ไทยอาจได้ส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ก่อนปี 2030 หลังเปิดความร่วมมือกับจีน เต็มรูปแบบ

ประเทศไทย มีรายชื่อปรากฎอยู่ในโครงการ Cislunar CubeSat Constellation ซึ่งเป็นโครงการส่งยานอวกาศขนาดเล็กแบบ CubeSat เดินทางสู่วงโคจรระหว่างโลกกับดวงจันทร์ หลังจากวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา มีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก Deep Space Exploration Laboratory หรือ DSEL ซึ่งจัดขึ้นในงาน International Deep Space Exploration Conference 2026 ในเมือง Hefei ประเทศจีน โดยหน่วยงานหลักที่ดูแลคือ NARIT หรือสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งล่าสุดได้มีการจัดตั้งห้องวิจัย ร่วมกับ DSEL เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ

สื่อจีนอย่าง Xinhua ได้ระบุว่าโครงการ Cislunar CubeSat Constellation หรือที่เรียกว่า C3 นั้น จะเป็นการร่วมมือกับชาติพันธมิตร ในการนำส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศขนาดเล็กจำนวนหลายลำเพื่อปฏิบัติภารกิจวิทยาศาสตร์ในอวกาศ Cislunar หรือวงโคจรระหว่างโลกกับดวงจันทร์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการสำรวจวงโคจรของดวงจันทร์ และวงโคจรของโลก

ประเด็นนี้ค่อนข้างน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประเทศไทยได้มีการเสนอโครงการ Thailand Lunar Pathfinder ซึ่งจะเป็นการขอติดยานอวกาศขนาดเล็กไปกับยานสำรวจดวงจันทร์ของจีนและแยกตัวออกมาเมื่อถึงวงโคจร คล้ายกับยาน ICUBE-Q ยานน้ำหนักเพียงแค่ 9 กิโลกรัมของปากีสถาน ที่เดินทางไปกับยาน Chang’e 6 ในปี 2024 อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าว ยังไม่เกิดขึ้นจริง และ NARIT ก็หันไปโฟกัสกับการพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อย่าง CE-7 MATCH แทน และแผนการส่งยานไปโคจรรอบดวงจันทร์ก็เงียบหายไป (อย่างไรก็ตาม Luanr Pathfinder เป็นยานคนละลำกับยานในตระกูล TSC หรือ Thai Space Consortium ที่มีเป้าหมายในการไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วยเทคโนโลยีของเราเองทั้งหมด)

โลโก้ของกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรมของไทย บนจรวด Long March 5 ที่จะนำส่งยาน Chang’e 7 ไปยังดวงจันทร์ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

การปรากฎชื่อในโครงการอย่าง C3 ทำให้โอกาสในการร่วมสำรวจดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศหรือดาวเทียมของเราเองนั้นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เราจะได้เห็นการพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจากฝั่งไทย หรือไทยอาจได้ร่วมส่งยานอวกาศขนาดเล็ก เข้าสู่วงโคจรระหว่างโลกกับดวงจันทร์ และอาจนับว่าเป็นยานอวกาศลำแรกของไทยที่ได้เดินทางเข้าสู่อวกาศห้วงลึกหรือ Deep Space

รายละเอียดที่เรารู้เกี่ยวกับโครงการ C3 ของจีน

โครงการ Cislunar CubeSat Constellation หรือ C3 นั้น อ้างอิงจากรายงานของ Xinhua ระบุว่าจะเป็นการส่งดาวเทียมขนาดเล็กแบบ CubeSat ขนาด 12U น้ำหนักประมานดวงละ 30 กิโลกรัม จำนวนทั้งหมด 30 ดวง โดยทั้งหมดจะอาศัยการปล่อยด้วยจรวด 6 เที่ยวบินไปยัง Parking Orbit จากนั้น จะมีการใช้ Orbital Transfer Vehicles หรือ Space Tug ในการพาเอาดาวเทียมแต่ละกลุ่มออกไปปล่อยยังวงโคจรที่ต้องการ ซึ่งเทคนิคนี้จะทำให้ดาวเทียม CubeSat แต่ละดวง ไม่ต้องมีระบบ Propulsion หรือระบบผลักดันของตัวเอง

