมล์หรือรถไฟมันย่อมสามารถทำให้เกิดงานวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับดวงจันทร์เพิ่มเติมขึ้นได้ ตั้งแต่เรื่องผิว ๆ อย่างฝุ่นบนดวงจันทร์ ไปจนถึงเรื่องลึก ๆ อย่างแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์

ยาน Griffin Lander ของ Astrobotic ที่จะส่งยานกลับไปลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้ง ที่มา – Astrobotic

ซึ่งเอาเข้าจริงเรื่องลึก ๆ อย่างแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ก็คือหนึ่งในหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจอีกเรื่องในช่วงปีที่ผ่านมาและจะเป็นต่อไปเนื่องจากเป้าหมายของนานาชาติที่ต้องการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ ซึ่งหากเรายังไม่เข้าใจพื้นผิวของดวงจันทร์มากพอ การตั้งถิ่นฐานด้วยความไม่รู้อาจจะกลายเป็นฝันร้ายโดยไม่รู้ตัว เพราะการเกิดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ไม่เหมือนกับโลก ตั้งแต่ยุค Apollo เราพบว่าแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์นั้นสามารถมีแรงสั่นสะเทือนได้ยาวนานตั้งแต่หลักนาทีไปถึงชั่วโมงได้ ซึ่งต่อให้มีแมกนิจูดที่ต่ำแต่การสั่นอย่างยาวนานก็สามารถทำให้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบที่ใช้งานบนโลกพังทลายได้อย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนที่จะไปอยู่ต้องรู้จักกับพื้นผิวของดวงจันทร์ให้ดีก่อน ซึ่งนี่รวมถึงต้องออกแบบโครงสร้างของอาคารที่จะใช้สร้างบนดวงจันทร์ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย

สิ่งที่หลายฝ่ายสนใจมากที่สุดแต่ก็ยากต่อความคืบหน้ามากที่สุดก็คือการสำรวจถ้ำบนดวงจันทร์ SLIM ยานอวกาศญี่ปุ่นที่ล้มหัวทิ่มบนดวงจันทร์นั้นก็คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของญี่ปุ่นต่อการพัฒนายานอวกาศที่ใช้สำหรับการหย่อน probe ลงไปสำรวจในถ้ำของดวงจันทร์ จากเทคโนโลยี High Precision Landing ที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมาเอง โดย SLIM นับว่าเป็นหนึ่งในยานอวกาศที่มีระยะห่างจากเป้าหมายในการลงจอดน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นรองแค่ยาน Apollo 12 เท่านั้น ร่วมไปถึงหุ่นยนต์สี่ขา Spot ของ Boston Dynamics ก็คือหนึ่งในตัวเลือกหลักที่จะถูกนำไปใช้ในการสำรวจถ้ำบนดวงจันทร์ เพราะด้วยการเคลื่อนที่ที่ใช้สี่ขาทำให้เหมาะสมกับการสำรวจถ้ำที่มีพื้นผิวซับซ้อนกว่าการใช้ล้อ กล้าพูดว่าถ้ำบนดวงจันทร์คือโจทย์การสำรวจที่น่าสนใจที่สุดและยากที่สุดสำหรับการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในตอนนี้ และการเข้าไปสำรวจถ้ำของดวงจันทร์จะเปิดองค์ความรู้เกี่ยวกับดวงจันทร์ของเราเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลพร้อมกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่จะล้ำหน้าอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน

ดาวเคราะห์น้อยยังคงได้รับความสนใจเหมือนเดิม

2026 มีหลาย ๆ ภารกิจที่เดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อยเป้าหมาย เริ่มจาก Hera ยานอวกาศจาก ESA เดินทางไปถึงระบบดาวเคราะห์น้อย Didymos และดาวเคราะห์น้อยบริวาร Dimorphos ดาวเคราะห์น้อยที่เคยเป็นเป้าหมายการพุ่งชนของภารกิจ DART เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ Dimorphos ภายหลังจากการชน ซึ่ง Hera ไม่ได้ไปแค่ลำเดียวแต่มันยังพก CubeSat ไปถึงสองลำ คือ Milani กับ Juventas เพื่อทำการศึกษาถึงต้นกำเนิดของ Didymos และ Dimorphos ว่ามีต้นกำเนิดมาอย่างไร และโครงสร้างของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง 

