Luna 15 - เมื่อโซเวียตส่งยานสำรวจไปโหม่งดวงจันทร์ระหว่างภารกิจ Apollo 11

Luna 15 – เมื่อโซเวียตส่งยานสำรวจไปโหม่งดวงจันทร์ระหว่างภารกิจ Apollo 11

ท่ามกลางเสียงเสียงเชียร์อย่างกึกก้องของผู้คนทั่วโลกกับการประสบความสำเร็จในการลงจอดของยาน Apollo 11 และการก้าวลงเหยียบบนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษยชาติ มียานสำรวจลำหนึ่งที่หอบเอาความหวังของชาวโซเวียตมุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์ด้วย มันคือความหวังสุดท้ายที่จะเอาชนะสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่กับการส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ แต่เป็นการนำ “ตัวอย่างดินของดวงจันทร์” กลับมายังโลกให้ได้ก่อนนั่นเอง

ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว

โครงการ Luna เป็นหนึ่งในโครงการสำรวจดวงจันทร์หลักของสหภาพโซเวียตมาช้านาน โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 ตัวโครงการเน้นไปที่การส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ ทั้งชนิดที่โคจรรอบดวงจันทร์ ไปจนถึงชนิดพุ่งชนและชนิดที่สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้

นับตั้งแต่ภารกิจ Luna 1 โครงการนี้ประสบกับทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ ยานส่วนใหญ่ล้มเหลวตั้งแต่ตอนส่งขึ้นไป (ทำให้ไม่ได้ใช้ชื่อ Luna) บางภารกิจเช่น Luna-1 เองก็พุ่งวืดผ่านดวงจันทร์ไปเลยเหมือนกัน แต่สิ่งที่ภารกิจนี้ทำสำเร็จก็มีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งยานไปโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก (Luna 1 นั่นเอง) ลงจอดพุ่งชนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (วัตถุที่สร้างโดยมนุษย์ชิ้นแรกที่ไปถึงดวงจันทร์) ในภารกิจ Luna 2, โคจรรอบดวงจันทร์และถ่ายภาพด้านไกลของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในภารกิจ Luna 3 ไปจนถึง Luna 9 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์แบบนุ่มๆได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ภาพแรกของด้านไกลของดวงจันทร์ ถ่ายโดยยาน Luna 3 (ที่มา OKB-1)

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทันที เมื่อสหรัฐประกาศที่จะส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ในปี ค.ศ. 1961 ซึ่งทำให้โซเวียตไม่เหลือทางเลือกใดอีกแล้วในการเอาชนะภารกิจ Apollo ของสหรัฐอเมริกา เพราะทั้งโครงการจรวด N1 ที่ก็ยังล้มเหลวอยู่ และโครงการการลงดวงจันทร์ของโซเวียตทั้งหมดในขณะนั้นก็ยังไม่ค่อยพร้อม

ภารกิจ Luna 15 จึงถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อไปลงดวงจันทร์ในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 สามวันก่อนภารกิจ Apollo 11 จะถูกส่งขึ้นไป พร้อมเป้าหมายในการนำตัวอย่างดินดวงจันทร์กลับมายังโลกให้ได้ก่อนสหรัฐอเมริกา นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “Moon Rock Race”

Luna 15

แท้จริงแล้วภารกิจ Luna 15 ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของโซเวียตในการนำตัวอย่างดินจากดวงจันทร์กลับมา ภารกิจก่อนหน้าที่มีรหัสว่า E-8-5-402 ถูกส่งขึ้นไปในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1969 แต่ก็ไปไหนได้ไม่ไกล เพราะจรวดท่อนที่สามไม่ทำงาน ทำให้ยานตกแป้กกลับสู่โลกในที่สุด

ทำให้ในภารกิจนี้โซเวียตได้นำเอาบทเรียนจากภารกิจก่อนหน้ามาปรับปรุงยานใหม่ทั้งหมด

ภาพถ่ายของยาน Luna 15-16 (ที่มา – NASA)

ยานสำรวจได้ขนเอาอุปกรณ์หลักไปด้วย 3 อย่าง นั่นก็คือ ระบบบันทึกภาพแบบสเตอริโอ, ระบบแขนกลและระบบเก็บตัวอย่างดินพร้อมแขนกล, เครื่องตรวจจับรังสี รวมไปถึงเซนเซอร์อื่น ๆ สำหรับวัดค่าในการลงจอดและระหว่างเดินทาง ซึ่งสามารถที่จะใช้ตรวจสอบสภาพรอบดวงจันทร์, สนามแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ และที่สำคัญคือการถ่ายภาพพื้นผิวและวิเคราะห์ตัวอย่างดินสำหรับส่งกลับมายังโลกนั่นเอง

