เคยสงสัยกันไหมว่า ภาพโลกที่เต็มไปด้วยกระแสลมหลากหลายสี ภาพสนามแม่เหล็กที่มองไม่เห็นด้วยตา ภาพยานอวกาศกำลังเดินทางผ่านระบบสุริยะ หรือ Animation สวย ๆ ที่เราเห็นกันอยู่บ่อยครั้งในวิดีโอของ NASA รวมถึงสารคดีวิทยาศาสตร์ทั่วโลกนั้นมาจากไหน และภาพเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นตอนไหนกันแน่
หลายครั้งภาพเหล่านี้ดูดีเสียจนเราอาจเผลอคิดไปว่า NASA คงไปจ้าง Production House หรือ Agency สักแห่งมานั่งทำให้ หลังจากนักวิทยาศาสตร์ทำภารกิจเสร็จแล้วและถึงเวลาต้องเอาเรื่องยาก ๆ มาเล่าให้คนทั่วไปฟัง แต่ความจริงกลับน่าสนใจกว่านั้น เพราะ NASA มีโครงสร้างสำหรับสร้าง Scientific Visualization อยู่ภายในหน่วยงานของตัวเอง และหนึ่งในศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดก็คือ Scientific Visualization Studio หรือ SVS ซึ่งตั้งอยู่ที่ NASA Goddard Space Flight Center




สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การที่ NASA มีทีมทำภาพสวย ๆ เป็นของตัวเอง แต่คือวิธีคิดเบื้องหลังที่ไม่ได้มอง Visualization เป็นเพียงของประกอบงานประชาสัมพันธ์ในช่วงท้ายของภารกิจ หากแต่มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำความเข้าใจและส่งต่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ข้อมูลดิบ แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ Simulation ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงการอธิบายว่า Space Mission หนึ่งกำลังจะทำอะไร ไปที่ไหน วัดอะไร และข้อมูลที่ได้กลับมาจะมีหน้าตาอย่างไร
ภาพสวยของ NASA ไม่ได้เกิดขึ้นตอนต้องทำ PR
แน่นอนว่าไม่ใช่ภาพทุกภาพของ NASA จะถูกสร้างโดย SVS และก็ไม่ได้หมายความว่า Mission ทุก Mission จะต้องส่ง Visualization เข้า SVS ตั้งแต่ขั้น Mission Design แบบเป็นข้อบังคับตายตัว แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากวิธีการทำงานของ NASA คือเรื่อง Visual Material ไม่ได้ถูกโยนไปให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์คิดเอาเองตอนท้ายว่า “เดี๋ยวค่อยหาภาพมาประกอบ”

ที่ NASA Goddard เองยังมี Ecosystem ของทีมที่รับผิดชอบงานลักษณะนี้หลายแบบ Scientific Visualization Studio เน้นการสร้าง Data-driven Visualization จากข้อมูลและแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่ Conceptual Image Lab หรือ CI Lab จะทำงานกับภาพและ Animation เชิงแนวคิด เช่น รูปร่างและการทำงานของยานอวกาศ การ Deploy อุปกรณ์ หรือเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถส่งกล้องไปถ่ายภาพจริงได้ ส่วน Goddard Media Studios หรือ GMS จะเน้นงาน Video Production, Interview และ Media Material สำหรับสาธารณะ โดยตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา SVS ก็เริ่มรวบรวมผลงานจาก CI Lab และ GMS เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เวลา NASA มี Mission ใหม่ เราจึงมักเห็น Material จำนวนมากปรากฏออกมาก่อนที่ยานจะออกจากโลกเสียอีก ตั้งแต่ Animation ของการปล่อยจรวด การแยกตัวของยาน การ Deploy Solar Array หรือ Antenna, Orbit และ Trajectory, Instrument Diagram, Beauty Pass ของยาน ไปจนถึง Interview นักวิทยาศาสตร์และ B-roll ของขั้นตอนการประกอบและทดสอบยาน
