เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร ปัญหาสุขภาพร่ายกายของผู้ที่ขึ้นไปผจญภัยหรือเดินทางในอวกาศจึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อการป่วยบนอวกาศไม่ใช่เรื่องที่จะรักษาได้โดยง่ายทั้งด้วยเหตุผลว่าไม่มีโรงพยาบาล บุคลากรและอุปกรณ์ที่ครบครันในอวกาศ และถึงสมมติว่าทุกอย่างที่จำเป็นจะมีครบ มีสถานพยาบาลที่ดีที่สุดบนโลกตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ สภาวะ microgravity ก็สร้างความลำบากอีกไม่น้อย
เมื่อโรคหวัดทำพิษและนักบินเกือบก่อกบฏ ในภารกิจ Apollo 7
วันที่ 11 ตุลาคม 1968, 21 เดือนหลังจากหายนะของภารกิจ AS-204 หรือที่เราอาจรู้จักกันในชื่อ Apollo 1, ภารกิจ Apollo ที่มีมนุษย์อวกาศก็ได้ถูกปล่อยอีกครั้งจาก Launch Complex 34 ของแหลมแคนาเวอรัล ภารกิจนี้อาจได้รับการรู้จักจากที่มนุษย์ได้ส่งสัญญาณภาพไปออกอากาศทาง tv จากบนอวกาศเป็นครั้งแรก แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจไม่รู้คือ นี่ก็เป็นครั้งแรกในอวกาศที่นักบินอวกาศเกิดการก่อกบฏขึ้นเล็ก ๆ กับ ground control ระหว่างภารกิจ และหนึ่งในสาเหตุหลักของการก่อกบฏก็คือโรคหวัดนี่แหละ

Walter M. Schirra ผู้บัญชาการของภารกิจเกิดเป็นหวัดขึ้นมาหลังจากขึ้นบินไปได้ซักพัก ก่อนที่จะแพร่เชื้อไปให้นักบินอวกาศอีก 2 คน ถึงแม้การเป็นหวัดบนโลกจะย่ำแย่และอึดอัดเป็นอย่างมากแล้ว ก็ตงยังไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่ทั้ง 3 ต้องเจอในวันนั้น จากสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำมูกไม่ไหลลงออกทางช่องจมูก แต่ไปวนเวียนอยู่ภายในโพรงจมูกแทน ซึ่งก็น่าจะเดาได้ว่าน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก “ยานอวกาศเล็ก ๆ ที่แสนสบายของเราได้ถูกเปลี่ยนเป็นภาชนะบรรจุกระดาษทิชชู่ [ใช้แล้ว]” Walter Cunningham ผู้เป็นนักบิน lunar module ได้กล่าวในภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ยาแก้คัดจมูก 24 เม็ดถูกรับประทานโดยนักบินอวกาศทั้ง 3 ระหว่าง 10 วันในอวกาศ
การเป็นหวัดมันเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่กระตุ้นความหงุดหงิดของนักบินอวกาศที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนขึ้นบินที่ flight director ตัดสินใจขึ้นบินแม้วันนั้นอากาศจะย่ำแย่ หรือระบบห้องน้ำที่ห่วยแตก (ใครสนใจความแหวะของมันสามารถติดตามได้ในบทความนี้) และปัญหาอีกหลาย ๆ เรื่องจนพวกเขาทะเลาะกับ ground control อยู่บ่อย ๆ ครั้ง
การออกอากาศ tv ครั้งสำคัญ ก็มีเบื้องหลังที่นักบินอวกาศทะเลาะกับ ground control เพื่อขอให้เลื่อนการออกอากาศไปก่อนเป็นภายหลังการทดลองทำ rendezvous เสร็จ “โดยไม่มีการเจรจาไปมากกว่านี้” หรือการที่นักบินอวกาศทั้ง 3 คนยืนยันว่าจะไม่ใส่หมวกอวกาศระหว่างกลับยังโลกเพื่อที่จะได้เคลียร์หูตัวเองระหว่างทางได้ (พวกเขากลัวว่าถ้าไม่ทำมันจะไปทำลายพังหูเค้าให้เจ็บยิ่งไปกว่านี้ – ก็เข้าใจได้ระดับนึงนะ เป็นหวัดอาทิคย์นึงโดยทำอะไรไม่ได้เลยเนี่ย)

