ในที่สุดภารกิจ Artemis II ก็ใกล้ความจริงเข้ามาอีกขั้นแล้ว โดยการเคลื่อนย้ายจรวด Space Launch System หรือ SLS ในภารกิจ Artemis II ออกจากอาคาร Vehicle Assembly Building หรือ VAB มุ่งหน้าสู่ฐานปล่อย Launch Complex 39B เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า NASA กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเตรียมตัวก่อนการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ภารกิจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งนักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ Reid Wiseman และ Victor Glover และ Christina Koch จาก NASA พร้อมด้วย Jeremy Hansen จาก CSA เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วยยาน Orion Spacecraft เป็นระยะเวลารวมกว่า 10 วัน เพื่อทดสอบระบบ Environmental Control and Life Support System หรือระบบพยุงชีพในสภาวะจริง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ความพร้อมของมนุษย์ก่อนที่จะไปสร้างฐานที่มั่นถาวรในภารกิจ Artemis III ต่อไป

การเคลื่อนย้ายจรวดออกจากอาคาร VAB นั้นเกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 17 มกราคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตรงกับช่วงเช้าของวันเดียวกันของเวลา ณ ฐานปล่อย โดยการเคลื่อนย้ายนั้นกินเวลาทั้งหมดราว 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว
การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ยังเป็นการการทดสอบ Integrated System ของโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินทั้งหมดที่จะต้องรองรับน้ำหนักมหาศาลและการจัดการในสเกลที่มนุษย์ไม่เคยทำมาก่อน ที่ NASA ได้ออกแบบใหม่เพื่อรองรับกับโครงการ Artemis โดยเฉพาะภายใต้ชื่อโครงการ Exploratio Ground Systems
ลำดับเวลาการประกอบร่าง SLS จากชิ้นส่วนสู่จรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลก
ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2024 กระบวนการประกอบจรวด SLS สำหรับภารกิจ Artemis II เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการภายในอาคาร VAB เมื่อชิ้นส่วนสำคัญอย่าง Core Stage ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับตึก 20 ชั้น เดินทางมาถึง Kennedy Space Center ด้วยเรือบรรทุก Pegasus ของ NASA ตามที่เรารายงานไปในข่าว NASA เริ่มประกอบจรวด SLS สำหรับภารกิจ Artemis II หลังจากนั้นทีมวิศวกรได้เริ่มต้นขั้นตอนการติดตั้ง Solid Rocket Boosters หรือ SRB ทั้งสองข้างเข้ากับฐานรองรับบน Mobile Launcher โดยกระบวนการนี้เป็นงานที่มีความละเอียดอ่อนสูงมาก เนื่องจากต้องวางบล็อกของบูสเตอร์แต่ละส่วนซ้อนกันให้ตรงตามแกนหลักเพื่อให้สามารถรับแรงขับดันมหาศาลได้ ต่อมาในช่วงปลายปี 2024 การยก Core Stage ขึ้นติดตั้งระหว่างบูสเตอร์ทั้งสองก็ได้เสร็จสมบูรณ์

เข้าสู่ช่วงต้นปี 2025 ทีมงานได้ดำเนินการติดตั้งส่วนบนของจรวดที่เรียกว่า Interim Cryogenic Propulsion Stage หรือ ICPS ซึ่งทำหน้าที่เป็น Upper Stage สำหรับการส่งยานออกจากวงโคจรโลก หลังจากนั้นจึงเป็นการติดตั้ง Orion Stage Adapter และตามด้วยการติดตั้งยาน Orion Spacecraft ที่ประกอบไปด้วย Crew Module และ Service Module เข้าที่ส่วนยอดของจรวด กระบวนการตลอดทั้งปี 2025 จึงเน้นไปที่การทำ Integrated Systems Test หรือการทดสอบระบบสื่อสารและซอฟต์แวร์ระหว่างภาคพื้นดิน ยานอวกาศ และคอมพิวเตอร์ควบคุมจรวด เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ Flight Termination System หรือระบบทำลายตัวเองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และระบบนำทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดสามารถทำงานสอดประสานกันได้ มีการ ติดตั้ง CubeSat ที่จะถูกปล่อยกับภารกิจ Artemis II จนทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ NASA ประกอบจรวด SLS และ Orion เสร็จแล้ว เตรียมปล่อย Artemis II ก่อนเดือนเมษายน 2026 ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการ Rollout ออกมายังฐานปล่อยในครั้งนี้
การเคลื่อนย้ายบนเส้นทาง Crawlerway สู่ฐานปล่อย LC-39B
หัวใจสำคัญของการเคลื่อนย้ายจรวดที่มีความสูงกว่า 98 เมตร และมีน้ำหนักรวมกว่า 2.6 ล้านกิโลกรัม คือเครื่องจักรขนาดมหึมาที่ชื่อว่า Crawler-Transporter 2 หรือ CT-2 ซึ่งเป็นรถตีนตะขาบที่ถูกใช้งานมาตั้งแต่ยุค Apollo แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับ SLS ตัวรถมีน้ำหนักกว่า 3 ล้านกิโลกรัม และทำหน้าที่ช้อนใต้โครงสร้าง Mobile Launcher 1 หรือ ML-1 ซึ่งเป็นหอคอยเหล็กที่สูงกว่า 115.8 เมตรที่เป็นฐานรองรับจรวด การเดินทางจากอาคาร VAB สู่ฐานปล่อย LC-39B มีระยะทางประมาณ 6.7 กิโลเมตร โดยใช้ความเร็วสูงสุดเพียง 1.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ความเร็วที่เชื่องช้านี้เป็นไปเพื่อรักษาความเสถียรของระบบ Inertial Measurement Unit หรือระบบวัดความเฉื่อยภายในยาน Orion ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนที่มากเกินไป