อย่างในกรณีของ IMAP หรือ Interstellar Mapping and Acceleration Probe ภารกิจที่เดินทางไปประจำการบริเวณจุดสมดุล Lagrange Point 1 หรือ L1 เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Solar Wind กับ Interstellar Medium และกระบวนการเร่งอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ NASA ก็เตรียม Material เอาไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ Data Visualization แสดงการเดินทางของยานจากโลกไปยัง L1 ไปจนถึง Conceptual Animation ที่อธิบายตำแหน่งของยานและบริบทของภารกิจ โดยแต่ละชิ้นยังมีไฟล์ให้ดาวน์โหลดตั้งแต่ MP4 ความละเอียด Full HD และ 4K ไปจนถึง ProRes และภาพนิ่งสำหรับนำไปใช้งานต่อ

Material เหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพราะวันหนึ่งมีคนบอกว่าต้องทำคลิปลง Social Media แต่ถูกจัดเตรียมให้เป็น Resource ของ Mission ที่นักข่าว ผู้ผลิตสารคดี นักวิทยาศาสตร์ หรือทีม Communication สามารถหยิบไปใช้ต่อได้ในหลายบริบท ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเรารอจน Mission ใกล้ปล่อยแล้วถึงค่อยถามว่า เราจะอธิบายเรื่องนี้กับคนอย่างไรดี หลายครั้งตอนนั้นก็สายเกินไปแล้วนั่นเอง
จากห้อง Visualize เล็ก ๆ ที่ Goddard สู่คลังภาพวิทยาศาสตร์ของ NASA
Scientific Visualization Studio เองมีประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1990 เมื่อ Jim Strong ก่อตั้งหน่วยงานขึ้นที่ NASA Goddard Space Flight Center ก่อนที่ Horace Mitchell จะเข้าร่วมในปี 1991 และต่อมากลายเป็นหัวหน้าของ Studio เป็นเวลายาวนานจนถึงปี 2019 ปัจจุบันทีมหลักของ SVS มี Visualizer ราว 15 คน หลายคนทำงานอยู่กับ Studio มานานหลายสิบปี และพื้นฐานของคนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้าน Graphic Design แต่มีตั้งแต่ Astronomy, Planetary Science, Climatology, Cartography ไปจนถึง 3D Modeling และ Computer Graphics

ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษ 2000 ทีม SVS ยังทดลองกับระบบ Virtual Reality และการแสดงข้อมูลขนาดใหญ่ในหลายรูปแบบ ก่อนที่องค์ความรู้ส่วนหนึ่งจะพัฒนาไปสู่ระบบ NASA Hyperwall ซึ่งเป็นจอความละเอียดสูงขนาดใหญ่สำหรับแสดง Visualization และ Dataset จำนวนมหาศาลในงานประชุมวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และกิจกรรม Outreach ปัจจุบัน NASA Science ถึงกับอธิบายคลังของ SVS ว่าเป็นหนึ่งใน Repository ของ Scientific Visualization ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Resource เหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกทำมาเพื่อเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกนำไปใช้กับ Planetarium, Hyperwall, NOAA Science on a Sphere, Museum Exhibition ไปจนถึง VR
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราน่าจะมอง SVS ว่าเป็นมากกว่า “ทีม Graphic ของ NASA” เพราะสิ่งที่มันทำมีลักษณะใกล้เคียงกับ Scientific Infrastructure สำหรับการทำให้ข้อมูลสามารถถูกมองเห็นได้มากกว่า