เป้าหมายวิทยาศาสตร์ของ C3 นั้น จะเน้นไปที่การศึกษา Space Weather หรือสภาพอวกาศ โดยเฉพาะการตรวจจับอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศห้วงลึก โดยยานแต่ละลำจะถูกนำข้อมูลมาประกอบกันเพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพอวกาศในอวกาศห้วงลึก โดยชาติที่มีชื่ออยู่ในโครงการเรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้แก่ ประเทสไทย, เซอร์เบีย, อียิปต์, เซเนกัล และอินโดนิเซีย และมีหน่วยงานอย่าง Asia-Pacific Space Cooperation Organization หรือ APSCO เป็นเหมือนตัวกลางในความร่วมมือ

หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของโครงการลักษณะใกล้ ๆ กัน จีนเคยส่งยาน Longjiang-1 และ 2 ซึ่งเป็นยานอวกาศขนาดเล็ก หนักประมาณ 47 กิโลกรัม ไปโคจรรอบดวงจันทร์ โดยติดไปในฐานะ Secondary Payload ของการส่งยาน Relay สัญญาณ Queqiao ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็ก ยาน Longjiang ยังได้บรรทุกเอาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากของจีนและของพันธมิตรนานาชาติ เดินทางไปทำงานวิทยาศาสตร์อย่างประสบความสำเร็จ ในปี 2019 มาแล้ว ทำให้สิ่งนี้ คือตัวพิสูจน์ว่าแนวคิดการส่งยานขนาดเล็กไปอวกาศห้วงลึกของจีนนั้นเป็นไปได้

ยานอวกาศ Longjiang ของจีน ซึ่งเดินทางไปยังดวงจันทร์ในฐานะ Secondary Payload ของภารกิจ Queqiao ที่มา – Harbin Institute of Technology

อย่างไรก็ตาม โครงการ C3 นั้น ใช้วงโคจรที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะแทนที่จะนำดาวเทียมทั้งหมดไปโคจรรอบดวงจันทร์แบบเดียวกัน C3 จะกระจายดาวเทียมออกไปตามบริเวณต่าง ๆ ของ Cislunar Space หรือพื้นที่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงร่วมกันของโลกและดวงจันทร์ โดยข้อมูลที่เปิดเผยออกมาระบุถึงการใช้วงโคจรแบบ Highly Elliptical และ Earth-Moon Resonant Orbit ซึ่งศึกษาได้จาก Initial Parameter Analysis about Resonant Orbits in Earth-Moon System

แนวคิดการนำ Small Satellite เข้าไปทำงานใน Cislunar Space นั้นไม่ได้มีเฉพาะจีน ฝั่งสหรัฐฯ เองก็ทดลองแนวคิดนี้มาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ CAPSTONE หรือ Cislunar Autonomous Positioning System Technology Operations and Navigation Experiment ของ NASA ซึ่งเป็น CubeSat ขนาด 12U น้ำหนักเพียงประมาณ 25 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2022 เพื่อทดลอง Near Rectilinear Halo Orbit หรือ NRHO รอบดวงจันทร์ ซึ่งเป็นวงโคจรเดียวกับที่ NASA วางแผนจะใช้กับสถานี Gateway ในโครงการ Artemis นอกจากทดลองพฤติกรรมของวงโคจรแล้ว CAPSTONE ยังทดลองระบบ Autonomous Navigation โดยวัดระยะกับยาน Lunar Reconnaissance Orbiter ทำให้ยานในอนาคตอาจสามารถหาตำแหน่งของตัวเองในบริเวณดวงจันทร์ได้โดยไม่ต้องพึ่งการ Tracking จากโลกตลอดเวลา

ภาพจำลองยาน BioSentinel ซึ่งเป็น CubeSat ขนาด 6U ที่เดินทางไปกับภารกิจ Artemis I ในปี 2022 ที่มา – NASA

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ BioSentinel ซึ่งเป็น CubeSat ขนาดเพียง 6U ที่ติดไปกับ Artemis I ในฐานะ Secondary Payload เมื่อปี 2022 ก่อนจะเดินทางผ่านดวงจันทร์ออกไปสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ภายในยานมีการนำเซลล์ยีสต์ไปใช้เป็น Biological Sensor เพื่อศึกษาผลกระทบของ Radiation ต่อสิ่งมีชีวิตในสภาพแวดล้อมนอก Magnetosphere ของโลกโดยตรง

และล่าสุด NASA ยังประกาศ NASA ประกาศภารกิจ CAPSTONE 02 ส่งยานคู่ทดสอบ Rendezvous และระบบนำทางอัตโนมัติรอบดวงจันทร์ จำนวนสองลำไปทำงานร่วมกันในวงโคจรรอบดวงจันทร์ในปี 2027 เพื่อทดลอง Rendezvous and Proximity Operations, Autonomous Navigation และการสื่อสารระหว่างยานใน Cislunar Space รวมถึงตรวจวัดสภาพแวดล้อมด้าน Radiation เพิ่มเติม

