สรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันปล่อย Artemis II และชมบรรยากาศการซ้อมขึ้นยาน

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มนุษยชาติกำลังจะกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง ผ่านภารกิจ Artemis II ของ NASA ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุค Apollo ที่มนุษย์เดินทางออกจากวงโคจรโลกต่ำไปสู่ห้วงอวกาศลึก โดยใช้จรวด Space Launch System หรือ SLS และยานอวกาศ Orion ที่ถูกประกอบเสร็จภายในอาคาร Vehicle Assembly Building หรือ VAB ในช่วงปลายปี 2025 อย่างไรก็ตาม การประกอบยานและจรวดไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับวันปล่อยทันที ระบบภาคพื้นทั้งหมดต้องผ่านการซักซ้อมและการทดสอบลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ก่อนที่ SLS จะถูก Rollout ออกจากอาคารไปยังฐานปล่อย LC-39B จริง

ในเดือนพฤศจิกายน เราได้รายงานไปในบทความ NASA ประกอบจรวด SLS และ Orion เสร็จแล้ว เตรียมปล่อย Artemis II ก่อนเดือนเมษายน 2026 ถึงความคืบหน้าของโครงการ Artemis II หลังจากนั้น NASA ก็เริ่มต้นเดินหน้าฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการนี้คือ Countdown Demonstration Test หรือ CDT ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2025 โดยเป็นการซ้อมกระบวนการนับถอยหลังและการปฏิบัติการวันปล่อยกับ Mobile Launcher และ Launch Tower ที่ฐานปล่อย 39B โดยที่ตัวจรวด SLS และยาน Orion ยังไม่ได้ถูกนำออกมาจาก VAB การซ้อมนี้ทำให้ NASA สามารถทดสอบลำดับการทำงานของระบบภาคพื้น ตั้งแต่การจ่ายไฟ การสื่อสาร การจำลองการโหลดเชื้อเพลิง ไปจนถึงการประสานงานระหว่างทีมใน Launch Control Center กับทีมปฏิบัติการที่ฐานปล่อย ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงวันปล่อยจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับฮาร์ดแวร์บินจริงเอาไปตากแดดตากลม

Jeremy Hansen หนึ่งในลูกเรือภารกิจ Artemis II ขณะซ้อมเตรียมตัวก่อนขึ้นยาน ที่มา – NASA/Glenn Benson

บทความนี้จะใช้ภาพและบรรยากาศจากการซ้อม Countdown Demonstration Test เป็นกรอบในการอธิบายว่าช่วงเวลาตั้งแต่การเตรียมระบบภาคพื้น การจัดการลูกเรือ ไปจนถึงลำดับเหตุการณ์ก่อน T-0 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อให้เห็นว่าการกลับสู่ดวงจันทร์ของ Artemis II ไม่ใช่แค่เรื่องของการปล่อยจรวด แต่เป็นเรื่องของการจัดการระบบขนาดใหญ่ที่ต้องถูกทำให้พร้อมก่อนที่ฮาร์ดแวร์บินจริงจะถูกนำออกมาเผชิญกับความเสี่ยงของการปล่อยสู่อวกาศ

ลูกเรือเดินทางออกจาก Operations and Checkout Building

ห่างออกไปจากฐานปล่อย LC-39B ไม่กี่กิโลเมตร ภายในเขตของ NASA Kennedy Space Center มีอาคารที่สำคัญมากสำหรับภารกิจการเดินทางสู่อวกาศแบบคือมมนุษย์ เพราะมันคือจุดที่ภารกิจ Artemis II เริ่มต้นขึ้น อาคารนั้นคือ Neil Armstrong Operations and Checkout Building หรือที่คนในเรียกสั้น ๆ ว่า O&C Facility ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Crew Quarters และพื้นที่เตรียมตัวสุดท้ายของนักบินอวกาศ ก่อนที่พวกเขาจะออกจากโลกในเชิงปฏิบัติการอย่างแท้จริง ในวันปล่อยจริง Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen จะใช้เวลาหลายชั่วโมงสุดท้ายในอาคารนี้เพื่อเปลี่ยนสถานะของตัวเองจาก “คนธรรมดา” ไปเป็น “ลูกเรือบนยานอวกาศ” ตามนิยามของระบบความปลอดภัยและการแพทย์ของ NASA

Victor Glover และ Reid Wiseman ขณะได้รับการช่วยเหลือในการสวมชุดปรับความดัน ที่มา – NASA/Glenn Benson

ขั้นตอนแรกคือการสวมใส่ Orion Crew Survival System หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า Launch And Entry Suit ชุดสีส้มสดที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทั้งแรงดัน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพฉุกเฉินในกรณีที่ยานสูญเสียความดันหรือจำเป็นต้องลงจอดฉุกเฉินในน้ำ

ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องมีการตรวจเช็คความพร้อมและความปลอดภัยของตัวชุด ก่อนจะมีการทดสอบอีกครั้งเมื่อเข้าไปนั่งในตัวยาน ที่มา – NASA/Glenn Benson