เส้นทางที่ใช้เคลื่อนย้ายนั้นมีชื่อเฉพาะว่า Crawlerway ซึ่งเป็นถนนสายพิเศษที่มีความกว้างเทียบเท่ากับทางหลวง 8 เลน สองเลนขนานกัน ตัวพื้นผิวถนนไม่ได้เป็นยางมะตอยหรือคอนกรีตทั่วไป แต่ถูกปูด้วย Alabama River Rock หรือหินแม่น้ำจากอลาบามาที่มีความหนากว่า 0.6 เมตร วางทับบนชั้นหินปูนป่นและหินบด เหตุผลที่ต้องใช้หินแม่น้ำเนื่องจากมีคุณสมบัติในการช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการเกิดประกายไฟจากการเสียดสีของตีนตะขาบโลหะ อีกทั้งยังช่วยกระจายน้ำหนักมหาศาลของ Crawler และจรวดไม่ให้กดทับจนชั้นดินด้านล่างเสียหาย

ในระหว่างการเคลื่อนที่ ระบบไฮดรอลิกบน CT-2 จะทำงานตลอดเวลาเพื่อรักษาระดับของ Mobile Launcher ให้ตั้งตรงอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ในช่วงที่ต้องเดินขึ้นทางลาดชัน 5 องศาก่อนถึงจุดติดตั้งบนฐานปล่อย LC-39B เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างของจรวดจะไม่เกิด Stress หรือความเครียดในวัสดุที่ไม่ได้ระบุไว้ในแบบแปลน
ก้าวต่อไปสู่ Wet Dress Rehearsal
หลังจากที่จรวดถูกยึดติดกับฐานปล่อย LC-39B เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือการทำ Wet Dress Rehearsal หรือ WDR ซึ่งเป็นการซ้อมใหญ่ในการเติมเชื้อเพลิง Liquid Hydrogen และ Liquid Oxygen เข้าสู่ตัวจรวดในสภาวะอุณหภูมิเย็นจัด หรือ Cryogenic สภาพการทำงานของระบบจ่ายเชื้อเพลิงจาก Mobile Launcher จะถูกทดสอบอย่างละเอียดร่วมกับการนับถอยหลังจำลองจนถึง 10 วินาทีก่อนการปล่อย ก่อนที่จะหยุดการทดสอบ หากผลการทดสอบ WDR เป็นที่น่าพอใจ ภารกิจ Artemis II จะมีกำหนดการปล่อยตัวอย่างเร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026

Launch Window ของภารกิจ Artemis II นั้น NASA ได้กำหนดโอกาสในการปล่อยยานไว้ทั้งหมด 16 ครั้ง โดยเริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ในวันที่ 6, 7, 8, 10 และ 11 ต่อด้วยเดือนมีนาคมในวันที่ 6, 7, 8, 9 และ 11 แล้วไปสิ้นสุดที่เดือนเมษายนในวันที่ 1, 3, 4, 5, 6 รวมถึงวันที่ 30 ซึ่งการกระจายวันปล่อยออกไปตลอดสามเดือนนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการคำนวณวงโคจรที่ซับซ้อนเพื่อให้สอดคล้องกับความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือทั้ง 4 คนที่จะเดินทางไปในเส้นทาง Free Return Trajectory หรือวิถีโคจรแบบย้อนกลับอิสระเพื่ออ้อมหลังดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ
สรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันปล่อย Artemis II และชมบรรยากาศการซ้อมขึ้นยาน
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co