Visualization, Animation และ B-roll ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ของ Scientific Visualization Studio เราจะพบว่าเนื้อหาถูกแบ่งออกทั้งตามหมวดวิทยาศาสตร์ เช่น Earth, Planets & Moons, Sun และ Universe รวมถึงแบ่งตามชนิดของ Material เช่น Visualization, Animation, Produced Video, B-roll, Hyperwall Visual, Infographic, Interactive และ Gallery ซึ่งแต่ละคำอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีวิธีคิดและวัตถุประสงค์ต่างกันพอสมควร
Visualization มักเริ่มต้นจาก Data หรือ Model ทางวิทยาศาสตร์จริง เช่น ข้อมูลอุณหภูมิของโลก กระแสน้ำในมหาสมุทร สนามแม่เหล็ก การกระจายตัวของ Aerosol หรือตำแหน่งของยานอวกาศ ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมา Mapping เข้ากับสี รูปร่าง ตำแหน่งและเวลา เพื่อทำให้ Pattern ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลสามารถมองเห็นได้ ส่วน Animation อาจใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถถ่ายภาพจริงได้ เช่น ยานกำลัง Deploy Solar Array หรือการเดินทางของยานผ่านอวกาศ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็น Data Visualization โดยตรง แต่ก็ยังต้องอ้างอิง Engineering Design และข้อมูลของ Mission อย่างถูกต้อง

ในขณะที่ B-roll คือ Footage ที่เตรียมไว้สำหรับให้สื่อหรือผู้ผลิตรายการหยิบไปประกอบข่าวและสารคดี เช่น ภาพยานใน Cleanroom ภาพการประกอบ Instrument หรือภาพนักวิทยาศาสตร์กำลังทำงาน ส่วน Produced Video ก็เป็นเนื้อหาที่ถูกนำ Resource เหล่านั้นมาเรียบเรียงจนกลายเป็นเรื่องราวสมบูรณ์อีกทีหนึ่ง

จึงไม่แปลกที่เวลาเราเปิดหน้า Mission หนึ่งใน SVS จะไม่ได้พบเพียงคลิปสำเร็จรูปหนึ่งตัว แต่บางครั้งมีตั้งแต่ไฟล์ PNG ความละเอียดสูง Image Sequence, MP4 หลาย Resolution, ProRes, Caption, Presentation ไปจนถึง Material ที่เตรียมไว้สำหรับ Hyperwall เพราะ NASA ไม่ได้คิดว่า “เราทำคลิปหนึ่งตัวแล้วจบ” แต่กำลังคิดว่าตัวเองกำลังสร้าง Resource ซึ่งคนอื่นจะต้องหยิบไปประกอบงานต่อได้อีก
Scientific Visualization ไม่ใช่งานของ Graphic Designer คนเดียว
อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ SVS ไม่ได้ทำงานเหมือน YouTube ที่ใครก็สามารถ Upload อะไรเข้าไปได้ NASA ระบุว่า SVS ทำงานร่วมกับ Scientist ทั้งภายใน NASA และนักวิจัยจาก Academic Community โดยรับ Collaboration จากทั้ง NASA Researcher และบุคคลภายนอก แต่เว็บไซต์ไม่ได้เปิด Public Submission ให้คนทั่วไป Upload Visualization เข้า Repository ได้เอง
แต่ละชิ้นงานจึงมี Metadata ค่อนข้างละเอียด ระบุว่า Material ถูกสร้างโดย Studio ไหน เกี่ยวข้องกับ Mission หรือ Dataset ใด รวมถึง Credit ของ Scientist, Visualizer, Animator, Producer และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หากลองเปิดงานของ SVS สักชิ้นจะเห็นได้ทันทีว่า Scientific Visualization แทบไม่เคยเป็นผลงานของ “Graphic Designer คนหนึ่ง” เพราะโดยธรรมชาติแล้วมันต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างคนที่รู้จักข้อมูล คนที่รู้จัก Physics ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และคนที่รู้ว่าจะ Represent สิ่งเหล่านั้นด้วยภาพอย่างไร คนที่รู้ว่าภาพสวยหรือไม่ กับคนที่รู้ว่าภาพนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน และ Scientific Visualization ที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนสองกลุ่มนี้คุยกันรู้เรื่อง
ทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์มองเห็นได้
ตรงนี้เองคือปรัชญาที่น่าสนใจที่สุดของ Scientific Visualization เพราะหน้าที่ของมันไม่ใช่เพียงการทำให้วิทยาศาสตร์ “ดูง่าย” เท่านั้น แต่มันคือการหาวิธี Mapping สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้โดยตรง ให้เข้ามาอยู่ในระบบการมองเห็นของเรา สนามแม่เหล็กไม่มีสี รังสี Cosmic Ray ไม่ได้ทิ้งเส้นเรืองแสงลากผ่านอวกาศ Carbon Dioxide ในบรรยากาศไม่ได้มีสีแดง และดาวเทียมก็ไม่ได้ลากเส้น Orbit ทิ้งเอาไว้ด้านหลังขณะที่มันโคจรรอบโลก สี เส้น รูปร่าง การเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่ง Scale ที่เราเห็นในภาพเหล่านี้ล้วนเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อ Represent ข้อมูลอีกชั้นหนึ่ง

ดังนั้นโจทย์ของ Scientific Visualization จึงไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คนเข้าใจง่าย” แต่ต้องถามต่อไปด้วยว่า Representation แบบใดสามารถช่วยให้มนุษย์มองเห็น Pattern ในข้อมูล โดยยังรักษาความหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้ บางครั้งการทำ Visualization ที่ถูกต้องอาจถึงขั้นต้องบิดความจริงทางกายภาพบางอย่างโดยตั้งใจ ตัวอย่างเช่น Visualization ของ Carbon Dioxide ในบรรยากาศที่ SVS เคยสร้างขึ้น มีการขยาย Vertical Scale ของชั้นบรรยากาศมากกว่าความเป็นจริงหลายร้อยเท่า เพื่อให้เราสามารถมองเห็นโครงสร้างและการไหลของก๊าซได้ชัดเจนขึ้น แน่นอนว่าโลกจริงไม่ได้มีชั้นบรรยากาศสูงขนาดนั้น แต่นี่คือการบิด Geometry เพื่อรักษาความหมายของข้อมูลอีกอย่างหนึ่งเอาไว้
มันก็ไม่ต่างจากแผนที่โลก แผนที่ทุกใบผิดรูปเสมอ เพราะเราไม่มีทางคลี่พื้นผิวทรงกลมลงมาอยู่บนกระดาษแบน ๆ โดยไม่บิดอะไรสักอย่าง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราบิดหรือไม่บิด แต่คือเรายอมบิดอะไร เพื่อรักษาอะไรเอาไว้
ทำไมประเทศที่จริงจังกับวิทยาศาสตร์ถึงจริงจังกับภาพด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศที่มีระบบวิทยาศาสตร์แข็งแรงจึงให้ความสำคัญกับ Scientific Visualization อย่างจริงจัง เพราะ Science Communication ไม่ได้เริ่มต้นหลัง Paper ถูก Publish และไม่ได้เกิดขึ้นหลัง Mission สำเร็จแล้วเท่านั้น แต่มันเริ่มตั้งแต่การคิดว่าความรู้ที่กำลังถูกสร้างขึ้นจะสามารถเดินทางออกจากห้อง Lab ไปหาคนอื่นได้อย่างไร
Visualization เดียวกันสามารถถูกใช้ในการประชุมวิทยาศาสตร์ ใช้ในห้องเรียน ข่าว โทรทัศน์ Planetarium นิทรรศการพิพิธภัณฑ์ หรือแม้แต่กลับไปช่วยนักวิทยาศาสตร์มอง Dataset ของตัวเองในมุมใหม่ NASA จึงตั้งเป้าว่างานของ SVS ต้องสามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้ ในขณะเดียวกันก็ยังแม่นยำและมีประโยชน์เพียงพอสำหรับ Research Community
มาตรฐานแบบนี้สูงกว่าความคิดง่าย ๆ ว่า “ทำ Infographic ให้คนเข้าใจ” อยู่มาก เพราะมันหมายความว่า Scientist ต้องอยู่ใน Loop, Visualizer ต้องเข้าใจ Data, File ต้องถูกจัดการเป็นระบบ Version ต้องย้อนกลับได้ Credit ต้องชัดเจน และ Resource ต้องถูกออกแบบตั้งแต่แรกว่าคนอื่นสามารถหยิบไปใช้งานต่อได้ เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน Scientific Visualization จึงเป็นเรื่องของ Knowledge Management พอ ๆ กับ Graphic Design
ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่ว่าทำภาพไม่สวย แต่คิดถึงมันช้าเกินไป
และถ้าหันกลับมามองประเทศไทย ปัญหาของเราอาจไม่ใช่ว่าเราทำภาพไม่สวย หรือไม่มีคนทำ Animation เก่ง ๆ แต่หลายครั้งคือเราคิดเรื่องเหล่านี้ช้าเกินไป ลองสมมติว่า NARIT กำลังสร้าง Space Mission หนึ่งภารกิจ โดยธรรมชาติทีมก็ต้องเริ่มจากโจทย์วิทยาศาสตร์ ออกแบบ Instrument สร้าง Hardware ทำ Qualification Test จัดการ Interface กับยาน วางแผน Operation และ Data Pipeline ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกต้อง เพราะถ้า Hardware ใช้ไม่ได้ ต่อให้ Render ออกมาสวยขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์
แต่ปัญหาคือหลายครั้ง Visual Material จะถูกนึกถึงอีกทีตอน Mission ใกล้จะเสร็จแล้ว อีกสามเดือนจะ Launch ต้องทำ PR แล้ว ตอนนั้นทุกคนจึงเริ่มถามพร้อมกันว่า มี Model ยานไหม มีภาพ Instrument แบบตัดพื้นหลังหรือเปล่า มี CAD Version ที่เผยแพร่ได้ไหม Orbit เป็นอย่างไร ยานแยกตัวตรงไหน Sensor หันไปด้านใด มี Field of View เท่าไร มีภาพ Engineer ตอนประกอบหรือไม่ และ Data ที่ Instrument ตัวนี้จะวัดออกมามีหน้าตาอย่างไร
คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นว่าไฟล์น่าจะอยู่กับทีม Engineering, CAD ที่มีเป็น Version เก่า, ภาพนั้นยังเปิดเผยไม่ได้, Model อันนี้ Solar Panel ยังเป็น Design ก่อนหน้า หรือไม่มีใครแน่ใจว่า Configuration ล่าสุดคือไฟล์ไหน จากนั้นจึงต้องไปว่าจ้าง Production House หรือ Studio ให้สร้าง Animation ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วคาดหวังให้คนทำ Animation เรียนรู้ Mission ที่นักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรใช้เวลาหลายปีในการออกแบบภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ต่อให้ทีม Production เก่งแค่ไหน นี่ก็เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างโหดร้ายอยู่ดี
และเมื่อสื่อภายนอกต้องรายงานข่าว ปัญหานี้ก็ถูกส่งต่อมาอีกทอดหนึ่ง เพราะสื่อเองไม่มี Material ที่สามารถใช้ Visualize สิ่งที่กำลังพูดถึง สุดท้ายจึงต้องจบลงด้วยภาพ Stock ดาวเทียม ภาพโลกหมุน ภาพจรวดอะไรก็ไม่รู้ หรือ Graphic ที่แต่ละสำนักต้องเดากันเองว่าสิ่งที่กำลังรายงานนั้นหน้าตาอย่างไร ไม่ได้มีใครในระบบนี้ทำผิดเป็นพิเศษ เพียงแต่ Infrastructure สำหรับส่งต่อความรู้ตั้งแต่ต้นไม่เคยถูกสร้างขึ้นมา
ถ้าจะหยิบแนวคิดแบบ NASA มาใช้ ไทยควรเริ่มจากอะไร
หากเราจะหยิบวิธีคิดแบบ NASA มาปรับใช้ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่การตั้งหน่วยงานใหญ่โตชื่อ Scientific Visualization Studio Thailand ขึ้นมาพรุ่งนี้เลย แต่คือการเริ่มคิดว่า Space Mission ทุก Mission ควรมี Visual Material Package ที่พัฒนาควบคู่ไปกับตัวภารกิจ และถูก Update ตาม Design Revision ไปเรื่อย ๆ
ภายใน Package อาจมีตั้งแต่ Mission Patch และ Visual Identity, CAD หรือ 3D Model Version สำหรับสาธารณะ Render ยานจากหลายมุม Instrument Diagram, Deployment Sequence, Mission Architecture, Orbit และ Trajectory, Ground Track, Field of View ของ Instrument, Animation ของเหตุการณ์สำคัญ ภาพและ B-roll จาก Integration, Portrait ของบุคลากร Dataset ตัวอย่าง รวมถึง Visualization ว่าข้อมูลที่คาดว่าจะได้กลับมาจะมีหน้าตาอย่างไร ที่สำคัญคือต้องมี Canonical Version ที่ทุกคนรู้ว่าควรหยิบไฟล์ไหนไปใช้ อะไรล่าสุด อะไรคือ Heritage