ชุดนี้เป็นระบบย่อยของยาน Orion ที่เชื่อมต่อกับระบบสนับสนุนชีวิตผ่านสายอากาศ สายสื่อสาร และระบบควบคุมแรงดัน การสวมใส่ชุดจึงต้องทำโดยทีมช่างเฉพาะทางที่ตรวจสอบการซีลทุกจุด ตั้งแต่ข้อมือ ข้อเท้า ไปจนถึงรอบหมวก เพื่อให้แน่ใจว่าชุดสามารถทำงานได้เหมือน Pressure Vessel ขนาดเล็กที่ห่อหุ้มร่างกายของนักบินอวกาศแต่ละคน

ลูกเรือจากแคนาดา Jeremy Hansen กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยในการสวมชุด ที่มา – NASA/Glenn Benson

หลังจากการสวมชุดและการตรวจสอบทางการแพทย์ขั้นสุดท้าย Reid Wiseman ในฐานะผู้บัญชาการภารกิจ Victor Glover ในบทบาทนักบิน Christina Koch ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ และ Jeremy Hansen นักบินอวกาศจากแคนาดา จะถูกนำไปยังลิฟต์ของอาคาร O&C Facility ลิฟต์นี้เป็นเส้นแบ่งทางสัญลักษณ์ระหว่างโลกภายในอาคารกับพื้นที่ปฏิบัติการภายนอก เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก พวกเขาจะก้าวออกมาที่ทางเดินซึ่งนำไปสู่ซุ้มประตูโค้งที่เป็นเอกลักษณ์ จุดที่กลายเป็นภาพจำของนักบินอวกาศทุกยุคตั้งแต่ Space Shuttle มาจนถึง Artemis

ลิฟท์ในตำนานที่พาลูกเรือลงจากห้องสวมชุดชั้น 3 ลงมายังชั้นพื้นดินเพื่อเดินออกมาทางซุ้มประตู ที่มา – NASA/Glenn Benson

จากซุ้มประตูนั้น ลูกเรือจะเดินออกมาสู่ลานด้านหน้าอาคาร เพื่อขึ้นยานพาหนะพิเศษที่ใช้พาพวกเขาไปยังแท่นปล่อย ซึ่งในกรณีของ Artemis II คือรถบ้านแบบ Airstream ที่ถูกดัดแปลงเป็น Crew Transport Vehicle ภายในออกแบบให้เป็นสภาพแวดล้อมปิด ควบคุมอากาศ และลดความเสี่ยงด้านชีวภาพ เพื่อรองรับนักบินอวกาศที่เพิ่งผ่านขั้นตอนการกักตัวและการตรวจสุขภาพมาอย่างเข้มงวด

ทางออกจากอาคาร O&C Facility ซึ่งจะเป็นจุดที่พวกเขาจะทักทายสื่อมวลชนและบอกลาครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มต้นการเดินทางไปยังดวงจันทร์ ที่มา – NASA/Aubrey Gemignani

เดิมที NASA วางแผนจะใช้รถไฟฟ้า EV จากบริษัท Canoo เป็นพาหนะหลักสำหรับยุค Artemis เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของโครงการอวกาศยุคใหม่ แต่การล้มละลายของ Canoo ทำให้แผนนั้นต้องถูกยกเลิกไป และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ NASA จึงเลือกใช้ Astrovan รุ่นที่ถูกพัฒนาสำหรับภารกิจ Starliner ของ Boeing โดยยืมตัวรถมาปรับใช้กับ Artemis II แทน (เพราะ Boeing คงไม่ได้ใช้ในเร็ววันนี้หรอก)

ลูกเรือทั้งสี่จะเดินมาขึ้นรถ Astrovan ที่จอดอยู่ ด้านหลังจะเห็นเจ้าหน้าที่หน่วย SWAT คอยรักษาความปลอดภัย ที่มา – NASA/Aubrey Gemignani

ขบวนรถจะไม่ได้วิ่งเพียงลำพังบนถนนของ NASA Kennedy Space Center แต่จะมีการอารักขาอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ NASA และหน่วย SWAT ที่ทำหน้าที่ปิดเส้นทางและคุ้มกันตลอดระยะทางไปยัง LC-39B ทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัจจัยภายนอกใดสามารถรบกวนลำดับเวลาที่ถูกคำนวณมาอย่างละเอียดสำหรับการปล่อยได้

รถ Astrovan ของบริษัท Airstream ที่ NASA ยืมมาจาก Boeing จากภารกิจ Starliner ที่มา – NASA/Aubrey Gemignani

สำหรับลูกเรือทั้งสี่คน ช่วงเวลาบนรถ Airstream คันนี้คือการเดินทางระยะสั้นไม่กี่นาที แต่มันคือขั้นตอนที่พวกเขาถูกส่งผ่านจากโลกของการเตรียมตัวไปสู่โลกของการปฏิบัติการบินอวกาศอย่างสมบูรณ์แบบ โดยปกติพวกเขาจะใช้เวลานี้ในการผ่อนคลายและฟังเพลงเพื่อให้มีสมาธิสำหรับขั้นตอนต่อไป

