ในวันที่ 12 มกราคม 2026 ดาวเทียม THEOS-2A ของไทย บินขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับจรวด PSLV ของอินเดียจากฐานปล่อยใน Satish Dhawan Space Centre เวลาประมาณเที่ยงตรงตามเวลาประเทศไทย การปล่อยทุกอย่างดูเป็นได้ด้วยดี จนกระทั่งในวินาทีที่ 380 หลังการปล่อย ในขณะที่จรวดท่อนที่ 3 กำลังติดเครื่องยนต์ ตัวจรวดก็ดันเกิดการหมุนมั่ว ก่อนที่จะนำมาสู่ความสูญเสียของดาวเทียมทั้ง 15 ดวงที่เดินทางไปกับจรวดเที่ยวบินดังกล่าว ภายหลัง ISRO ออกมายอมรับว่าภารกิจล้มเหลว และเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไทยเราได้ สูญเสียดาวเทียมสำรวจโลกดวงที่ 3 ของเราไปอย่างเป็นทางการ ณ ตอนนี้ตัว THEOS-2A น่าจะกลายเป็นซากอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าตัวดาวเทียมนั้นจะมีประกันภัยและเข้าเงื่อนไขการทำ Rebuild and Re-Launch หรือการสร้างใหม่และประกอบใหม่ แต่ความท้าทายของโครงการอวกาศนั้น ไม่ใช่การสร้างใหม่ แต่เป็นเรื่องการทำงานตามกรอบเวลา และการบริหารบุคลากร ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในงานอวกาศ ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีความผิดพลาดดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของวงการอวกาศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีจรวดนำส่งผิดพลาดหรือ Launch Vehicle Failure นั้นแม้จะเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติในวงการอวกาศโลก แม้กระทั่งจรวดที่มีความน่าเชื่อถือหรือ Reliablity สูงอย่าง Falcon 9 เองก็ยังเกิดข้อผิดพลาดได้ แต่ประเทศไทยของเรานั้นถือว่าเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการอวกาศ ทำให้ความเสี่ยงในการ “ถูกหวย” เจอกับ Launch Vehicle Failure นั้นอาจจะยังไม่เยอะมาก การที่เราเจอกับความผิดพลาดของจรวดนำส่งเลยกลายเป็นบทเรียนสำคัญ ที่จะทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงของโครงการอวกาศมากขึ้น
กรณีศึกษาจาก Launch Vehicle Failure ที่เกิดขึ้นกับดาวเทียมของไทย
การสูญเสียดาวเทียม THEOS-2A นั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องเสียตัวดาวเทียมไปจากความผิดพลาดของจรวดนำส่ง ย้อนกลับไปในวันที่ 18 ธันวาคม 2024 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติหรือ NARIT ได้นำส่งดาวเทียมต้นแบบ NARIT Cube-1 ดาวเทียม CubeSat ขนาด 3U ที่พัฒนาโดยวิศวกรไทย ไปกับจรวด Kairos ของบริษัท Space One บริษัทสตาร์ทอัพด้านจรวดสัญชาติญี่ปุ่นในเที่ยวบินทดสอบที่สองของจรวดรุ่นดังกล่าว
ในวินาทีที่ 95 หลังการปล่อย ตัวจรวดได้เสียการควบคุมจนนำมาซึ่งจุดจบของภารกิจ นั่นก็คือดาวเทียมขนาดเล็กหลายดวงรวมถึง NARIT Cube-1 ตกกลับลงสู่ท้องทะเลในที่สุด สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติให้ข้อมูลกับเราว่าเที่ยวบินดังกล่าวนั้น บริษัท Space One ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายในการนำส่ง แลกมากับการแบกรับความเสี่ยงของ Launch Vehicle Failure