ภารกิจ Apollo 7 สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายไปได้ด้วยดี ถึงแม้นักบินอวกาศทั้ง 3 จะไม่ได้ขึ้นบินอีกเลย และยังเป็นนักบินอวกาศ Apollo ชุดเดียวที่ไม่ได้เหรียญ Distinguished Service Medal ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของ NASA จากภารกิจนั้น (Schirra เคยได้ไปแล้ว 2 รอบจากภารกิจ Mercury-Atlas 8 และ Gemini 6A) ภายหลังการกลับมาเลยทันที (ถูกพิจารณาให้ในปี 2008)
มาตรการสำคัญ การกักตัวก่อนขึ้นบิน เพราะกันไว้ดีกว่าแก้
ถึงแม้ภายหลังภารกิจ Apollo 7 ปัญหาเรื่องนักบินอวกาศเป็นป่วยก็ยังถูกพบอีกในภารกิจ Apollo 9 (แต่ครั้งนี้นักบินอวกาศทั้ง 3 เจออาการก่อนขึ้นบนทำให้ NASA ต้องตัดสินใจ reschedule การปล่อยออกไปจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็น 3 มีนาคม ซึ่งทำให้ NASA ต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการรักษาสภาพของจรวดให้พร้อม) นั่นน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ NASA เริ่มออกมาตรการที่จะกักตัวนักบินอวกาศไว้ระยะหนึ่งในสถานที่ปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คนจำนวนมากที่อาจเป็นพาหะของโรคหวัดได้
ในปัจจุบัน นักบินอวกาศจะถูกกักตัวเป็นเวลา 2 อาทิตย์ในสถานที่ควบคุม (Johnson กับ Kennedy Space Center ในอเมริกา หรือ Baikonur Cosmodrome ของรัสเซียนในคาซัคสถาน) ในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่นักบินอวกาศจะเตรียมพร้อมสำหรับการทำภารกิจและเตรียมความพร้อมร่างกายและสภาพจิตใจก่อนขึ้นไปบนอวกาศ ผู้คนที่จะมาพบปะกับนักบินอวกาศในช่วงนี้ได้จะต้องเป็นคนที่ได้รับการตรวจอย่างละเอียดและยืนยันจาก flight surgeon ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่เป็นพาหะนำโรคไปติดนักบินอวกาศ

ในวันที่ 9 เมษายนนี้ นักบินอวกาศ 3 คนจะนั่งจรวด Soyuz MS-16/62S ออกจาก Baikonur Cosmodome ในคาซัคสถานเพื่อไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ การระบาดของไวรัส COVID-19 อาจจะไม่ส่งผลต่อนักบินอวกาศทั้ง 3 มากนักเนื่องจากพวกเขาจะถูกกักตัว/ตรวจสุขภาพอย่างเข้มงวดก่อนขึ้น 2 สัปดาห์ตามมาตรฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือภารรยาและลูก ๆ ทั้ง 3 ของคุณ Chris Cassidy นักบินอวกาศชาวอเมริกันคนเดียวในภารกิจนี้ จะไม่ได้อยู่ส่งคุณ Chris Cassidy ที่ฐานปล่อยด้วย เนื่องจากมาตรการการคุมคนเข้า-ออกต่างสัญชาติของคาซัคสถาน รวมถึงกิจกรรมด้านสื่อมวลชนในวันปล่อยจะถูกงดเว้น และก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าจะไม่มีประชาชนคอยมารอส่งนักบินอวกาศเหมือนดังที่ผ่านมาในภารกิจเก่า ๆ