เส้นทางไปยังฐานปล่อยพร้อมขบวนรถและเฮลิคอปเตอร์

โดยเส้นทางจาก O&C Facility ไปยังฐานปล่อย LC-39B นั้นตัวรถจะออกจากส่วนอาคารกลางของ NASA Kennedy Space Center ขับไปยังถนนหลักและขับขึ้นเหนือบนถนน Kennedy Parkway ซึ่งตรงนี้ถ้าใครที่เคยไปเที่ยว NASA Kennedy Space Center มันคือถนนหลักหลังจากที่เราเข้ามาในรั้วของ NASA แล้ว ไม่ได้อยู่ในถนนทั่วไปที่มีรถของประชาชนทั่วไปสัญจร (แต่ถนนก็จะมีรถของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ใช้ หรือรถที่มีบัตรผ่านเข้า) ขับขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อย ๆ จนอาคาร Vechicle Assembly Building อันเป็นเอกลักษณ์เริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

ขบวนรถวิ่งขึ้นมาทางทิศเหนือบนถนน Kennedy Parkway ไปยังโซนบริเวณฐานปล่อย LC-39A และ LC-39B ที่มา – NASA/Keegan Barber

โดยปกติแล้วนอกจากการเคลื่อนขบวนทางถนน NASA จะมีเฮลิคอปเตอร์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยและเฝ้ามองสถานการณ์จากทางอากาศ รวมถึงจะมีกล้องเพื่อถ่ายทอดสดบรรยากาศของขบวนทางอากาศด้วย

ขบวนรถเลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่โซนฐานปล่อย LC-39A และ LC-39B ภาพนี้ถ่ายลงมาจากตึก VAB ที่มา – NASA/Keegan Barber

โดยปกติเมื่อถึงตรงบริเวณอาคาร VAB แล้วรถจะเลี้ยวเข้าสู่ทางไปยังฐานปล่อยผ่านด้านข้างอาคาร VAB ผ่านบริเวณ Press Site ซึ่งเป็นลานสนามหญ้าที่นักข่าวสำนักต่าง ๆ จะเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อรายงานข่าวแบบสด ๆ โดยตรงนี้ตัวขบวนรถจะวิ่งอยู่บนถนนด้านข้างทางที่เรียกว่า Crawler Way หรือทางที่ NASA ใช้รถ Crawler แบกเอาตัวจรวด SLS เคลื่อนไปยังฐานปล่อย โดยถ้าตรงไปจะเป็นฐานปล่อย LC-39A ของ SpaceX และถ้าเบี่ยงออกทางซ้ายไปยังทิศเหนือ จะเป็นที่ตั้งของฐานปล่อย LC-39B ของจรวด SLS นั่นเอง โดยเส้นทางนี้คือเส้นทางเดียวกับที่ NASA ทำ Roll-Out หรือการนำเอาจรวดออกมาตั้งยังฐานปล่อยนั่นเอง

แต่การทดสอบ Countdown Demonstration Test จะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากในวันปล่อยจริงก็คือ จะเป็นการทดสอบขึ้นจรวดและ Launch Tower ที่อยู่ใน High Bay 3 ของอาคาร VAB แทน เพื่อให้ NASA ยังไม่ต้องทำ Roll-Out หรือการเคลื่อนเอาจรวดไปตั้งบนฐานปล่อยจริง ๆ

ขบวนรถเคลื่อนที่เข้าสู่ทางเข้าอาคาร Vehicle Assembly Building ที่มา – NASA/Keegan Barber

โดยในการซักซ้อมรอบนี้นั้นลูกเรือก็ได้ลงจากรถ Astrovan และเดินต่อไปยัง High Bay 3 ซึ่งเป็นที่ตั้งของจรวด SLS โดยจรวด SLS นั้นจะถูกวางอยู่บน Mobile Launcher Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ประคองตัวจรวดเอาไว้ ตัวโครงสร้างนี้จะประกอบไปด้วยลิฟท์ที่พาลูกเรือและเจ้าหน้าที่ขึ้นสู่ตัวยาน Orion ด้านบนสุดของจรวด SLS

ขึ้นลิฟท์สู่ยาน Orion ด้านบนจรวด SLS เตรียมพร้อมการปล่อย

จากตรงนั้น Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen จะไม่ได้เดินขึ้นบันไดธรรมดา แต่จะก้าวเข้าสู่โครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับจรวดสูงเกือบ 100 เมตรโดยเฉพาะ นั่นคือ Mobile Launcher Platform และ launch tower ของ SLS ซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็กขนาดยักษ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแท่นรองรับ แหล่งจ่ายพลังงาน และอินเทอร์เฟซระหว่างโลกกับยานอวกาศ การขึ้นไปยังยาน Orion จึงไม่ใช่การ “ขึ้นจรวด” ในความหมายทั่วไป แต่เป็นการเดินเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมที่ถูกสร้างมาเพื่อคุมทุกความเสี่ยงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายก่อนปล่อย

