อัพเดทล่าสุด ผู้อำนวยการ NASA Jared Isaacman ได้ออกมาโพสต์เองโดยระบุข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจการปรับตารางปล่อยครั้งนี้ ไม่ทัน Launch Window เดือนกุมภาพันธ์ตามที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ล่าสุด NASA ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ภารกิจ Artemis II จะถูกเลื่อนกรอบเวลาการปล่อยออกไปเป็นช่วงเดือนมีนาคม 2026
ในช่วง 5 นาทีก่อนการปล่อย ระบบควบคุมการปล่อยจากภาคพื้นต้องสั่งหยุดการทดสอบ หลังอัตราการรั่วไหลเพิ่มสูงเกินกว่าขอบเขตที่ยอมรับได้ นอกจากประเด็นการรั่วไหลแล้ว การทดสอบครั้งนี้ยังเผชิญปัจจัยเสริมหลายด้าน ทั้งงานปิดผนึกหรือ Closeout ยาน Orion ที่ใช้เวลานานกว่ากำหนด ปัญหาสัญญาณเสียงจากภาคพื้นขาดหายเป็นช่วง ๆ รวมถึงผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็นที่ทำให้กล้องบางตัวทำงานได้ไม่สมบูรณ์
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของภารกิจ Artemis II จาก Launch Complex 39B ณ Kennedy Space Center ในการทดสอบ Wet Dress Rehearsal หรือการซ้อมเติมเชื้อเพลิงเสมือนจริงของภารกิจ Artemis II ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดที่น่าประทับใจ โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เวลาประมาณห้าทุ่ม ตามเวลาประเทศไทย และกินเวลายาวนานไปจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์
แม้ว่าทีมงานภาคพื้นดินจะต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากปัญหาการรั่วไหลของ Liquid Hydrogen หรือไฮโดรเจนเหลว บริเวณส่วนเชื่อมต่อกับจรวด แต่ด้วยความอดทนและการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมทำให้กระบวนการบรรจุเชื้อเพลิงดำเนินไปจนเสร็จสิ้นในช่วงเวลาประมาณ 9:00 ของเช้าวันใหม่ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ความเสถียรของจรวด Space Launch System ในการเตรียมความพร้อมเพื่อพามนุษยชาติกลับไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้ง
สามารถอ่านรายละเอียดของภารกิจในภาพรวมได้ในบทความ สรุปรายละเอียดทั้งหมดที่ควรรู้ของ Artemis II ปล่อยวันไหน เดินทางอย่างไร ลำดับเหตุการณ์

จรวด Space Launch System ของภารกิจ Artemis II นี้ ถือเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนที่ต้องบรรจุเชื้อเพลิงในสภาวะอุณหภูมิต่ำสุดขั้ว หรือ Cryogenic Propellant ในปริมาณรวมกันมากกว่า 2.8 ล้านลิตร โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือส่วน Core Stage และส่วน Interim Cryogenic Propulsion Stage หรือจรวดขับดันส่วนบน
ในส่วนของ Core Stage หรือจรวดท่อนแรกนั้นนั้น ต้องบรรจุ Liquid Hydrogen หรือไฮโดรเจนเหลว ปริมาณมหาศาลถึง 2,000,000 ลิตร ที่อุณหภูมิลบ 253 องศาเซลเซียส และ Liquid Oxygen หรือออกซิเจนเหลว อีกประมาณ 740,000 ลิตร ที่อุณหภูมิลบ 183 องศาเซลเซียส ส่วนจรวดส่วนบนอย่าง ICPS นั้นใช้ Liquid Hydrogen อีกประมาณ 90,000 ลิตร และ Liquid Oxygen อีกประมาณ 23,000 ลิตร
ลำดับเหตุการณ์และการจัดการปัญหารั่วไหลที่รอยต่อ TSM-U