กระแสการสำรวจอวกาศของไทยหลังร่วมมือกับจีน

หลังจากที่เราได้เห็นกระแสการโปรโมตภารกิจ CE-7 MATCH อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ของไทย ที่เดินทางไปกับยานอวกาศ Chang’e 7 ของจีนภายใต้โครงการ International Lunar Reserach Station หรือ ILRS และการที่อุปกรณ์ CE-8 ALIGN ได้ถูกเลือกให้เดินทางไปลงจอดบนดวงจันทร์กับยาน Chang’e 8 แล้วนั้น เราอาจจะคิดว่าความร่วมมือของไทย จะอยู่แค่ในภารกิจกลุ่ม Chang’e ภายใต้ ILRS แต่จริง ๆ แล้ว นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างการสำรวจอวกาศไทยและจีน

หากมองย้อนกลับไปดู Timeline การสำรวจดวงจันทร์ของไทย จะเริ่มต้นจากการเซ็นความร่วมมือระหว่าง NARIT กับ DSEL ครั้งแรกใน ปี 2023 ไม่นานหลังจากที่จีนมีการประกาศตั้ง DSEL ขึ้นมา และนั่นก็นำไปสู่การหารือด้านการนำส่ง Payload และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปกับยานจีน เรียกได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งโครงการอย่าง CE-7 MATCH แถมยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเซ็นเข้าร่วมโครงการ International Lunar Research Station ในปี 2024 ก็ว่าได้

การเซ็นความร่วมมือระหว่าง NARIT กับ DSEL 15 กรกฎาคม 2026 จัดตั้งห้องปฏิบัติการอวกาศห้วงลึกแห่งแรกของไทยที่เชียงใหม่

จนในที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 ก็ได้มีข่าว ว่า NARIT และ DSEL เตรียมจัดตั้งห้องปฏิบัติการอวกาศห้วงลึกแห่งแรกของไทยที่เชียงใหม่ ซึ่งหมายถึงการทำทั้งฮาร์ดแวร์ การศึกษา วิจัย และการประกอบยานอวกาศที่จังหวัดเชียงใหม่ แตกต่างจากที่ก่อนหน้านี้ ทีมวิศวกรในภารกิจ CE-7 MATCH บางส่วน ต้องไปอยู่ที่จีน เพื่อทำการทดสอบและประกอบตัวอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการแห่งใหม่ ยังอาจรวมถึงการทำ Sample Analysis เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างจากดวงจันทร์ หรือดาวอังคารหากเราได้รับตัวอย่างจากภารกิจ Sample Return ตามที่เราวิเคราะห์ไว้ใน ยุทธศาสตร์ Mars Sample Return เมื่อชาติมหาอำนาจอวกาศชิงชัยความเป็นผู้นำในสงครามนำส่งตัวอย่างกลับโลก

ไทยอาจอด Artemis III หลัง NASA ไม่นำ CubeSat ขึ้นบินกับเที่ยวบินนี้

มาดูฝั่ง Artemis กันบ้าง มีรายงานระบุว่า NASA Plans No Cubesat Secondary Payloads on Artemis III หรือ NASA จะไม่มีการติดตั้ง CubeSat ไปกับการปล่อยภารกิจ Artemis III ซึ่งกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ เนื่องจาก Artemis III เป็นการทดสอบในวงโคจรโลกเท่านั้น ไม่ได้มีการยิง Trans-Lunar Injection ไปยังดวงจันทร์ เหมือนกับภารกิจก่อนหน้าอย่าง Artemis I และ Artemis II และภารกิจ Artemis IV ที่จะเป็นการลงจอดดวงจันทร์จริง ๆ ก็จะเกิดขึ้นไม่น่าเร็วไปกว่าปี 2028 หรือ 2029 แถมยังต้องมารอลุ้นว่าถ้าไทยอยากส่ง จะ Proposal ผ่านหรือไม่ ทำให้เราสามารถตัดชอยส์กรณีการส่ง CubeSat ไปกับจรวด SLS ของ NASA ได้