จรวด SLS บน Mobile Launcher ที่ ณ วันที่ซ้อมยังคงอยู่ใน High Bay 3 ของอาคาร Vehicle Assembly Building ที่มา – NASA/Joel Kowsky

ลูกเรือจะถูกพาเข้าสู่ลิฟต์ของ Launch Tower และเดินทางขึ้นไปยังระดับความสูง 275 ฟุต หรือราว 84 เมตร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ Orion เชื่อมต่ออยู่กับจรวด SLS แตกต่างจากอาคารทั่วไปที่นับเป็นชั้น ๆ โครงสร้างของแท่นปล่อยจะอ้างอิงตำแหน่งตามความสูงจากพื้นดินเป็นหลัก เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าอยู่ชั้นไหน แต่คืออยู่ในระดับเดียวกับ Subsystem ใดของจรวด ระดับ 275 ฟุตนี้คือจุดเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับยานอวกาศโดยตรง เป็นพื้นที่ที่ทั้งลูกเรือและโครงสร้างภาคพื้นต้องทำงานประสานกันอย่างแม่นยำเพื่อให้การเข้าไปในยาน หรือ Ingress เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย

Jeremy Hansen ขณะกำลังขึ้นลิฟท์ไปยังระดับความสูง 275 ฟุต เพื่อเข้าสู่ตัวยาน Orion ที่มา – NASA/Joel Kowsky

สถาปัตยกรรมของกระบวนการ Ingress บน SLS และ Orion แทบจะเป็นการสืบทอดตรงมาจากยุค Apollo และกระสวยอวกาศ ทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงแนวคิดล้วนเป็นรูปแบบเดียวกับที่ใช้กับ Saturn V และ Space Shuttle มาก่อน

ระดับความสูง ตัวเลขที่เห็นนี้ไม่ใช่ชั้นแต่เป็นความสูงหน่วยเป็นฟุต ที่มา – NASA/Joel Kowsky

จากลิฟต์ ลูกเรือจะเดินออกไปยัง Crew Access Arm แขนโครงสร้างที่ยื่นออกจาก Launch Tower ไปยังตัวจรวด แขนนี้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานเดินธรรมดา แต่เป็นระบบที่ออกแบบให้สามารถขยับ หด และถอยออกจากจรวดได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน ปลายสุดของแขนนี้คือพื้นที่ที่เรียกว่า White Room ห้องปิดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็น Buffer ระหว่างโลกภายนอกกับภายในยาน Orion ภายใน White Room ทีม Closeout Crew จะทำการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ตั้งแต่การเชื่อมต่อสายสื่อสาร การตั้งค่าระบบสนับสนุนชีวิต ไปจนถึงการตรวจสอบซีลของชุดนักบินอวกาศ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิด Hatch

ด้านบน Launch Tower ที่ลูกเรือจะเดินต่อเพื่อเข้าไปยัง Crew Acess Arm ที่มา – NASA/Joel Kowsky

ภายใน White Room บรรยากาศจะต่างจากแท่นปล่อยภายนอกอย่างสิ้นเชิงห้องนี้ถูกออกแบบให้เป็นสภาพแวดล้อมที่สะอาด ควบคุมอุณหภูมิ และลดการปนเปื้อน เพราะมันคือจุดสุดท้ายที่มนุษย์จะสัมผัสกับโลกภายนอกก่อนเข้าไปอยู่ในยานอวกาศ

White Room ในขณะที่กำลังถูกทาสีลาย Artemis ในต้นเดือนธันวาคม 2025 ที่มา – NASA/Frank Michaux

เมื่อเข้าไปในยาน ลูกเรือจะยังไม่ถูกปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง ทีม Closeout Crew จะตามเข้าไปในห้องโดยสารเพื่อช่วยรัดสายรัด ตรวจสอบจอแสดงผล เชื่อมต่อสายสื่อสารภายใน และยืนยันว่าทุกคนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตาม Checklist ของการปล่อย ก่อนที่ Hatch จะถูกปิดและซีลอย่างเป็นทางการ ในช่วงเวลานี้ Orion ยังถือว่าอยู่ภายใต้การดูแลของทีมภาคพื้น และถ้าระหว่างการนับถอยหลังเกิดการเลื่อนหรือยกเลิกการปล่อย ไม่ว่าจะจากสภาพอากาศหรือความผิดปกติทางเทคนิค กระบวนการทั้งหมดสามารถย้อนกลับได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Egress ทีมเดียวกันนี้จะเปิด Hatch พาลูกเรือออกจากยาน กลับผ่าน White Room และ Crew Access Arm ลงมาสู่ Launch Tower และรถขนส่งกลับไปยัง O&C Facility