ในช่วงเริ่มต้นของขั้นตอนการบรรจุเชื้อเพลิงในคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย ทีมวิศวกรตรวจพบความผิดปกติบริเวณ Tail Service Mast Umbilical หรือ TSM-U ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ Umbilical หลักที่ทำหน้าที่ส่งเชื้อเพลิงจากฐานปล่อยเข้าสู่ตัวจรวด โดยพบค่าความเข้มข้นของ Liquid Hydrogen รั่วไหลออกมาสูงเกินกว่าเกณฑ์ความปลอดภัย ทำให้ Launch Director ต้องสั่งหยุดการไหลของเชื้อเพลิงถึงสองครั้ง การรั่วไหลที่เกิดขึ้นในจุดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความดันในถังเก็บ เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นโมเลกุลที่เล็กและว่องไวที่สุด มันจึงพยายามแทรกตัวผ่านรอยซีลของวาล์วทุกจุดที่เกิดการหดตัวจากความเย็น
อย่างไรก็ตาม ทีมงานไม่ได้ตัดสินใจยกเลิกการทดสอบ แต่ใช้กลยุทธ์การปรับสมดุลความดันและเข้าสู่ช่วง Topping Mode หรือการค่อย ๆ เติมเชื้อเพลิงในอัตราที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดดันต่อจุดรั่วไหล กระบวนการที่ละเอียดอ่อนนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการตรวจสอบเซนเซอร์นับพันตัว จนกระทั่งสามารถควบคุมระดับการรั่วไหลให้อยู่ในเกณฑ์ที่คาดการณ์ได้ และพิสูจน์ว่าระบบสนับสนุนภาคพื้นดินมีศักยภาพเพียงพอที่จะประคองสถานะของจรวดไว้ได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อเวลาเดินทางเข้าสู่ช่วงเช้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ความพยายามตลอดทั้งคืนก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อถังเชื้อเพลิงยักษ์ของทั้ง Core Stage และ ICPS ถูกเติมจนเต็มพิกัดความจุในช่วงเวลาประมาณ 6:00 หลังจากนั้นระบบจึงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Replenish Mode ซึ่งเป็นสภาวะการเติมเชื้อเพลิงส่วนที่ระเหยกลายเป็นก๊าซหรือ Boil-off กลับเข้าไปตลอดเวลาเพื่อรักษาความหนาแน่นและพลังงานของเชื้อเพลิงไว้ให้สูงสุด
การทดสอบครั้งนี้ยังรวมถึงการเพิ่มช่วงเวลา Hold นาน 40 นาที เพื่อทดสอบความอึดของระบบในการรักษาสภาวะ Flight-Ready ท่ามกลางการรั่วไหลที่ยังคงมีอยู่เล็กน้อยแต่เสถียร การที่จรวด SLS สามารถรักษาระดับเชื้อเพลิงได้เต็มถังจนจบการซ้อม คือเครื่องยืนยันว่าเราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านวัสดุศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เวลาประมาณ 7 โมงเช้า ตามเวลาประเทศไทย ในขณะที่ระบบเชื้อเพลิงเข้าสู่สภาวะเสถียร ทีม Closeout Crew และทีม Pad Rescue Team ของภารกิจ Artemis II ได้มุ่งหน้าเข้าสู่ฐานปล่อย 39B เพื่อเริ่มขั้นตอนการเตรียมความพร้อมในส่วนของลูกเรือ โดยทีม Closeout Crew จะเดินทางไปยัง White Room ซึ่งเป็นห้องควบคุมสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของ Crew Access Arm บน Mobile Launcher พื้นที่ส่วนนี้เปรียบเสมือนด่านสุดท้ายที่นักบินอวกาศจะใช้ในการก้าวเข้าสู่ยาน Orion ในวันปล่อยจริง โดยอ่านรายละเอียได้จาก สรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันปล่อย Artemis II และชมบรรยากาศการซ้อมขึ้นยาน
ภารกิจของทีม Closeout Crew ในการทดสอบ Wet Dress Rehearsal ครั้งนี้คือการปิด Hatch หรือประตูของยานอวกาศ การตรวจสอบ Hatch Seals เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของรอยปิดผนึก และการประเมินสภาวะแวดล้อมภายในยานเพื่อให้แน่ใจว่าทุกระบบพร้อมสำหรับการรับตัวนักบินอวกาศในขั้นตอน Terminal Countdown Sequence การทำงานในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของภารกิจ เนื่องจากการเตรียมพื้นที่ White Room และการตรวจสอบประตูยานอย่างละเอียดท่ามกลางสถานะที่จรวดเต็มไปด้วยเชื้อเพลิง คือการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดก่อนที่การเดินทางรอบดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์จะเริ่มขึ้นในลำดับถัดไป