ซึ่งกรณีลักษณะนี้พบเห็นได้ทั่วไปในวงการอวกาศ ในบางครั้งบริษัทจรวดจะรับบรรทุกดาวเทียมหรือยานอวกาศในเที่ยวบินทดสอบ แทนการติดตั้ง “แท่งปูนหรือแท่งเหล็ก” ที่ใช้ในการจำลองมวลของตัวดาวเทียมที่เรียกว่า Mass Simulator ด้วยปรัชญาที่ว่า ถ้าส่งสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าส่งไม่สำเร็จก็ตัวใครตัวมัน โดยในกรณีเช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีบริษัทประกันที่ไหนจะยอมให้ทำประกัน เนื่องจากโดยปกติแล้วในการทดสอบจรวดเราจะยังไม่เห็นตัวเลขของความสำเร็จหรือ Success Rate ที่มากพอที่จะนำมากระจายความเสี่ยงได้ตามหลักคิดของการทำประกันภัย
อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจแม้จะไม่ได้มาจาก Launch Vehicle Failure แต่เรียกได้ว่าเกิดจากความผิดพลาดระหว่างการนำส่งก็คือดาวเทียม LOGSATS ดาวเทียม CubeSat ขนาด 3U ของบริษัท EOS Orbit บริษัทอวกาศสัญชาติไทยที่พัฒนาดาวเทียมให้บริการสัญญาณสำหรับอุปกรณ์ IoT จากวงโคจร โดยกรณีของ LOGSATS นั้นเกิดขึ้นในในเดือนพฤศจิกายน 2023 เมื่อตัวดาวเทียมเดินทางขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับจรวด Falcon 9 ของ SpaceX ในเที่ยวบิน Transporter-9 โดยตัวดาวเทียมได้ถูกติดตั้งเข้ากับยานแม่ สำหรับนำส่งดาวเทียมของบริษัท D-Orbit โดยยานลำดังกล่าวนั้นมีชื่อว่ายาน Ion ซึ่งติดตั้งดาวเทียม CubeSat จากลูกค้าหลากหายเจ้า รวมถึง EOS Orbit เอง
ชะตากรรมที่ LOGSATS เจอก็คือตัวดาวเทียมไม่สามารถถูกดีดออกมาจากยาน Ion ได้ แม้วิศวกรของ D-Orbit จะพยายามแก้ไขปัญหาแล้วก็ตาม เราอาจเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ตายทั้งกลม” ก็ว่าได้ ตัวแทนจากบริษัท EOS Orbit ได้ให้ข้อมูลกับเราว่าทางบริษัทได้รับการชดเชยที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงทางบริษัทเองก็ได้สร้าง LOGSATS ดวงใหม่ขึ้่นมาภายใช้ชื่อ LOGSATS-2 และได้นำส่งอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งในรอบนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี
นิทานเรื่อง LOGSATS สอนให้เรารู้ว่าแม้จรวดนำส่งจะทำงานได้อย่างดี แต่หากระบบต่าง ๆ หลังการนำส่งทำงานได้ไม่ตามที่ออกแบบไว้ ก็อาจนำมาซึ่งการจบสิ้นภารกิจเช่นเดียวกัน
ในขณะที่ดาวเทียมสื่อสารในตำนานอย่าง Thaicom ตั้งแต่ 1 จนถึง 8 ยังไม่เคยประสบปัญหา Launch Vehicle Failure เลย แม้จะเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรก ๆ ของ SpaceX ที่นำส่งดาวเทียม Thaicom 6, 7 และ 8 ในยุคที่สหรัฐฯ ยังไม่รับรอง Falcon 9 ให้สามารถนำส่งดาวเทียมของรัฐบาลภายใต้โครงการ Evolved Expendable Launch Vehicle หรือ EELV ด้วยซ้ำ ส่วน THEOS-2 ที่ปล่อยไปในเดือนตุลาคมปี 2023 ก็รอดจากการระเบิดมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะในเที่ยวบินก่อนหน้า จรวด Vega-C ที่เดิมทีจะถูกนำมาใช้ส่ง THEOS-2 ก็ดันระเบิดไปในเที่ยวบินนำส่งดาวเทียม Pléiades Neo ของบริษัท Airbus จนต้องทีการสลับนำเอาตัวจรวด Vega รุ่นปกติมาให้บริการแทน
ดังนั้นจากที่เล่ามาทั้งหมด เราจะพบว่า Launch Vehcile Failure นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่เป็นสิ่งที่คนในวงการอวกาศต้องภาวนาว่าอย่าให้ตัวเองมาเจอ ทั้งนี้ในโลกของวิศวกรอวกาศ เราไม่ได้แค่ภาวนาอย่างเดียว แต่การบริหารจัดการที่รอบคอบ และการวาง Tier ของการรองรับความเสี่ยงของภารกิจให้เหมาะสมกับการเลือกจรวดนำส่งคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาด้านอวกาศอย่างไทยต้องเรียนรู้เช่นกัน ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงสิ่งที่เราต้องรู้ในการเลือกจรวดนำส่งกัน