บรรยากาศการซักซ้อมในห้อง Launch Control Center

ในระหว่างที่ลูกเรือกำลังซักซ้อมการเดินทางและการเข้าสู่ตัวยาน Orion ข้าง ๆ อาคาร VAB คือ NASA Launch Control Center หรือ LCC คือสมองของการปล่อยจรวด SLS และยาน Orion ทั้งหมด มันคือจุดที่ข้อมูลจากเซนเซอร์หลายแสนจุดทั่วทั้งจรวด แท่นปล่อย ระบบไฟฟ้า ระบบเชื้อเพลิง และระบบสื่อสารของยานอวกาศถูกรวบรวมเข้ามาเพื่อให้มนุษย์ตัดสินใจว่า “ไปต่อได้หรือไม่” สำหรับ Artemis II ห้องควบคุมนี้เป็นพื้นที่ที่ความเสี่ยงทั้งหมดของภารกิจถูกประเมินแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อน T-0 จนถึงวินาทีที่จรวดออกจากแท่นและความรับผิดชอบถูกส่งต่อไปยัง Mission Control ที่ Johnson Space Center ใน Houston เท็กซัส

บรรยากาศในห้อง Firing Room 1 ที่ใช้สำหรับควบคุมการปล่อย SLS ในโครงการ Artemis ที่มา – NASA/Glenn Benson

โครงสร้างการทำงานของ LCC ถูกออกแบบให้เป็นระบบ Modular ตามหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่แต่ละกลุ่มจะนั่งประจำ Console ของตัวเองในห้องที่เราคุ้นชินตาที่เรียกว่า Firing Room ที่จัดวางเป็นชั้น ๆ ไล่จากแถวหน้าที่ใกล้จอหลักที่สุดไปจนถึงแถวหลังซึ่งดูแลระบบสนับสนุนภาคพื้น ห้องนี้เป็นห้องเดียวกับที่พาโครงการ Apollo ไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว

อีกมุมนึงของห้อง Firing Room ที่จะเป็นฝั่งของงานด้านระบบ Ground System ต่าง ๆ ที่มา – NASA/Aubrey Gemignani

สำหรับ SLS และ Orion ในยุค Artemis ระบบนี้ถูกอัปเกรดมาใช้ระบบที่ NASA เรียกว่า Exploration Ground Systems หรือ EGS แทนโครงสร้างเดิมของยุค Space Shuttle เพื่อรองรับจรวดที่ใหญ่กว่า พลังงานสูงกว่า และมีลำดับเหตุการณ์ที่ซับซ้อนกว่า การซ้อม Countdown Demonstration Test เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2025 จึงเป็นการทดสอบไม่ใช่แค่ Hardware บนแท่นปล่อย แต่เป็นการทดสอบว่าระบบ EGS ทั้งหมดสามารถประสานงานกับคนใน LCC ได้หรือไม่

ในห้อง Firing Room จะมีตำแหน่งหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมการปล่อย เช่น Launch Director ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย, Test Director ที่ดูแลลำดับการนับถอยหลัง, และทีมวิศวกรประจำระบบต่าง ๆ ตั้งแต่ Propulsion, Avionics, Flight Software, Communications ไปจนถึง Range Safety และ Weather แต่ละ Console ไรับข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ที่รวมสัญญาณจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลเพื่อบอกว่า Subsystem นั้น “อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้หรือไม่” หรือที่เรามักจะได้ยินว่า “Norminal”

นักบินอวกาศ Randy Bresnick กำลังมองการซ้อมเข้ายาน Orion ผ่านหน้าจอในห้อง Firing Room ที่มา – NASA/Glenn Benson

สำหรับ Artemis II ตำแหน่ง Launch Director ยังคงเป็น Charlie Blackwell-Thompson วิศวกรหญิงที่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของยุค Artemis ไปแล้ว เธอคือคนเดียวกับที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ในภารกิจ Artemis I และเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำหน้าที่ Launch Director ของการปล่อยจรวดสำรวจอวกาศลึกของ NASA หน้าที่ของ LD ไม่ได้มีแค่การพูดคำว่า “Go” ในวินาทีสุดท้าย แต่คือการแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดของภารกิจ เธอต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ จากสัญญาณที่อาจขัดแย้งกัน และจากทีมวิศวกรหลายร้อยคนที่รายงานเข้ามาพร้อมกัน Charlie เติบโตมาจากสายงาน Ground Systems และการจัดการการปล่อยจรวดโดยตรง ทำให้เธอเข้าใจทั้งฮาร์ดแวร์และกระบวนการตัดสินใจแบบองค์กรอย่างลึกซึ้ง

Charlie Blackwell-Thompson เจ้าแม่ Launch Director แห่งโครงการ Artemis ที่มา – NASA/Glenn Benson

การซ้อมใน LCC ระหว่าง CDT จะเดินไปตาม Timeline เดียวกับวันปล่อยจริง ตั้งแต่ที่เริ่มเปิดระบบไฟฟ้าและสื่อสาร, T-Minus หลายชั่วโมงที่เริ่มจำลองการโหลดเชื้อเพลิง ไปจนถึงช่วง T-Minutes ที่แต่ละ Console จะรายงานสถานะของระบบตัวเองผ่าน Polling Loop แบบเดียวกับวันจริง