ในขณะที่การสำรวจดวงจันทร์รูปแบบอื่น ๆ ตอนนี้กับฝั่ง Artemis อาจต้องรอดูว่าไทยจะสามารถมีความร่วมมือกับบริษัทเอกชน ที่ทั้งส่งยานไปเอง หรือรับจ้างให้กับ NASA ในโครงการ Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS ได้หรือไม่ โดยบริษัทที่น่าจับตามองก็คือ ispace จากญี่ปุ่น ที่เข้ามารุกหนักพอสมควรในประเทศไทย และมีการเซ็นความร่วมมือต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ในฝั่ง Artemis นั้น อาจพูดได้ว่า ของฟรีไม่มีอยู่จริง ไทยเราอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำส่งมหาศาลเพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Payload หรือตัวยานอวกาศอยู่แล้ว ทำให้โอกาสของฝั่ง Artemis เองค่อนข้างเดาออกว่าอาจไม่เกิดอะไรขึ้นมากนักก่อนปี 2030

การที่ NASA หันมาโฟกัสกับการทำโครงการ Moon Base ตามที่เรารายงานไปใน สรุปรายละเอียดและวิเคราะห์แผน Moon Base การตั้งฐานบนดวงจันทร์ของ NASA แม้จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างเอกชน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ณ วันที่เขียนบทความนี้เอง ความล่าช้าของโครงการตระกูล CLPS ประกอบกับคิวที่ยาวเหยียดของ Payload ที่จ่อส่งไปลงก็อาจทำให้ไทยอยู่ท้าย ๆ แถวของโครงการฝั่ง Artemis ก็ว่าได้ โดยดูรายชื่อยานที่รอไปลงได้ใน สรุปกลางปี 2026 โครงการ CLPS จะส่งยานกี่ลำกันแน่ บริษัทอะไรบ้าง

ไทยอาจได้ส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ก่อนปี 2030

แม้จะค่อนข้างหมดหวังกับ Artemis อย่างไรก็ดี หากดูจากฝั่งการสำรวจอวกาศร่วมกับจีนแล้ว ณ ตอนนี้ ไทยเรามีภารกิจดวงจันทร์ที่ประกาศแล้วถึง 3 ภารกิจ ได้แก่ CE-7 MATCH ที่ล่าสุดมีกำหนดปล่อยปี 2027 และ CE-8 ALIGN ที่อาจต้องรอไปจนถึงปี 2028-2029 โยดทั้งสองจะเดินทางไปในฐานะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์บนตัวยาน ส่วนอีกภารกิจก็คือโครงการ C3 ของจีน ซึ่งไทยเรา อาจเป็นไปได้ทั้งนำส่งอุปกรณ์ หรืออาจพัฒนายานอวกาศขนาดเล็กของเราเอง เป็นหนึ่งในยานที่จะเดินทางไปยัง Cislunar

ในขณะที่อนาคตของ Lunar Pathfinder เดิมที่จะไปโคจรอบดวงจันทร์นั้นก็ยังไม่ชัดเจนและทาง NARIT ก็ยังไม่ได้เปิดเผยกับเราเพิ่มเติมในกรณีนี้ แต่หากวิเคราะห์กันตามตรงแล้ว โอกาสที่ไทยเราจะมียานอวกาศของเราเองในอวกาศห้วงลึกก่อนปี 2030 นั้นเป็นไปได้จากทั้งสองกรณี NARIT อาจขอส่ง Lunar Pathfinder เข้าวงโคจรดวงจันทร์ หรืออาจทำยาน C3 ก็ไม่เกินจริงทั้งคู่

ส่วนภารกิจอย่าง TSC-2 ตอนนี้เองก็ล่าช้าจากแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ Thai Space Consoritum มาพอสมควร จากเดิมที่ TSC-1 ซึ่งจะไปโคจรรอบโลกจะได้ปล่อยในช่วงปี 2027 ก็ต้องรอรอดูว่าจะทันหรือเปล่า โดยในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้ NARIT จะมีการทำ Critical Design Review ตัว TSC-1 ส่วน TSC-2 นั้น เงียบหายไป และดูมีแววว่าน่าจะปล่อยไม่ทันปี 2028-2029 แน่ ๆ ทำให้หากดูจากช่วงเวลาทั้งหมดนี้แล้ว เราจะมียานไปดวงจันทร์ก่อน 2030 แต่อาจจะยังไม่ได้เป็นยานที่เราเดินทางไปเอง 100% แต่เป็นการพ่วงไปกับยานของจีน ซึ่งก็จะช่วยให้เราได้ทำยานอวกาศเต็มรูปแบบที่จะทำงานในอวกาศห้วงลึกได้แบบเต็มระบบมากขึ้น จากเดิมที่เราทำแค่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์

สุดท้ายเป้าหมายการเดินทางสู่ดวงจันทร์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.