รู้จักการลำดับความเสี่ยงของภารกิจและจรวดนำส่ง
การทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงในโลกของอวกาศนั้น เราไม่สามารถใช้เพียงความรู้สึกมาเป็นไม้บรรทัดตัดสินได้ แต่ต้องมองผ่านเลนส์ของ Risk Classification หรือการจัดระดับความสำคัญของภารกิจ หากเราอ้างอิงตามมาตรฐาน NASA NPR 8705.4 ของสหรัฐฯ ที่ว่าด้วย Risk Classification for NASA Payloads เราจะพบว่าโครงการอวกาศแต่ละโครงการถูกออกแบบมาให้ยอมรับความล้มเหลวได้ไม่เท่ากัน โดยมีการแบ่งเกรดของภารกิจออกเป็น 4 ระดับอย่างชัดเจน เริ่มต้นจาก Class A ซึ่งเป็นภารกิจระดับสูงสุดที่มีความสำคัญต่อชาติอย่างยิ่งยวดและยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ James Webb Space Telescope หรือภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาลและมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการทำให้สำเร็จ ภารกิจกลุ่มนี้ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุดและต้องใช้จรวดที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในโลกเท่านั้น
ถัดลงมาคือ Class B และ Class C ซึ่งเป็นกลุ่มภารกิจที่มีความสำคัญรองลงมาแต่ยังคงมีมูลค่าสูง ตัวอย่างในกลุ่ม Class B ที่เห็นได้ชัดคือภารกิจสำรวจดาวอังคารที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Mars Science Laboratory หรือยาน Curiosity และภารกิจ Mars 2020 ที่ส่งยาน Perseverance ไปลงจอด ภารกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากกว่า Class A เล็กน้อยแต่ยังต้องใช้ระบบสำรองหรือ Redundancy ที่ซับซ้อนเพื่อให้มั่นใจว่าหากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเสีย ภารกิจจะยังเดินหน้าต่อได้ ส่วนในกลุ่ม Class C นั้นมักจะเป็นโครงการในกลุ่ม Discovery Program ของ NASA เช่นภารกิจ Psyche ที่เดินทางไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยโลหะ หรือภารกิจ Lucy ที่ไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยกลุ่ม Trojans ของดาวพฤหัสบดี ซึ่งโครงการกลุ่มนี้อาจจะลดความเข้มข้นของการตรวจสอบหรือลดความซับซ้อนของระบบสำรองลงบ้างเพื่อบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นจริง ผลกระทบต่อความมั่นคงหรือชื่อเสียงของชาติจะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
และท้ายที่สุดคือ Class D ที่เรามักเห็นในดาวเทียมขนาดเล็กหรือ Technology Demonstrator อย่างพวก CubeSat หรือ NARIT Cube-1 ของไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงที่สุด หรือ High Risk Tolerance ด้วยความตั้งใจที่จะใช้เป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งานจริงในอวกาศ การที่ภารกิจในกลุ่มนี้เกิดความผิดพลาดจึงถือเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดเรื่องงบประมาณและการบริหารจัดการในยุค New Space