Jeremy Graeber ผู้ช่วย Launch Director สำหรับภารกิจ Artemis II ที่มา – NASA/Glenn Benson

อีกบทบาทสำคัญของ LCC คือการประสานงานกับระบบความปลอดภัยภายนอกจรวด ตั้งแต่ Range Safety ที่ดูแลน่านฟ้าและทะเล ไปจนถึงทีมสภาพอากาศที่ประเมินว่าลม ฝน หรือไฟฟ้าสถิตอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้หรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนจอ แต่ถูกป้อนเข้าไปใน Decision Tree ที่กำหนดว่าการปล่อยสามารถดำเนินต่อไปได้หรือควรหยุด ใน CDT ระบบเหล่านี้จะถูกจำลองขึ้นมาเพื่อดูว่าลำดับการตัดสินใจของ LCC ทำงานได้ถูกต้องหรือไม่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน

ในวันปล่อยจริง เมื่อถึงวินาที T-0 และ SLS จุดเครื่องยนต์ RS-25 พร้อมกับ Solid Rocket Boosters ความรับผิดชอบหลักของภารกิจจะค่อย ๆ ถูกส่งต่อจาก LCC ไปยัง Mission Control Center ที่ฮิวสตัน ซึ่งจะรับหน้าที่ดูแลยาน Orion และลูกเรือในระยะ ascent และการแยกตัวออกจากโลก สำหรับ LCC นั่นคือช่วงเวลาที่บทบาทของมันเปลี่ยนจากการ “ปล่อย” ไปเป็นการ “เฝ้าดูภารกิจ” แทน โครงสร้างการสื่อสารระหว่างฟลอริดากับเท็กซัสถูกออกแบบให้ไม่มีช่องว่าง เพื่อให้การควบคุมภารกิจสามารถไหลต่อเนื่องจากแท่นปล่อยไปสู่การบินอวกาศได้อย่างไร้รอยต่อ

เจ้าหน้าที่จากหลากหลายส่วน ดูสถานะต่าง ๆ ของภารกิจการซ้อม ที่มา – NASA/Glenn Benson

Countdown Demonstration Test มีบทบาทต่างจากการซ้อมแบบ Dry Dress Rehearsal และ Wet Dress Rehearsal อย่างชัดเจนในเชิงระบบ เพราะในขณะที่ Dry Dress และ Wet Dress จะโฟกัสไปที่การควบคุมตัวจรวดและระบบเชื้อเพลิงเป็นหลัก ตั้งแต่การเปิดวาล์ว การไหลของไฮโดรเจนและออกซิเจน ไปจนถึงพฤติกรรมของโครงสร้างจรวดภายใต้สภาพที่ใกล้เคียงการปล่อยจริง CDT กลับเป็นการซ้อม “มนุษย์กับโครงสร้างภาคพื้น” มากกว่า มันถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบลำดับเหตุการณ์ การสื่อสาร และการตัดสินใจของทีมใน Launch Control Center, Closeout Crew และระบบ Exploration Ground Systems ว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ในกรอบเวลาจริงของวันปล่อย กล่าวอีกแบบหนึ่ง Dry และ Wet Dress คือการซ้อมให้จรวดพร้อมบิน แต่ CDT คือการซ้อมให้ทั้งองค์กรพร้อมจะเสี่ยงไปกับมัน ซึ่งเป็นคนละชั้นของความพร้อมในภารกิจที่มีมนุษย์อยู่บนยาน

รู้จัก Closeout Crew ทีมงานกลุ่มสุดท้ายที่จะอยู่ส่งนักบินอวกาศ

ย้อนกลับไปในประเด็นเรื่องการส่งนักบินอวกาศเข้ายาน Orion ทีมงานที่เรียกว่า Closeout Crew นั้นสำคัญมาก ในการปล่อยยาน Crew Dragon ของ SpaceX บทบาทเดียวกันนี้ถูกคนทั่วไปจดจำในภาพของกลุ่ม “นินจาชุดดำ” ที่เข้าไปจัดการลูกเรือใน Crew Dragon ก่อนปล่อย

ทีม Closeout Crew ขณะกำลังเตรียมความเรียบร้อยบน Launch Tower ก่อนการเข้ามาของลูกเรือ ที่มา – NASA/Joel Kowsky

Closeout Crew คือกลุ่มคนที่อยู่ใกล้นักบินอวกาศมากที่สุดในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของภารกิจ พวกเขาไม่ได้เป็นคนที่นั่งอยู่หลังจอใน Launch Control Center และไม่ได้เป็นชื่อที่ปรากฏในข่าววันปล่อย แต่ในเชิงปฏิบัติการแล้ว Closeout Crew คือสะพานสุดท้ายระหว่างมนุษย์กับยานอวกาศ ทีมนี้ประกอบด้วยวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสนับสนุนชีวิตที่ได้รับการฝึกเฉพาะทางให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทั้งแคบ อันตราย และมีเวลาจำกัด เพราะทุกวินาทีที่ลูกเรือนั่งอยู่ใน Orion บนฐานปล่อยทีมพวกนี้ก็ต้องทำงานอยู่บนวัตถุระเบิดขนาดใหญ่ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