ส่วนสำหรับกรณีของไฟลท์ SpaceX Demo-2 ในโครงการ Commercial Crew Program ที่จะทดลองส่งนักบินอวกาศ 2 คนขึ้นไปบน ISS ด้วย Dragon 2 ภายในจรวด Falcon 9 ในช่วงเดือนพฤษภาคม นักบินอวกาศทั้ง 2 คนจะยังคงทำการเตรียมพร้อมสำหรับเที่ยวบินอยู่ (วันที่ 23 มีนาคม) พวกเขาจะถูกดูแลสุขภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรการ โดย Robert Behnken ผู้เป็นตำแหน่ง Pilot ของภารกิจได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่ากระบวนการเฝ้าระวังสำหรับพวกเขาจะไม่ต่างไปจากนักบินที่ Baikonur Cosmodome มากนัก

เรื่องเล่าเล็ก ๆ หลังจบภารกิจ: การกักตัวนักบินอวกาศหลังกลับจากดวงจันทร์ ในช่วงโครงการ Apollo 11 ถึง 14 นักบินอวกาศทั้ง 3 คนของภารกิจ (ยกเว้น Apollo 13 เพราะไม่ได้ไปลงดวงจันทร์) เมื่อกลับมาถึงโลกจะถูกกักตัวไว้ภายในภายในรถบ้านดัดแปลงที่มีชื่อเรียกเท่ ๆ ว่า Mobile Quarantine Facility หรือ MQF เนื่องจากเพื่อป้องกันผู้คนจะติดเชื้อต่าง ๆ ที่อาจจะมาจากดวงจันทร์ แต่ตั้งแต่ Apollo 15 เป็นต้นมา การกักตัวก็ถูกยกเลิกเพราะเราค่อนข้างมั่นใจระดับนึงแล้วว่าดวงจันทร์น่าจะสะอาดและไม่มีโรคติดต่ออยู่บนนั้น
Space Adaptation Syndrome (SAS) – ปัญหาการปรับตัวของนักบินอวกาศเมื่อขึ้นไปอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก
ถึงแม้นักบินอวกาศจะถูกตรวจอย่างละเอียดว่าไม่ติดโรคที่เป็นปัญหาใด ๆ จากบนโลก แต่สิ่งที่นักบินอวกาศเกินกว่าครึ่งต้องประสบเมื่อขึ้นไปอยู่บนอวกาศในช่วงแรก ๆ คือภาวะที่ร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวจาก microgravity ได้ โดยเราเรียกอาการนี้ว่า Space Adaptation Syndrome หรือ SAS ปัญหา SAS ที่ว่าเป็นผลกระทบจากระบบทรงตัวของมนุษย์ (ภายในหูชั้นใน) ไม่สามารถระบุทิศบนล่างได้เหมือนกับบนโลกที่มีแรงโน้มถ่วงคอยดึงไว้ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงค่า g อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนทำให้เกิด disorientation ของร่างกาย
อาการที่สามารถพบเจอได้จะมีความรุนแรงแตกต่างกันตามสภาวะร่างกายของนักบินแต่ละคน บางคนอาจแค่วิงเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้เล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจถึงอาเจียนเลยก็ได้
ร่างกายของนักบินอวกาศจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เพื่อให้คุ้นชินกับสภาวะไร้น้ำหนักจน SAS ลดน้อยลงหรือหายไป