ที่เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เดิมทีเราอาจคุ้นเคยกับแนวคิดแบบ Old Space ที่เน้นการสร้างดาวเทียมเพียงดวงเดียวให้สมบูรณ์แบบที่สุดและใช้งานให้ยาวนานที่สุด แต่ในยุคปัจจุบันบริษัทอย่าง SpaceX กลับเสนอแนวคิดแบบ Iterative Design หรือการพัฒนาแบบซ้ำและต่อเนื่องผ่านโครงการอย่าง Starlink ที่เน้นการสร้างดาวเทียมจำนวนมหาศาลในราคาที่ถูกลงมาก ภายใต้แนวคิดนี้ความล้มเหลวของดาวเทียมเพียงไม่กี่ดวงหรือแม้แต่การระเบิดของจรวดนำส่งยกเที่ยวบินกลับไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เพราะระบบถูกออกแบบมาให้มีความ Resilience หรือความยืดหยุ่นในระดับโครงข่าย หากดาวเทียมดวงหนึ่งหายไป ระบบที่เหลือยังคงทำงานได้ และการสร้างใหม่เพื่อทดแทนนั้นทำได้รวดเร็วและคุ้มค่ากว่าการทุ่มงบประมาณทั้งหมดไปกับการป้องกันความเสี่ยงให้เป็นศูนย์
รู้จักการลำดับความเสี่ยงของภารกิจและจรวดนำส่ง
ในมิติของการเลือกจรวดนำส่ง หน่วยงานอย่าง NASA Launch Services Program หรือ LSP ที่ดูแลด้านการเลือกจรวดนำส่ง ได้วางเกณฑ์การคัดเลือกไว้อย่างเป็นระบบโดยแบ่งหมวดหมู่จรวดออกเป็น Category 1 ถึง Category 3 ตามระดับความน่าเชื่อถือและจำนวนเที่ยวบินที่ประสบความสำเร็จ จรวดรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประวัติการบินยาวนานจะถูกจำกัดให้ส่งได้เฉพาะภารกิจ Class D เท่านั้น จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ตัวเองผ่าน Success Rate ที่สม่ำเสมอจึงจะขยับขึ้นไปรับงานใน Class ที่สูงขึ้นได้ แนวคิดนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยราคาแพงของจรวด Category 3 ให้กับดาวเทียมทดลองที่ระเบิดได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการบังคับให้ภารกิจระดับยุทธศาสตร์ต้องใช้บริการเฉพาะผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเท่านั้น
นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังมีโครงการ National Security Space Launch หรือ NSSL ที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติผ่านปรัชญา Assured Access To Space หรือการรับประกันการเข้าถึงอวกาศ โดยรัฐบาลจะทำสัญญาจ้างผู้ให้บริการจรวดอย่างน้อยสองเจ้าที่มีเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้มั่นใจว่าหากจรวดรุ่นหนึ่งเกิดปัญหาและต้องระงับการบินเพื่อสอบสวน ชาติจะยังมีจรวดอีกรุ่นหนึ่งพร้อมปฏิบัติภารกิจสำคัญได้ทันที แนวคิดนี้เป็นการบอกเราว่าความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงจนไม่กล้าทำอะไรเลย แต่คือสิ่งที่ต้องเตรียมระบบมารองรับและกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด บทเรียนจากความสูญเสียของไทยในรอบปีที่ผ่านมาจึงไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเริ่มต้นสร้าง Framework ในการตัดสินใจที่อิงจากข้อมูลจริงเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นในโลกอวกาศที่เข้าใจกฎเกณฑ์ของความเสี่ยงอย่างแท้จริง