ตัวยานมีน้ำหนัก 5,667 กิโลกรัมโดยประมาณ (ไม่นับรวมจรวดที่ส่งขึ้นไปนะ)

ความร่วมมือท่ามกลางการแข่งขัน

ถึงแม้ภารกิจ Luna 15 และ Apollo 11 จะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับ “การแข่งขัน” มากที่สุดในการชิงจ้าวแห่งดวงจันทร์ (ถึงแม้ภารกิจหนึ่งจะเป็นยานสำรวจ แต่อีกภารกิจได้มีมนุษย์ถึงสามคนเดินทางไปด้วย) แต่ทางสหภาพโซเวียตเองก็ได้ปล่อยข้อมูลเส้นทางการเดินทางของยานโดยละเอียดให้กับทางการสหรัฐ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการชนกันขึ้นระหว่างทาง (แต่ขออุบรายละเอียดของภารกิจไว้) นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันดีและความร่วมมือกันท่ามกลางยุคสงครามเย็นอันสุดแสนจะตึงเครียดนั่นเอง

สู่ดวงจันทร์

13 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 จรวด Proton K/D ได้ทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากฐานปล่อยจรวด Baikonur พร้อมกับยาน Luna 15 หลังจากประสบความสำเร็จในการปล่อยขึ้นสู่วงโคจร ยานได้ทำการโคจรรอบโลกเพื่อตรวจสอบระบบและการสื่อสารกับทางภาคพื้นดิน

จรวด Proton – K / Block D รุ่นเดียวกับที่ใช้ส่งยาน Luna 15 (ที่มา – Roskosmos)

หลังจากทำการตรวจสอบระบบเสร็จสิ้นแล้ว ยานก็ได้ถูกส่งเข้าสู่เส้นทางสำหรับมุ่งสู่ดวงจันทร์ทันที ด้วยความหวังที่จะแซงหน้า Apollo 11 ให้ได้ในการลงจอด

แต่แล้วระหว่างทางก็ดันเกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นจนได้ ศูนย์ควบคุมได้ตรวจพบระดับอุณหภูมิที่สูงผิดปกติในถังเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ S5.61

ถามว่ามันร้ายแรงขนาดไหน เจ้าตัวเครื่องยนต์ S5.61 นี่แหละคือสิ่งเดียวที่จะทำการส่งแคปซูลสำหรับเก็บตัวอย่างดินออกจากดวงจันทร์ และกลับมายังโลก ทำให้วิศวกรและทีมงานของภารกิจต้องรีบแก้ไขเส้นทางการโคจรของยาน Luna 15 โดยด่วน

วิธีอันชาญฉลาดที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ก็คือการหันยานให้ถังเชื้อเพลิงไม่ไปโดนแสงอาทิตย์โดยตรง นอกจากจะช่วยให้อุณหภูมิกลับมาเป็นปกติแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่ยานจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์ระหว่างทางอีกด้วย (ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็คงเป็นหายนะแน่ๆ)

ภาพของสแตมป์แสดงให้เห็นยาน Luna 16 กำลังส่งส่วนเก็บตัวอย่างกลับสู่โลกด้วย (คาดว่า) เครื่องยนต์ S5.61 (ยาน Luna 15 ก็ใช้ระบบเดียวกันเป๊ะ) (ที่มา – USSR Post)

หลังจากประคับประคองยานสำรวจที่เกือบจะเป็นระเบิดลูกย่อมๆมาจนถึงดวงจันทร์แล้ว และผ่านการปรับระบบไป 1 วันหลังจากวันปล่อย ยานก็ได้เข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1969

ตามกำหนดการ ทางศูนย์ควบคุมจะทำการปรับระบบของยาน 2 ครั้งในวงโคจรรอบดวงจันทร์ ในวันที่ 18 และ 19 ตามลำดับเพื่อที่จะนำยานสู่เส้นทางลงจอด แต่ปัญหาใหม่ก็ดันประดังเข้ามาเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือสภาพพื้นผิวดวงจันทร์ที่เลือกไว้นั้นไม่เหมาะสมต่อการลงจอด ทำให้เกิดการดีเลย์ตามมา