ถุงอ้วก .. เพราะการที่นักบินอวกาศอาจจะอาเจียนในอวกาศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บนโลกจึงต้องสร้างถุงอาเจียนที่จะไม่เลอะเทอะในอวกาศแทน คุณ Chris Hadfield ต่างจากบนพาหนะบนโลกที่ถุงอาเจียนมักจะเป็นถุงกระดาษสี่เหลี่ยมธรรมดา ๆ ถุงอาเจียนบนสถานีอวกาศนานาชาติจะทำจากถุง Ziplock คุณภาพดีพร้อมทั้งมีที่เช็ดปากติดมาในตัวด้วย เมื่อนักบินอวกาศอาเจียนเสร็จแล้วก็สามารถใช้ที่เช็ดปากเช็ดปากก่อนที่จะยัดกลับลงถุง ล็อคซิปให้แน่น แล้วเอาไปทิ้งในถังขยะเปียก (ต้องระวังให้ดีในการเก็บ เพราะก็คงไม่มีใครอยากให้เศษอาหารจากกระเพาะอาหารนักบินอวกาศคนไหนลอยละล่องในสถานีอวกาศหรอกนะ)
ยาบนสถานีอวกาศนานาชาติ

ด้วยความที่เราไม่สามารถพกยาทุกตัวบนโลกในปริมาณที่นักบินอวกาศสามารถใช้ได้แบบเหลือ ๆ ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติได้ ยาที่ถูกนำขึ้นไปจึงต้องเกิดจากการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยนักเทคนิคการแพทย์บนพื้นโลก และใช้อย่างระมัดระวัง แต่ปัญหามันยังไม่ได้จบแค่นั้น เราได้พบว่ายาที่ใช้ในอวกาศจะหมดสมรรถภาพเร็วกว่าบนโลกจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งจาก radiation, สภาวะ microgravity, การสั่นสะเทือนหรือการจัดเก็บจึงต้องมีการเปลี่ยนยาที่ใช้บนสถานีทุก 6 เดือน

ในเดือนธันวาคมปี 2015 เว็บไซต์ governmentattic.org ได้ใช้สิทธิจาก Freedom of Information Act (FOIA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาในการขอให้ NASA เปิดเผยข้อมูลด้านการแพทย์บนสถานีอวกาศนานาชาติใน 7 ประเด็นคือ
- มาตรการการทำฟันฉุกเฉิน
- มาตรการการผ่าตัดไส้ติ่งฉุกเฉิน
- มาตรการการผ่านตัดถุงน้ำดีฉุกเฉิน
- คู่มือมาตรการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
- รายชื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์บนสถานีอวกาศ
- คู่มือการใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์บนสถานีอวกาศ
- กระบวนการพิธีการฝังศพในอวกาศ
ในเดือนมีนาคมปีถัดมา หน่วยงาน FOIA ของ Johnson Space Center ได้ตอบรีเควสกลับมาเป็นเอกสาร 62 หน้าในหัวข้อที่ 1,4,5 เนื่องจากไม่พบบันทึกในหัวข้อที่ 2,3,6 และ 7 โดยสามารถเข้าถึงได้ผ่านทาง National Aeronautics and Space Administration (NASA) Emergency Medical Procedures Manual for the International Space Station (ISS) [partial], 2016
เคส (study) ฉุกเฉิน เมื่อนักบินอวกาศเป็นลิ่มเลือดอุดตัน
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยว่ามีนักบินอวกาศคนหนึ่งบน ISS เกิดลิ่มเลือดที่บริเวณลำคอ (ซึ่งโดยปกติแล้วควรไปพบแพทย์ทันที) ในช่วงเดือนที่ 2 จากระยะภารกิจ 6 เดือน บนสถานีอวกาศนานาชาติ สิ่งที่ NASA ทีเพื่อรับมือกับเรื่องนี้คือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถึงวิธีการที่เหมาะสมในการรักษา รวมถึงคำนวนโดสยาที่เหมาะสมที่เพียงพอต่อการ supply ให้นักบินจนกว่า cargo resupply ใหม่จะถูกส่งมา และนักบินอวกาศไม่เป็นอะไรไปซะก่อน