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงการยอมรับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ภารกิจ ESCAPADE ของ NASA ซึ่งเป็นโครงการส่งยานสำรวจฝาแฝดไปโคจรรอบดาวอังคารเพื่อศึกษาพลาสมาและสนามแม่เหล็ก โดย NASA เลือกจัดให้โครงการนี้อยู่ใน Class D หรือภารกิจที่เน้นความประหยัดและยอมรับความเสี่ยงได้สูงมาก ความน่าสนใจคือ NASA ตัดสินใจนำส่งยานลำนี้ด้วยจรวด New Glenn ของบริษัท Blue Origin ซึ่งในขณะที่ทำสัญญาจ้างนั้น ตัวจรวดเองยังไม่เคยผ่านการทดสอบการบินจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว การเดิมพันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า NASA ยอมรับความเสี่ยงอย่างยิ่งยวดไม่ใช่เพราะความประมาท แต่เป็นไปตามกลยุทธ์ VADR หรือ Venture-Class Acquisition of Dedicated and Rideshare ที่ต้องการสร้างโอกาสให้กับผู้ให้บริการจรวดรายใหม่ ๆ ได้พิสูจน์ตัวเอง หาก New Glenn ทำภารกิจล้มเหลว NASA ก็พร้อมที่จะเสียยานสำรวจทั้งสองลำไปในฐานะส่วนหนึ่งของต้นทุนในการกระตุ้นการแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ
นั่นคือกรณีของประเทศที่ปล่อยดาวเทียมปีละร้อยเที่ยว แต่ไทยเราหล่ะ
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างประเทศมหาอวกาศกับประเทศที่กำลังพัฒนาด้านอวกาศคือเรื่องของ Volume หรือปริมาณการนำส่ง สำหรับ SpaceX การเสียดาวเทียม Starlink ไปหนึ่งชุดอาจหมายถึงความล่าช้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่สำหรับประเทศอย่างไทย การสูญเสียดาวเทียมระดับชาติหนึ่งดวงอาจหมายถึงการถอยหลังไปนับสิบปี
ปัจจัยแรกที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือเรื่องของ Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การเลือกจรวดนำส่งคือการเลือกพันธมิตรทางการทูต เราจะเห็นว่าหลายประเทศมักจะซื้อแบบ Package Deal ที่รวมเอาทั้งการสร้างดาวเทียม การฝึกอบรมบุคลากร และการจัดหาจรวดนำส่งไว้ในสัญญาเดียว เช่น กรณีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ในภารกิจ Hope Mars Mission ที่เลือกใช้จรวด H-IIA ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจรวดที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในโลก แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าการใช้จรวดจากเจ้าอื่นก็ตาม หรือกรณีของ THEOS-2A ของเรา ซึ่งเป็น Package Deal กับดาวเทียม THEOS-2 ดวงใหญ่จาก Airbus ซึ่งทาง Airbus ก็ได้คิดให้เราเสร็จสรรพแล้วว่า ดวงใหญ่ให้ปล่อยกับ Vega ของ Arianespace และดวงเล็กให้ปล่อยกับจรวดของอินเดีย

ในอนาคต ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกจรวดนำส่งเองตั้งแต่แรก ไม่ได้ผ่านบริษัทที่ “จับมือเราทำ” อีกแล้ว คล้ายกับกรณีที่ NARIT ต้องไปดีลกับบริษัทอย่าง Space One หรือการดีลกับเอเจนซีอย่าง ExoLaunch ในการนำส่งดาวเทียมทดสอบเทคโนโลยี หรือดาวเทียมวิทยาศาสตร์อย่างยาน TSC-1 ที่ ณ ตอนนี้ ออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะไปกับจรวด Falcon 9 ผ่าน ExoLaunch