ถ้า Mission Design เปลี่ยน Solar Panel ก็ Update Model ถ้า Orbit เปลี่ยนก็สร้าง Visualization ใหม่จาก Ephemeris ถ้าตำแหน่ง Instrument เปลี่ยนก็ Update Diagram ตามไปด้วย เมื่อถึงวัน Launch ทีม Communication ไม่จำเป็นต้องเริ่มเรียนรู้ Mission จากศูนย์ เพราะ Resource ถูกสะสมเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว

นักข่าวสามารถหยิบไปใช้ได้ มหาวิทยาลัยเอาไปสอนได้ พิพิธภัณฑ์เอาไปจัดนิทรรศการได้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ Present งานได้ ทีม Social Media สามารถตัดเป็นคลิปได้ และอีกสิบปีข้างหน้า นักประวัติศาสตร์ก็ยังสามารถย้อนกลับมาดูได้ว่า Mission นี้ถูกออกแบบอย่างไร นี่ต่างหากคือคุณค่าของคำว่า Archive
เรายังทันที่จะเริ่มทำสิ่งนี้ในไทย
และประเทศไทยยังทันที่จะเริ่มทำเรื่องนี้ เพราะเรายังไม่ได้มี Space Mission หลายร้อย Mission เหมือน NASA วันนี้เรามีดาวเทียมที่พัฒนาในประเทศมากขึ้น มี Payload ของไทยเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติมี Scientific Instrument กำลังเดินทางไปดวงจันทร์ มี Space Telescope และภารกิจวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น การที่จำนวนโครงการยังไม่มากจนเกินไป กลับหมายความว่าเราสามารถเริ่มวางระบบตั้งแต่วันนี้ได้ง่ายกว่าการต้องกลับมาตามจัด Archive อีกหลายสิบปีข้างหน้า
เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีสำนักงานใหญ่หรือ Visualizer 15 คน อาจเริ่มจากกติกาง่าย ๆ ว่าทุก Space Mission ที่ได้รับทุนสาธารณะควรมี Public Visual Material Package ทุก Project ต้องมีคนรับผิดชอบ Visualization อย่างชัดเจน ทุก Version ต้องมี Metadata, Model ที่เปิดเผยได้ต้องมี Public Version และ Dataset สำคัญควรถูกคิดตั้งแต่ต้นว่าจะถูก Represent ออกมาอย่างไร Resource เหล่านี้ก็ควรถูกรวบรวมอยู่ใน Repository กลางที่สื่อ นักเรียน นักวิจัย และประชาชนสามารถหยิบไปใช้ได้โดยไม่ต้องส่งข้อความไปถามเจ้าของโครงการทีละคนว่า “พี่ครับ มีไฟล์ยานไหม” เพราะท้ายที่สุด ต่อให้เราส่ง Instrument ราคาเป็นร้อยล้านบาทขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ แต่คนบนโลกไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจได้ว่ามันกำลังทำอะไร ความรู้ส่วนหนึ่งก็ยังคงติดอยู่กับคนไม่กี่สิบคนที่สร้างมันขึ้นมา
Scientific Visualization จึงไม่ใช่การแต่งหน้าวิทยาศาสตร์หลังงานเสร็จ แต่มันคือหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้สิ่งที่เริ่มจากตัวเลขในเครื่องมือวัด ค่อย ๆ กลายเป็นความรู้ และในที่สุดกลายเป็นสมบัติร่วมของสังคม หากวันหนึ่งประเทศไทยอยากจริงจังกับการเป็นประเทศที่สร้างวิทยาศาสตร์และ Space Mission ของตัวเอง สิ่งที่ควรวางแผนจึงอาจไม่ได้มีเพียงว่าเราจะสร้างยานอะไร ส่งขึ้นด้วยจรวดไหน หรือเก็บ Data อะไรกลับมาเท่านั้น แต่ควรถามตั้งแต่วันที่ Mission ยังอยู่บนกระดาษด้วยว่า เมื่อเราค้นพบอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว เราจะทำให้คนอื่นมองเห็นมันได้อย่างไร
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co