ศูนย์ควบคุมใช้เวลาถึง 4 วันในการทำแผนที่และวิเคราะห์พื้นที่ลงจอดใหม่ทั้งหมด (ต้องทำการติดต่อกับยานถึง 20 ครั้ง)

การปรับและแก้ไขระบบถูกเลื่อนมาทำในวันที่ 19 และ 20 แทน เพื่อให้ยานค่อยๆเข้าสู่เส้นทางลงจอดใหม่ (110 × 16 กม. และพร้อมเอียงถอยหลังลงที่ความชัน 127 องศา)

ไม่ถึง 6 ชั่วโมงหลังการปรับระบบครั้งสุดท้ายของยาน Luna 15 ยาน Eagle พร้อมด้วยลูกเรือ 2 คนคือ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ก็ได้ลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์ในที่สุด

ภาพประวัติศาสตร์ของ Neil Armstrong ในขณะที่เขากำลังจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ลงสัมผัสดวงจันทร์ (ที่มา – NASA)

เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังกึกก้องไปทั้งโลกเมื่อชาย 2 คนได้ก้าวลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ แต่แทบไม่มีใครรู้เลย ว่าเหนือขึ้นไปบนนั้น นอกจากยาน CMS นามว่า Columbia ก็ยังคงมียานสำรวจชื่อว่า Luna 15 ที่ยังโคจรอยู่ด้วยเช่นกัน…

ความหวังที่ช้าแต่ก็มา(ไม่)ถึง

ตามแผนการเดิมนั้น ยาน Luna 15 จะลงจอดไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากยาน Eagle แต่ด้วยปัญหามากมายที่ได้กล่าวไป ทำให้ทีมควบคุมต้องเลื่อนการลงจอดไปอีก 18 ชั่วโมง

จนกระทั่งในที่สุด หลังจากการติดต่อกับยานไปถึง 86 ครั้งและโคจรรอบดวงจันทร์ไปอีก 52 รอบ การทดสอบระบบของยาน Luna 15 ที่ระดับความสูงต่างๆก็เสร็จสิ้นลง ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ยานได้จุดเครื่องยนต์สำหรับลงจอดในที่สุด และค่อยๆลดระดับลงอย่างรวดเร็ว

ยังมีเวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่ยาน LM จะแยกตัวออกจากฐานไปรวมตัวกับโมดูล CSM ทางโซเวียตยังไม่หมดความพยายาม อย่างน้อยพวกเขาก็หวังที่จะให้ภารกิจประสบความสำเร็จในการนำตัวอย่างดินกลับมาให้ได้ ในตอนนี้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

ภาพของสแตมป์แสดงให้เห็นยาน Luna 16 กำลังลงจอดบนดวงจันทร์ ส่วนบนสุดคือส่วนเก็บตัวอย่างและแขนกลซึ่งพับเก็บไว้ทางด้านขวา เสาพร้อมแท่งรูปกรวยทางด้านซ้ายคือเสาอากาศสำหรับส่งสัญญาณ (ยาน Luna 15 มีหน้าตาเหมือนกัน) (ที่มา – USSR Post)

ในระหว่างที่ Neil และ Buzz เตรียมตัวที่จะจุดเครื่องยนต์เพื่อพุ่งออกจากดวงจันทร์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ยาน Luna 15 ก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้พื้นธรณีของพระจันทร์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างดูปกติดี อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ตามแผนแล้วเครื่องยนต์หลักจะต้องทำงานเป็นเวลา 267.3 วินาทีเป๊ะๆ เพื่อนำยานลงมาที่ระดับความสูงประมาณ 2.5 กิโลเมตร

4 นาทีหลังจากการแยกออกจากวงโคจรเพื่อลงจอด สัญญาณและการติดต่อสื่อสารทั้งหมดของยานก็ได้ขาดหายไปที่ระดับความสูง 3 กิโลเมตร

ความพยายามทั้งหมดสูญสลายไปในทันที ยาน Luna 15 หายไปจากระบบสื่อสารอย่างถาวร ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และไม่สามารถทำการติดต่อกลับไปได้อีกเลย…