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศอย่างไทยคือการที่เรามักจะติดอยู่ในกับดักของ Budget Constraint หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณที่บีบให้เราต้องพยายามหาจุดสมดุลระหว่างราคาและความเสี่ยง ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมองว่าความล้มเหลวคือ Learning Curve แต่สำหรับเราความล้มเหลวมักจะถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความคุ้มค่าของการลงทุน ทำให้การตัดสินใจเลือกจรวดในบางครั้งอาจถูกครอบงำด้วยเงื่อนไขราคาที่ถูกที่สุด หรือผลประโยชน์ทางการค้าที่แนบมากับสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในโลกของอวกาศ สิ่งที่ถูกที่สุดอาจกลายเป็นสิ่งที่แพงที่สุดได้ในพริบตาหากจรวดลำนั้นเกิดการระเบิดขึ้นมา
คำตอบคือการวางความเสี่ยงที่เรารับมือได้อย่างมีกลยุทธ์
ดังนั้นแนวทางที่ประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในด้านอวกาศใช้กันคือการเป็น Smart Buyer หรือผู้ซื้อที่ชาญฉลาด ซึ่งประกอบไปด้วยการทำ Launch Vehicle Diversification หรือการไม่ยึดติดกับผู้ให้บริการเจ้าเดียว และการวางเงื่อนไขในสัญญาที่ครอบคลุมถึงการ Rebuild and Re-Launch ที่ชัดเจนแบบที่ไทยทำในโครงการ THEOS-2A แต่นอกเหนือจากตัวสัญญาแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้าง National Space Strategy ที่ชัดเจนว่าเราจะวาง Tier ของดาวเทียมแต่ละดวงอย่างไร หากเป็นดาวเทียมระดับความมั่นคง เราต้องกล้าพอที่จะจ่ายเบี้ยประกันราคาแพงและเลือกจรวดที่มีสถิติสูงสุด แต่หากเป็นดาวเทียมเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี เราก็ต้องกล้าพอที่จะเปิดรับความเสี่ยงจากผู้ให้บริการรายใหม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
ซึ่งในจุดนี้เองที่กรณีของ NARIT Cube-1 กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่บอกเราว่า ในเชิงวิศวกรรมแล้วโครงการนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดที่เลือกเดินหน้าในความเสี่ยงสูง เพราะมันคือวิถีของภารกิจ Class D ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เป็นหลัก แต่ปัญหาที่แท้จริงคือการที่เราไม่มี Strategic Classification หรือการจัดหมวดหมู่เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนพอจะอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าทำไมเราถึง “ยอม” ให้มันระเบิดได้ การขาดเกราะกำบังเชิงระบบนี้เองที่ทำให้ความล้มเหลวของยานอวกาศขนาดเล็กกลายเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจและอธิบายต่อได้ยาก เพราะสังคมไทยยังไม่ได้ถูกปูพื้นฐานมาให้มองเห็นความแตกต่างระหว่าง “ความสูญเสีย” กับ “ค่าเทอมของการเรียนรู้” ที่วางแผนไว้แล้ว ทำให้เมื่อเกิดเหตุ Launch Vehicle Failure ขึ้นมาจริง ๆ ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีจึงถูกกลบด้วยคำถามเรื่องความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียว
บทเรียนจากความล้มเหลวในครั้งนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงโชคร้าย แต่คือการตั้งคำถามว่าในฐานะประเทศที่กำลังเติบโตในวงการอวกาศ เรามีเกณฑ์การตัดสินใจที่รัดกุมพอหรือยัง เรากำลังใช้ข้อมูลสถิติหรือใช้เพียงความรู้สึกในการเลือกทางเดินไปสู่ดวงดาว เพราะในอวกาศไม่มีที่ว่างให้กับความประมาท และการตัดสินใจในห้องประชุมในวันนี้ คือสิ่งที่จะกำหนดว่าดาวเทียมดวงต่อไปของเราจะกลายเป็นซากกลางมหาสมุทร หรือจะเป็นดวงตาที่คอยเฝ้ามองโลกจากวงโคจรได้อย่างภาคภูมิใจ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co