ภารกิจที่น่าสนใจถัดไปคือ Tianwen-2 ของจีนที่จะไปเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อย Kamoʻoalewa หรือ 2016 HO3 ภายในปี 2026 และส่งตัวอย่างกลับมายังโลกในปลายปี 2027 ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนของดวงจันทร์ที่หลุดออกมาและลอยอยู่กลางอวกาศใกล้ ๆ กับโลก หากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นส่วนหนึ่งของดวงจันทร์มาก่อนจะนับว่าเป็นครั้งแรกที่เราส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างของดวงจันทร์ที่ไม่ได้อยู่บนดวงจันทร์กลับมายังโลก และ Tianwen-2 เองก็ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การไปเก็บตัวอย่างนี้เท่านั้นแต่ยังไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยที่มีพฤติกรรมคล้ายกับดาวหางในแถบดาวเคราะห์น้อยอีกด้วย ซึ่งสมกับชื่อ Tianwen ที่ทางจีนตั้งให้เป็นโครงการเรือธงของจีนที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการไปเยือนดาวอังคารใน Tianwen-1 และกับการไปเยือนดาวเคราะห์น้อยและส่ง Sample Return กลับมาใน Tianwen-2

ภาพขอ 98943 ที่จะถูกสำรวจโดยยาน Hayabusa 2 ของญี่ปุ่น ที่มา – K.Oya

ซึ่งดาวเคราะห์น้อยก็ยังไม่จบแค่นี้ ในปีนี้ Hayabusa 2 ของญี่ปุ่นจะมีการไป Flyby กับ 98943 Torifune ด้วยความเร็วที่สูงมาก กับอีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมากคือ NEO Surveyor กล้องโทรทรรศน์อวกาศตรวจจับดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่อาจจะเป็นภัยต่อโลกของเรา ซึ่งเป็นการสานต่องานของกล้อง NEOWISE สิ้นสุดไปตั้งแต่เมื่อปี 2023

ดาวอังคาร ปีนี้ยังมีไม่มาก แต่อนาคตกำลังจะแย่งกันแน่นอน

แม้ 2026 จะเป็นอีกครั้งที่ดาวอังคารใกล้โลก แต่ในรอบนี้ก็ไม่ได้มีโครงการสำรวจดาวอังคารใหญ่จากทาง NASA ESA หรือ CNSA ส่งยานอวกาศไป จะมีแต่ MMX ของ JAXA ที่เดินทางไปเยือนดวงจันทร์โฟบอส บริวารของดาวอังคารเท่านั้น MMX นับว่าเป็นภารกิจแรกในรอบ 23 ปีที่ญี่ปุ่นจะเดินทางกลับไปเยือนดาวอังคาร โดย MMX เป็นภารกิจ Sample Return จากดวงจันทร์โฟบอส ซึ่งเราอาจจะพูดได้ว่าหาก MMX ประสบความสำเร็จจริง มันจะเป็น Sample Return แรกจากดาวอังคารที่เดินทางมากถึงโลกในปี 2031 ซึ่งจะเปิดองค์ความรู้เกี่ยวกับต้นกำเนิดของดวงจันทร์โฟบอสกับดีมอสว่า ต้นกำเนิดของมันทั้งสองมาจากดาวเคราะห์น้อยหรือเป็นชิ้นส่วนของดาวอังคารกันแน่

ภาพวาดของยาน MMX เดินทางไปสำรวจดวงจันทร์โฟบอสของดาวอังคารและเก็บตัวอย่างจากดาวอังคารกลับโลก ที่มา JAXA