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ยาน Eagle ก็ได้ทะยานออกจากดวงจันทร์เพื่อเตรียมพร้อมนำนักบินอวกาศทั้งสามกลับสู่ดาวโลกบ้านเกิด จะเหลือทิ้งไว้บนดวงจันทร์ก็เพียงอุปกรณ์และสิ่งของที่จงใจทิ้งไว้เช่นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์หรือนำกลับไปไม่ได้ (เช่นขยะและของเสียต่างๆ) เท่านั้น

หลังจากที่ยาน CSM กำลังเตรียมเดินทางกลับโลก หารู้ไม่ว่า ณ อีกจุดหนึ่งบนดวงจันทร์ เศษซากแห่งความหวังของชาวโซเวียตก็ได้นอนนิ่งอยู่อย่างสงบท่ามกลางพื้นฝุ่นของดวงจันทร์ เช่นเดียวกันกับขาตั้งและวัตถุอีกนับร้อยชิ้นที่ได้ลงหลักปักฐานเป็นครั้งสุดท้ายบนดาวบริวารเพียงหนึ่งเดียวของโลก…

ส่วนบนของยาน LM (Eagle) เตรียมเชื่อมต่อกับโมดูล CSM (Columbia) ยาน Luna 15 ได้พุ่งชนดวงจันทร์ไปเรียบร้อยแล้วในเวลาที่ภาพนี้ถูกถ่าย (ที่มา NASA)

ความล้มเหลวที่นำพาสู่ความสำเร็จ

ผลการวิเคราะห์พบว่ายาน Luna 15 น่าจะพุ่งเข้าชนกับด้านข้างของภูเขาบนดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูงถึง 480 กม./ชม. ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการจุดเครื่องยนต์ในระดับความสูงที่ผิด รวมถึงมีความเป็นไปได้ว่ายานจะลดระดับในมุมที่เฉียงเกินไปอีกด้วย

ยาน Luna 15 กระแทกพื้นผิวดวงจันทร์เลยจากจุดลงจอดประมาณ 28 กิโลเมตร ณ บริเวณ Mare Crisium (ละติจูด 17 องศาเหนือ ลองติจูด 60 องศาตะวันออก)

บริเวณ Mare Crisium (ที่มา – JMARS – NASA)

สิ่งหนึ่งที่ Luna 15 ทิ้งเอาไว้คือข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มีส่วนช่วยให้ภารกิจ Luna 16 ที่ตามมา 1 ปีให้หลังประสบความสำเร็จในการนำตัวอย่างดินปริมาณ 101 กรัม กลับมาได้ นี่อาจจะเป็นตัวเลขที่ดูน้อย แต่แท้จริงแล้วกระบวนการในการนำตัวอย่างที่ได้กลับมายังโลกนั้นนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หุ่นยนต์และระบบอัติโนมัติสามารถนำตัวอย่างจากดวงจันทร์กลับมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์เลย นับเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนายานสำรวจและภารกิจ Sample-Return (การนำตัวอย่างกลับมายังโลกนั่นเอง)

ภาพถ่ายโมเดลจำลองของยาน Luna 15-16 (ที่มา – Bembmv)

บทสรุป

ถึงแม้ภารกิจ Luna 15 จะประสบความล้มเหลว และสหรัฐอเมริกาก็ได้ชนะการแข่งขันการเป็นจ้าวแห่งดวงจันทร์ไปได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยภารกิจ Apollo (ที่ตามมาอีกตั้งแต่ Apollo 12-17 ยกเว้น 13 นะ) แต่การแข่งขันเพื่อนำยานสำรวจไปลงดวงจันทร์ก็ไม่เคยซบเทราลงเลยหลังจากวันนั้น

ในปัจจุบันหลายๆชาติเช่นจีนก็ได้ส่งยานสำรวจไปลงดวงจันทร์ด้วยเช่นกัน เช่นภารกิจ Chang’e 4 และล่าสุดเลยก็คืออิสราเอลกับภารกิจ Beresheet ที่เกือบจะสำเร็จเช่นเดียวกัน

Luna 15 อาจจะเป็นส่วนเล็กๆที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์เพียงเพราะความล้มเหลว แต่บทเรียนที่ Luna 15 ทิ้งเอาไว้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพลิกหน้าต่อไปของความพยายามในการสำรวจดวงจันทร์ด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

Luna 15 by NASA SSE
Luna 15 crash landed by The Telegraph
Luna 15 tracking by The Independent

Luna 15
Luna 16
Luna programme

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save