ซ้ายไปขวา Christian Warriner, Taylor Hose และนักบินอวกาศ Andre Douglas ซึ่งเป็น Closeout Crew ด้วย ที่มา – NASA/Joel Kowsky

หน้าที่ของ Closeout Crew เริ่มต้นตั้งแต่ลูกเรือก้าวเข้าสู่ White Room ที่ปลาย Crew Access Arm พวกเขาจะเป็นคนเชื่อมต่อสายสื่อสารและสายอากาศของชุดนักบินอวกาศเข้ากับระบบของยาน ตรวจสอบแรงดันในชุด Orion Crew Survival System เช็กว่าซีลของหมวกและถุงมือปิดสนิท และยืนยันว่าระบบสนับสนุนชีวิตภายนอกสามารถทำงานแทนระบบของยานได้อย่างราบรื่นในช่วงรอยต่อระหว่างโลกกับ Orion หลังจากนั้นพวกเขาจะช่วยพาลูกเรือเข้าไปในห้องโดยสาร จัดตำแหน่งร่างกายให้ตรงกับเบาะนั่งที่ถูกออกแบบเฉพาะ

สิ่งที่ทำให้ Closeout Crew แตกต่างจากทีมอื่นคือ พวกเขาเป็นกลุ่มสุดท้ายที่สามารถ “แตะ” นักบินอวกาศได้ก่อนที่ Hatch จะถูกปิดและโลกจะเริ่มถอนตัวออกจากยาน เมื่อประตูของ Orion ปิดลง ความรับผิดชอบในการดูแลชีวิตของ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen จะถูกส่งต่อจากมือมนุษย์ไปสู่ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ของยานอย่างเต็มรูปแบบ แต่จนถึงวินาทีนั้น Closeout Crew คือคนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักร และในกรณีที่เกิดความผิดปกติ พวกเขาก็เป็นกลุ่มแรกที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือเริ่มกระบวนการ Egress เพื่อพาลูกเรือออกจากยานกลับสู่ความปลอดภัย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีเหตุฉุกเฉินและต้องอพยพจากฐานปล่อย

ทีนี้มาถึงอีกคำถามสำคัญคือ แล้วถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนล่ะ การซ้อมแผนฉุกเฉินนั้นเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในระหว่างการเตรียมตัวสู่ภารกิจ Artemis II เพราะรายละเอียดพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Protocal ที่ NASA ใช้ในการรักษาความปลอดภัยให้กับภารกิจ ในวันที่ 19 ธันวาคม 2025 ช่วงก่อนวันทดสอบ Countdown Demonstration Test เราก็ได้เห็นการซ้อมอีกครั้งเช่นกัน โดย NASA เรียกทีมฉุกเฉินนี้ว่า “Crew Triage Force” ประกอบไปด้วยทีมแพทย์ และทีมดับเพลิงที่พร้อมสำหรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน

ที่มา – NASA/Joel Kowsky

ในโลกของการปล่อยจรวดที่เต็มไปด้วยเชื้อเพลิงพลังงานสูง ไฮโดรเจนเหลว ออกซิเจนเหลว และโครงสร้างโลหะขนาดยักษ์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานใกล้ขีดจำกัดของฟิสิกส์ ความเสี่ยงไม่เคยเป็นศูนย์ และ NASA ก็ไม่เคยออกแบบวันปล่อยโดยตั้งสมมติฐานว่า “มันจะต้องเรียบร้อย” แต่ตรงกันข้าม ระบบทั้งหมดของ Launch Complex 39B สำหรับ Artemis II ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นในช่วงที่ลูกเรือนั่งอยู่บน Orion จะต้องมีเส้นทางหลบหนีที่เร็ว ชัดเจน และไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจเฉพาะหน้า

ที่มา – NASA/Joel Kowsky

หากระหว่างการนับถอยหลังหรือในช่วงที่ Closeout Crew ยังอยู่ใน White Room เกิดเหตุไฟไหม้ การรั่วของเชื้อเพลิง หรือสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าจรวดอาจไม่ปลอดภัย Launch Control Center จะสามารถสั่งเข้าสู่โหมดฉุกเฉินได้ทันที ซึ่งจะเปิดใช้งานลำดับขั้นตอนการอพยพโดยอัตโนมัติ หนึ่งในองค์ประกอบหลักของระบบนี้คือ Slide Wire Baskets หรือกระเช้าโรยตัวด้วยสายเคเบิลที่ติดตั้งอยู่บน Launch Tower ของ SLS จากระดับเดียวกับ Crew Access Arm ลงไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่อยู่ห่างจากแท่นปล่อยหลายร้อยเมตร กระเช้าเหล่านี้ถูกออกแบบให้รองรับน้ำหนักของลูกเรือที่สวมชุดแรงดันเต็มรูปแบบ รวมถึงทีม Closeout Crew และบุคลากรที่จำเป็นทั้งหมดใน White Room โดยมีจำนวนเพียงพอสำหรับทุกคนเพื่อให้ไม่มีใครต้องรอในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า

ที่มา – NASA/Joel Kowsky

เมื่อกระเช้าโรยตัวลงถึงพื้น ลูกเรือจะถูกนำขึ้นรถหุ้มเกราะพิเศษที่จอดรออยู่ภายใน Blast Zone รถเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ทนต่อแรงกระแทก ความร้อน และเศษซากจากการระเบิดในระดับหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพาหนะพาลูกเรือออกจากบริเวณฐานปล่อยไปยังศูนย์แพทย์หรือจุดปลอดภัยของ NASA Kennedy Space Center ให้เร็วที่สุด เส้นทางและเวลาการเคลื่อนที่ของรถถูกคำนวณไว้ล่วงหน้า

ที่มา – NASA/Joel Kowsky

ในกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แผนฉุกเฉินยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์แพทย์ที่ประจำการอยู่ใกล้ฐานปล่อยในวันปล่อยจริง เพื่อให้สามารถนำลูกเรือหรือเจ้าหน้าที่ส่งไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ทั้งการโรยตัว การขึ้นรถหุ้มเกราะ และการลำเลียงทางอากาศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Choreography ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งแม้ว่าโอกาสที่เราจะได้ใช้แผนพวกนี้นั้นไม่ได้มีมาก แต่สุดท้ายอะไรก็เกิดขึ้นได้และการกันเอาไว้ดีกว่าแก้

เราเคยเล่าเรื่องแผนการอพยกฉุกเฉินไปในบทความ Emergency Egress แผนการอพยพออกจากฐานปล่อยหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้

นอกจากการซักซ้อมที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว NASA ยังมีการซ้อมที่เรียกว่า Underway Recovery Test ซึ่งเป็นการซ้อมปฏิบัติการทางทะเลในการเก็บกู้ตัวยานและช่วยเหลือลูกเรือหลังลงจอดกลับสู่โลก ซึ่งมีการทดสอบมาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเราได้รายงานไปในบทความ ลูกเรือ Artemis II จะถูกเก็บกู้อย่างไรหลังลงจอดในทะเล ดูการซ้อม Underway Recovery Test

การวางรากสู่ภารกิจการเดินทางไปดวงจันทร์อีกหลายภารกิจ

ในภาพใหญ่ Artemis II ไม่ได้เป็นแค่ภารกิจพามนุษย์สี่คนไปโคจรรอบดวงจันทร์แล้วกลับบ้าน แต่มันคือการวาง Protocol ของการทำงานจริงสำหรับยุคถัดไปของการสำรวจอวกาศลึก ตั้งแต่ Artemis III, IV และ V ไปจนถึงการทำ Crew Rotation ให้กับสถานีอวกาศ Lunar Gateway ในอนาคต ทุกขั้นตอนที่ถูกซ้อม ตั้งแต่ Closeout Crew, White Room, Launch Control Center, ไปจนถึง Emergency Egress ล้วนถูกออกแบบมาให้เป็น Template ที่จะถูกใช้ซ้ำในภารกิจถัดไป

แม้ในเชิงการเมืองและงบประมาณจะมีสัญญาณชัดเจนว่า SLS อาจไม่ได้อยู่กับ NASA ไปอีกหลายทศวรรษ และอาจถูกแทนที่ด้วยระบบพาณิชย์อย่าง Starship หรือโครงสร้างใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ Artemis II ก็ยังทำหน้าที่เหมือน “สนามทดสอบของรัฐ” ที่สหรัฐอเมริกากำลังใช้สร้างมาตรฐาน วิธีคิด และความชอบธรรมในการทำงานกับมนุษย์นอกวงโคจรโลกอีกครั้ง ต่อให้ฮาร์ดแวร์จะเปลี่ยน แต่ Protocol, Culture และ Power Structure ที่ถูกสร้างขึ้นจาก Artemis II จะยังคงหลอกหลอนและกำหนดทิศทางของการไปดวงจันทร์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

อัพเดทล่าสุดในวันที่ 10 มกราคม 2026 คือ NASA จะเคลื่อนย้ายจรวด SLS สำหรับภารกิจ Artemis II ไปยังฐานปล่อย LC-39B ในวันที่ 17 มกราคม 2026 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อย ส่วนวันปล่อยจริงนั้นต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป หลังจากที่ได้มี Launch Window ออกมาแล้วเรียบร้อย


รวมเนื้อหาพิเศษ Exclusive สำหรับภารกิจ Artemis II โดยทีมงาน

พาชมฐานปล่อย LC-39B ฐานปล่อยในตำนานแห่ง NASA Kennedy Space Center

NASA พาทีมงานสเปซทีเอช ชมการประกอบจรวด SLS ในอาคาร VAB

สัมภาษณ์พิเศษ Victor Glover มนุษย์กลุ่มแรกที่จะกลับไปดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis II

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.