แม้ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่ดาวอังคารจะเป็นพระเอกในภารกิจ Deep space เหมือนกับช่วงปี 2020-2021 แต่ในช่วงปี 2028-2030 ดาวอังคารจะกลับมาเป็นสมรภูมิเดือดของชาติมหาอำนาจอีกครั้งเพราะทั้ง สหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่นจะตบเท้าส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารเพื่อแย่งชิงความเป็นชาติมหาอำนาจด้านอวกาศกันต่อ ทั้ง Mars Sample Return ของ NASA กับ ESA และ Tianwen-3 ของ CNSA จะเข้าไปแย่งกันทำ Sample Return ว่าใครจะเป็นคนแรกที่ทำ Sample Return จากดาวอังคารกลับมายังโลกได้สำเร็จก่อนกัน และยังมีญี่ปุ่นกับโครงการสาธิตเทคโนโลยี Inflatable Soft Aeroshell ที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมาเอง ที่เป็น Breakthrough วิธีการลงจอดบนดาวอังคารใหม่ในรอบ 50 ปี 

ภารกิจ Mars Sample Return ของ CNSA ภายใต้โครงการ Tianwen-3 ที่มา – Chinese Academy of Geological Sciences

อีกจุดหนึ่งที่ต้องจับตามองคือยานอวกาศของชาติตะวันตก (NASA และ ESA) ที่อยู่รอบวงโคจรของดาวอังคารนั้นเริ่มมีจำนวนที่น้อยลงและแต่ละลำเริ่มมีอาการที่น่าเป็นห่วงแล้ว หลังจากการขาดการติดต่อกับยาน MAVEN ของ NASA ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้ยานที่เหลือในวงโคจรตอนนี้เหลือแค่ MRO 2001 Mars Express Trace Gas Orbiter รวมแล้ว 4 ลำเท่านั้น ซึ่งแต่ละลำใช้งานกันมามากกว่า 10 ปีกันแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้ชาติตะวันตกกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการที่ยานอวกาศเหล่านี้อาจจะพังเมื่อไหร่ก็ได้ แสดงถึงความไม่มั่นคงในการสื่อสารของยานอวกาศและความจำเป็นของยานอวกาศรุ่นใหม่ที่ควรมาทดแทนยานอวกาศรุ่นเก่าเหล่านี้

ในที่สุดก็ถึงดาวพุธสักที หลังเดินทางนานหลายปี

ในที่สุดยาน BepiColombo ก็จะเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวพุธเสียทีหลังจากใช้เวลาเดินทางจากโลกยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งจะทำให้ปี 2026 นี้เป็นปีแห่งการสำรวจดาวพุธอีกครั้งในรอบสิบปีหลังจากโครงการ MESSENGER ของ NASA สิ้นสุดลงไปในปี 2015

โดยการเดินทางไปยังดาวพุธครั้งนี้ BepiColombo ไม่ได้ไปแค่ลำเดียวแต่ยังพายาน Mio ของ JAXA ไปด้วย ซึ่งในครั้งนี้ BepiColombo จะไปไขคำตอบต่อจากยุคของ MESSENGER ว่าต้นกำเนิดของดาวพุธที่แท้จริงเป็นมาอย่างไรแล้วสนามแม่เหล็กของดาวพุธนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงศึกษาโครงสร้างภายในของดาวพูดว่าทำไมดาวพุธถึงเป็นดาวเคราะห์ที่มีโครงสร้างภายในแตกต่างจากดาวเคราะห์หินดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะ

ภาพวาดแอนิเมชั่น BepiColombo เมื่อเดินทางไปถึงดาวพุธ ที่มา – ESA

ดังนั้นโดยรวมอาจจะบอกได้ว่าปี 2026 จะต้องมีข่าวที่เกี่ยวกับดาวพุธเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน การไขปริศนาของดาวพุธในครั้งนี้แม้ว่าภารกิจหลักจะมีระยะเวลาแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่เชื่อว่าภารกิจการสำรวจดาวพุธของ BepiColombo จะต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับดาวพุธและต้นกำเนิดของระบบสุริยะอย่างแน่นอน และมันจะพาเราเข้าใจว่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ใกล้กับดาวฤกษ์ของมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อตามหาดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการกำเนิดชีวิตต่อไปได้อีกด้วย

เอกชนกำลังเข้ามาจับตลาดการสำรวจอวกาศมากขึ้น

คุณรู้รึเปล่าว่าบริษัทกลุ่มที่มีสัดส่วนกำไรต่อรายได้มากที่สุดในโลกคืออะไร มันบริษัทในกลุ่มด้านการศึกษา MDPI นับว่าเป็นบริษัทที่มีกำไรต่อรายได้มากที่สุดในโลก ทั้งที่ บริษัททำ Open Access Journals ที่แปลว่าบริษัทนำงานวิจัยของนักวิจัยปล่อยให้สาธารณะชม มันแปลว่าแม้แต่การพิมพ์บทความวิชาการที่คนชอบด้อยค่าว่าไม่มีคนอ่านก็ยังสามารถสร้างเงินเป็นกอบเป็นกำได้ ตลาดการศึกษากำลังเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและเราเห็นบริษัทเอกชนมากมายเกิดใหม่ในอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะในด้านของอวกาศ

สถานีอวกาศเอกชน Haven-1 ของบริษัท Vast ที่มีกำหนดส่งในปี 2026 ที่มา – Vast

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทอย่าง Voyager หรือ Space Application Services ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในฟากของการศึกษาเพราะว่าตัวบริษัทเป็น Agency ที่ให้บริการส่งการทดลองขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ผ่านยานอวกาศรุ่นต่าง ๆ ซึ่งก็มีนักวิจัยต่าง ๆ มากมายยินยอมส่งการทดลองไปยังสถานีอวกาศนานาชาติกับบริษัทเหล่านี้ ยังไม่นับรวมบริษัทต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นเพื่อจะเป็นคนกลางระหว่างบริษัท Agency อวกาศเหล่านี้กับนักวิจัยอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในอนาคตอันใกล้สถานีอวกาศนานาชาติจะสิ้นสุดลง บริษัทอย่าง Voyager Technologies ก็จะเป็นคนรับไม้ต่อจากสถานีอวกาศนานาชาติในการที่ตัวของบริษัทเขาเองจะเป็น Infrastructure ด้านการทดลองในอวกาศผ่านการสร้างสถานีอวกาศของเขาเอง ยังไม่รวมกับการที่เขาอาจจะมาดำเนินการเป็นนายหน้าในการส่งการทดลองไปยังวงโคจรของดวงจันทร์ ผ่าน Lunar Gateway และการสร้างสถานีอวกาศเอกชนของตัวเอง ที่หลายบริษัทก็ได้เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่บนวงโคจรกันแล้ว เช่น Starlab ของ Voyager หรือ Haven-1 ของบริษัท Vast

สถานีอวกาศ Starlab ของ Voyager Technologies ที่มา – Voyager

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้คือกล้องโทรทรรศน์อวกาศเอกชน ก่อนหน้านี้เราเริ่มเห็นบริษัทที่ขายชั่วโมงการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นให้กับนักวิจัย ซึ่งในคราวนี้ไม่ได้หยุดแค่กล้องโทรทรรศน์บนโลกแต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศก็กำลังถูก Distrub ด้วยเหมือนกัน

บริษัท Blue Sky Space จากสหราชอาณาจักรได้มีไอเดียที่จะทำกล้องโทรทรรศน์อวกาศขนาดเล็กเพื่อตอบสนองงานของนักดาราศาสตร์ที่ต้องการกล้องโทรทรรศน์อวกาศแต่ไม่ได้ต้องการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศศักยภาพสูงอย่างฮับเบิลในการทำงาน โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศของพวกเขาชื่อว่า MAUVE มันมีขนาดกระจกปฐมภูมิที่มีขนาดแค่ 13 เซนติเมตร และน้ำหนักของกล้องไม่ถึง 20kg ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้สามารถนับได้ว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่เล็กที่สุดที่เคยมีมาก็ว่าได้ แต่ถามว่าการที่มันเล็กมันจะมีประโยชน์อะไร มันมีประโยชน์กับงานหลาย ๆ งานที่ย่านแสงที่ต้องการศึกษามันไม่สามารถเดินทางทะลุชั้นบรรยากาศของโลกได้ เช่น รังสียูวี หนึ่งในงานที่กล้อง MAUVE ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานคือการศึกษาและตรวจจับดาวแปรแสง ดาวที่มีความสำคัญมากในการศึกษาทางดาราศาสตร์ ซึ่งดาวแปรแสงนั้นจะศึกษาในช่วงยูวี แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศตอนนี้ที่สามารถศึกษา UV ในอวกาศลึกก็มีแค่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเพียงแค่ตัวเดียวทำให้งานที่เป็นแค่การศึกษาดาวแปรแสงก็เป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมอวกาศในตอนนี้

ภาพวาดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ MAUVE กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กของบริษัท Blue Sky Space ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับดาวแปรแสงในย่านรังสียูวีโดยเฉพาะ ที่มา Blue Sky Space

ยังไม่รวมการที่เอกชนจำนวนมากเข้าสนใจในเรื่องของจรวดแบบ Reuseable Rocket แบบที่ SpaceX ทำกับ Falcon 9 ทั้ง Honda จากญี่ปุ่นหรือบริษัทจากจีนมากมายตบเท้ารอเข้าสู่ตลาดนี้ และยังไม่รวมเรื่องของ CLPS อีกด้วย โดยรวมแล้ว นับว่าตอนนี้อวกาศโดยเฉพาะของภาคเอกชนนับว่ากลายเป็นส่วนสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศของโลกเราต่อไปเหมือนกับแผนที่อเมริกาตั้งใจทำเอาไว้

สรุปปีนี้เป็นปีแห่งโอกาสใหม่ ๆ ของผู้ที่เข้ามาเล่นในวงการอวกาศ

ปี 2026 คือปีที่เส้นทางใหม่ ๆ ถูกเปิดออกพร้อมกันหลายทิศ ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง Data Center บนอวกาศ การสร้างสถานีอวกาศของเอกชน การขยายเครือข่ายการสำรวจดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย ไปจนถึงแพลตฟอร์มใหม่ ๆ สำหรับทำวิจัยแบบที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าถึงได้มากขึ้นกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่ “ภารกิจมากขึ้น” แต่คือการสร้างระบบนิเวศใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้คนทำงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ซอฟต์แวร์ วัสดุ พลังงาน หุ่นยนต์ และข้อมูล เข้ามามีบทบาทในแบบที่เมื่อก่อนยังไม่มีตำแหน่งให้ยืน

และในขณะที่เทคโนโลยีใหญ่ ๆ กำลังถูกผลักไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างปัญหากับคำตอบ กลับกลายเป็นพื้นที่ของโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความร้อนของ Supercomputer บนอวกาศ ระบบโลจิสติกส์การส่งสัมภาระ การเก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์น้อย ไปจนถึงเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ที่ต้องทำงานกับข้อมูลจากอวกาศโดยตรง ใครที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้ก่อน และลงมือพัฒนาจริงจัง มีสิทธิ์จะเป็นผู้เล่นสำคัญในยุคใหม่ได้อย่างเงียบ ๆ ปีนี้จึงไม่ใช่ปีที่ควรแค่นั่งดูข่าว แต่เป็นปีที่ควรเริ่มถามตัวเองว่า เราจะเข้าไปอยู่ตรงจุดไหนของจักรวาลเทคโนโลยีที่กำลังขยายออกไปตรงหน้าใบนี้กันแน่

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Jirasin Aswakool | Researcher Assistant | นักวิจัยอยากผันตัวกลับมาทำงานสื่อสารวิทยาศาสตร์