ทำความเข้าใจว่าไฮโดรเจนรั่วไม่ได้แปลว่าจรวดไม่ดี
เหตุผลที่ทีมงาน NASA ต้องเผชิญกับปัญหาการรั่วไหลซ้ำ ๆ ในภารกิจ Artemis II และโครงการอวกาศอื่น ๆ ที่ใช้ Liquid Hydrogen มีรากฐานมาจากคุณสมบัติทางกายภาพของธาตุชนิดนี้อย่างน้อย 3 ประการ ประการแรกคือ ขนาดโมเลกุล (Molecular Size) ไฮโดรเจนคือโมเลกุลที่เล็กที่สุดในจักรวาล ทำให้มันสามารถแทรกซึมผ่านรอยแยกขนาดไมโครเมตร หรือแม้แต่ผ่านโครงสร้างโมเลกุลของวัสดุบางชนิดได้ การออกแบบซีลปิดผนึกที่รอยต่อ Umbilicals จึงต้องมีความละเอียดแม่นยำสูงมาก เพราะช่องว่างเพียงนิดเดียวก็สามารถกลายเป็นทางด่วนให้ไฮโดรเจนรั่วไหลออกมาได้ทันที
ประการที่สองคือ อุณหภูมิเยือกแข็ง Cryogenic Temperature ไฮโดรเจนเหลวมีอุณหภูมิใช้งานอยู่ที่ลบ 253 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าจุด Absolute Zero หรือศูนย์สัมบูรณ์เพียงแค่ประมาณ 20 องศาเซลเซียสเท่านั้น เมื่อวัสดุที่เป็นโลหะหรือโพลิเมอร์สัมผัสกับความเย็นระดับนี้ จะเกิดปรากฏการณ์หดตัวของวัสดุอย่างรุนแรงหรือ Thermal Contraction ทำให้รอยต่อที่เคยปิดสนิทในอุณหภูมิปกติเกิดการเผยอออกมา การรั่วไหลที่จุด TSM-U ในระหว่างการเติมเชื้อเพลิงจึงมักเกิดจากการที่ชิ้นส่วนเครื่องกลเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดในระดับที่วิศวกรต้องคำนวณเผื่อไว้ล่วงหน้าอย่างมหาศาล
สุดท้ายคือ ความหนาแน่นต่ำและการระเหยง่าย Low Density and High Boil-off ไฮโดรเจนมีพลังงานต่อน้ำหนักสูงมากแต่กลับมีความหนาแน่นต่ำ ทำให้จรวด SLS ต้องใช้ถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เพื่อบรรจุไฮโดรเจน 2 ล้านลิตร และด้วยความที่มันพร้อมจะระเหยกลายเป็นก๊าซอยู่ตลอดเวลา หรือการ Boil-off แม้อยู่ในถังที่มีฉนวนกันความร้อนอย่างดี ทำให้ระบบต้องอยู่ในสภาวะ Replenish Mode หรือการเติมทดแทนอยู่ตลอดการนับถอยหลัง แม้การจัดการกับไฮโดรเจนจะเป็นฝันร้ายทางวิศวกรรม แต่ด้วยค่า Specific Impulse หรือแรงขับจำเพาะที่สูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ทำให้มันยังคงเป็นทางเลือกหลักในการพามวลมนุษยชาติข้ามผ่านแรงโน้มถ่วงของโลกไปยังดวงจันทร์ในยุค Artemis นี้
ภารกิจ Artemis II กำลังบอกเราว่าการเดินทางที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ได้วัดกันที่ความราบรื่นเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถในการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาและเดินหน้าต่อจนถึงเป้าหมาย การที่ทีมงานสามารถพาจรวดเข้าสู่สภาวะเสถียรได้สำเร็จคือเครื่องเตือนใจว่าความฝันในการเป็นสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนหลายดาวเคราะห์นั้นต้องแลกมาด้วยความอดทนและการเรียนรู้ที่ไม่มีสิ้นสุด และความพยายามในครั้งนี้เองที่จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการก้าวเดินของมนุษยชาติในอนาคตนั่นเอง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co