โดยสรุปแล้ว นักบินอวกาศได้ใช้ยา Enoxaparin ที่มีคุณสมบัติในการเจือจางเลือด ผ่านการฉีดเข้าผิวหนังเป็นเวลา 40 วัน ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ยา Apixaban ที่ส่งมาถึงในวันที่ 43 ไปเรื่อย ๆ จนถึง 4 วันก่อนกลับมายังโลก โดยไม่จำเป็นต้องรับการรักษาต่อ การรักษานี้ทำไปพร้อมกับการวินิจฉัยโดยให้นักบินอวกาศ ultrasound คอตัวเองอยู่เรื่อย ๆ โดยได้รับคำแนะนำจากทีมนักรังสีวิทยาบนโลก และเป็นโชคดีที่ไม่เจอผลกระทบตีกลับมาจากการรักษา
Next Step
ตั้งแต่ในอดีต มนุษย์ได้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาและเอาชนะความเจ็บป่วยของมนุษย์ในการสำรวจอวกาศมาตลอด ในปัจจุบัน หน่วยงานด้านอวกาศได้พยายามอย่างหนักเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัวนักบินอวกาศด้วยมาตรการต่าง ๆ มากมายอย่างการกักตัว การมีที่ปรึกษาด้านการแพทย์ที่พร้อมสแตนบายอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนเริ่มภารกิจจนจบ หรือ policy สำหรับนักบินอวกาศในกรณีฉุกเฉิน (อย่างที่แนบไว้ข้างต้น) แต่มันดีพอแล้วหรือยัง?

ในอนาคตหากเราตั้งเป้าหมายจะเดินทางไปยังที่ ๆ ไกลขึ้นหล่ะ ในปริมาณผู้โดยสารที่มากกว่าเดิมหล่ะ ? อย่างที่เราได้เคยเขียนไว้ในบทความที่ผู้อ่านอาจเคยเห็นผ่าน ๆ ตามาบ้าง ว่าการอยู่ในอวกาศส่งผลกระทบกับมนุษย์แค่ไหน (คำตอบ: อย่างมาก) สภาวะ microgravity ทำให้กล้ามเนื้อลีบลง, มวลกระดูกลดลง, การทำงานของของเหลวในร่างกายผิดปกติ radiation ทำให้ dna ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งระยะเวลานานขึ้นเท่าไหร่ผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้นแค่นั้น แล้วถ้าเกิดประเด็นที่ใหญ่กว่านี้หล่ะ ? ถ้ามีคนเกิดหัวใจล้มเหลวต้องผ่าตัดด่วนในอวกาศเราจะทำได้อย่างไร ปัญหาที่มากมายอย่างความสะอาดของอากาศ หรือเลือดที่จะไม่ติดอยู่กับร่างกายแต่รวมกันเป็นก้อน blob กลม ๆ จะตามมา ในปัจจุบันองค์การต่าง ๆ ได้พยายามศึกษาหากุญแจถึงวิธีแก้ปัญหาในประเด็นเหล่านี้อย่างไม่หยุดผ่านการวิจัยต่าง ๆ มากมายทั้งบนโลกและบนอวกาศ
เราก้าวออกจากพื้นโลกที่เป็นแผ่นดินเกิดของเรา ไปยังอวกาศซึ่งเป็นพรมแดนอย่างสุดท้ายที่เราจะเข้าใจ เราเรียนรู้ถึงความยากลำบากที่จะเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน พบเจอกับสภาวะอันแปลกประหลาด แต่เราก็เลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงนั้นเพื่อตอบคำถามและความอยากของตัวเอง มีเรื่องอีกมากที่ยังต้องเรียนรู้และทดลองกันต่อไปอย่างรอบคอบระมัดระวัง มนุษย์ได้ท้าทายกฎของธรรมชาติมานักต่อนัก สร้างสิ่งมหัศจรรย์ (และเลวร้าย) หลายอย่างขึ้นมาหลายสิ่งหลายอย่าง และก็คงจะเป็นอย่างนั้นต่อไปตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่และมนุษย์ยังคงมีไฟที่จะสงสัยและเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด