รัฐประหารจากไทยสู่พม่า กับ อวกาศ สันติ และสิทธิมนุษยชน
รัฐประหารจากไทยสู่พม่า กับ อวกาศ สันติ และสิทธิมนุษยชน

Nutn0n in

รัฐประหารจากไทยสู่พม่า กับ อวกาศ สันติ และสิทธิมนุษยชน

March 23, 2021

“ปล่อยดาวเทียมร้อยดวงไป ประเทศก็ไม่เจริญ ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ”

“ไปดาวอังคารไปทำไม สิทธิผู้หญิงยังขับรถไม่ได้ด้วยซ้ำ” คอมเมนต์ใต้โพสต์ข่าว UAE ส่งยาน Hope ไปสำรวจดาวอังคารได้สำเร็จ ชวนให้เราวิเคราะห์ถึง Statement ที่น่าสนใจนี้ อันที่จริงประโยคดังกล่าวอาจจะดูเหมือนคำแซะทั่วไปในโลกอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับเรามันคือคำถามสำคัญว่าวิทยาศาสตร์และการสำรวจอวกาศช่วยให้ประเด็นพัฒนาในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร

ก่อนอื่น ต้องปูพื้นว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการเมืองกับการสำรวจอวกาศนั้นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกได้ให้กำเนิดสองสามแนวคิดและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลง Perception ของมนุษยชาติ สำหรับเรา มันคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษชน (Universal Declartion of Human Right) , การขยายขอบเขตการรับรู้ด้วยการสำรวจอวกาศ , และอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำมาสู่การเกิดการกระจายสูญกลางครั้งใหญ่ เกิดเป็น World Wide Web นำมาซึ่ง Facebook, Instagram ต่าง ๆ ทั้งสามอย่างนี้เรามองว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษชน เป็นแนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันและมีสิทธิต่าง ๆ ไม่แบ่งแยกเพศ ภาษา ชาติพันธุ์ การสำรวจอวกาศทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน (อิงจาก Carl Sagan) และถูกใช้เป็นประเด็นเพื่อขับเคลื่อนเรื่อยมา (กรณีของภาพ Pale Blue Dot, คำพูดถึงการเมืองของนักบินในภารกิจ Apollo) และการเกิดขึ้นของยุคกระจายศูนย์กลาง ที่ทุกคนสามารถมีอำนาจและอิทธิพลได้ผ่านอินเทอร์เน็ต นำมาซึ่งแนวคิดของการทำให้เป็นประชาธิปไตย (Democratization) ซึ่งรวมไปถึงการสำรวจอวกาศที่จากเดิมผูกขาดโดยรัฐมาเป็นเอกชน และประชาชนในที่สุด (อ่าน – โครงการ MESSE ที่เยาวชนก็สามาถสำรวจอวกาศได้ , การสำรวจอวกาศโดยเยาวชน) หรือการเกิดขึ้นของการสนับสนุนกิจการอวกาศสำหรับประเทศกำลังพัฒนา (Space Fairing Nation)

ความเชื่อมโยงที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้เรานึกถึงกรณีศึกษาต่าง ๆ

กรณีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ย้อนหลับไปที่กรณีของ UAE จากที่บอกว่า “ไปดาวอังคารไปทำไม สิทธิผู้หญิงยังขับรถไม่ได้ด้วยซ้ำ” เราสามารถตีความได้ว่า เพราะผู้หญิงยังขับรถไม้ได้ จึงไม่ควรไปดาวอังคาร ควรจะแก้ปัญหาในประเทศก่อน ซึ่ง Logic ดังกล่าว คล้ายคลึงกับกรณี “ให้ถนนลูกรังหมดประเทศก่อนค่อยพัฒนารถไฟความเร็วสูง” ดังนั้น วิธีการทำให้ Statement ดังกล่าวผิด คือการให้ Argument ไปว่า “การไปดาวอังคาร จะช่วยส่งเสริมประเด็นด้านสิทธิสตรีได้อย่างไร” ซึ่งเป็นการให้เหตุผลแบบ Constructive มากกว่า

ทีนี้ดูในกรณีของ UAE ประเทศเขาตั้งวัตถุประสงค์ว่า โครงการสำรวจอวกาศจะทำให้ประเทศชนชาติอาหรับกลับมาเป็นผู้นำด้านศิลปะวิทยาการอีกครั้ง (ซึ่งเราเคยเล่าไปแล้วในบทความ – จากพันหนึ่งราตรีจินนี่จ๋าสู่ดาวอังคาร การท่องอวกาศของ UAE เปลี่ยนโลกอาหรับอย่างไร) โดยการบ้านที่ UAE ต้องทำคือ การพัฒนาด้านการเข้าถึงความรู้ของประชากร กับเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าชาติในกลุ่มอาหรับ มีการกีดกันทางเพศค่อนข้างสูง แต่โครงการสำรวจอวกาศของ UAE ก็เลือกที่จะทำลาย Norm ตรงนี้ด้วยการให้วิศวกรหลักของโครงการเป็นผู้หญิง และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า “วิศวกรหลักของโครงการสำรวจอวกาศที่ประสบความสำเร็จ ยังเป็นผู้หญิงได้ ดังนั้นเพศไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน การบอกว่าเพศใดเพศหนึ่งเก่งกว่ากันจึงผิด” ซึ่งก็จะสร้างภาพจำต่อ ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ว่า Concept ของการแบ่งความสามารถตามเพศนั้น ไม่ถูกต้องเลย เป็นค่านิยมใหม่ให้กับสังคม ดังนั้นแล้ว การบอกว่า “ไปดาวอังคารไปทำไม สิทธิผู้หญิงยังขับรถไม่ได้ด้วยซ้ำ” จึงไม่ Makesense เนื่องจาก การไปดาวอังคารของเขาช่วงกระตุ้นให้ขอบเขตการรับรู้ของคนในประเทศในเรื่องเพศกว้างขึ้นด้วยซ้ำ

เป็นเหตุผลที่หัวบทความนี้ จั่วว่า “ปล่อยดาวเทียมร้อยดวงไป ประเทศก็ไม่เจริญ ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ” เพราะเราไม่สามารถห้ามการปล่อยดาวเทียมด้วยการบอกว่าต้องทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยหรือมีสิทธิมนุษยชนก่อน เพราะทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กันไป เพียงแต่ว่าถ้าเราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด หรือไม่ได้แก้ปัญหาที่เราอยากจะแก้ การทำดาวเทียมเป็นร้อยเป็นพันดวงก็จะไม่ช่วยให้เราไปไหนนั่นเอง

ทีนี้ในเมื่อ Trend ของโลกไปในทางการส่งเสริมสิมธิมนุษยชน การใช้อวกาศเพื่อเป็นการ “สวนกระแส” จะเกิดอะไรขึ้น เราอยากยกตัวอย่างกรณีล่าสุดของอวกาศพม่าหลังเหตุรัฐประหาร

กิจการอวกาศหลังรัฐประหารของพม่า

“เผด็จการกับอวกาศ” เป็นของคู่กัน กรณีของ Vladimir Kamarov ที่ต้องเสียชีวิตเพราะต้องขึ้นบินให้ทันวันฉลองวันเกิดของเลนิน (อ่าน – Soyuz 1 หายนะกลางเวหาในม่านเหล็กสีแดง) กลายเป็นบทเรียนของการสำรวจอวกาศเพื่อมนุษยชาติ (For All Mankind) ที่สำคัญ อวกาศชาตินิยมค่อย ๆ จางหายไปหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามแม้ว่าประเทศเผด็จการอย่างจีนจะถูกแบนจากสหรัฐฯ ในโครงการอวกาศต่าง ๆ ด้วยเหตุผลด้านรูปแบบการปกครองแต่อวกาศก็ไม่ได้บ้าระห่ำเหมือนเมื่อก่อนที่ส่งคนไปตายแข่งกันอีกแล้ว แม้กระนั้น ประเทศที่ไม่ได้ใช้อวกาศเพื่อสันติจึงถูกแบนเรื่อย ๆ (ถ้าคุณไม่ได้เล่นท่าแยบยลอย่างสหรัฐฯ)

ล่าสุดกรณีของพม่า หลังเกิดรัฐประหาร พม่ามีดาวเทียม MMSATS-1 ซึ่งอยู่ภายใต้ความช่วยเหลือจาก JAXA ในการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างและประกอบดาวเทียม พร้อมช่วยส่งให้จากสถานีอวกาศนานาชาติอีก แต่ทาง REUTERS ก็ได้มีรายงาน (และมีวง Club House แซบ ๆ โดยคนในวงการ) ออกมาบอกว่า JAXA เลือกที่จะไม่ปล่อยดาวเทียม MMSATS ให้พม่า จากการใช้งานอวกาศเพื่อสันติ ซึ่งต้องเข้าใจว่าคำว่าอวกาศเพื่อสันตินั้น เป็นการผนวกเอาแนวคิดของ UN ในกรณีของสิทธิมนุษยชน และการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศกำลังพัฒนา (รวมถึงเรื่องของความรู้ ศาสตร์ต่าง ๆ) มาผนวกรวมกับการสำรวจอวกาศหลังจากยุคสงครามเย็น ซึ่ง UN เองก็ได้มีการตั้ง UNOOSA เพื่อมาสนับสนุนกิจกรรมด้านนี้

ดังนั้นจะเห็นว่าโครงการต่าง ๆ ที่ไทยเราได้รับสนับสนุนจากประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีตั้งแต่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น (โครงการต่าง ๆ ที่ทาง JAXA ร่วมมือกับ สวทช.) ก็ล้วนมาจากแนวคิดการช่วยพัฒนาการเข้าถึงอวกาศเพื่อทำให้ประชาชนในประเทศมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การก่อรัฐประหารในพม่าจึงเป็นการกระทำที่สวนทางต่อการสำรวจอวกาศเพื่อสันติ อธิบายง่าย ๆ คือเป็นการรัฐประหารเป็นการริดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงเพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญที่ใช้ในการบริหารประเทศยังถูกฉีกออกได้โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เราจึงไม่แปลกใจที่ JAXA เลือกที่จะ “Hold” การปล่อย รวมถึงอาจจะยึดตัวดาวเทียมที่ช่วยพัฒนาด้วยซ้ำ

โครงการ Thai Space Consortium ที่น่าจับตามอง

อ่านกันมาขนาดนี้ ก็คงต้องขอเลี้ยวมาที่ประเด็น TSC อีกแล้ว (ซักหน่อย) ให้ตรงกับหัวข้อที่บอกว่า ปล่อยดาวเทียมไปร้อยดวงประเทศก็ไม่เจริญถ้าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จริง ๆ Argument นี้ไม่ได้เกิดมาจากประเด็นว่าไทยจะทำดาวเทียมวิทยาศาสตร์ฯ แต่มาจากประเด็นที่ว่า ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวไว้ว่าการทำดาวเทียมฯ จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสิ่งนี้ก็นำมาซึ่งแนวคิดที่ว่า ถ้าทำดาวเทียมสำเร็จ = ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเราค้านอย่างหนักหน่วง

ปัจจุบันสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยนั้นล้าหลังไม่ได้มีเป็นความเจริญทางวัตถุ แต่เป็นเรื่องของ ความเหลื่อมล้ำ, สิทธิมนุษยชน และการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ

ถ้าจะบอกว่าประเทศไทยจะทำดาวเทียม จะสร้างยานอวกาศ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะความสามารถของวิศวกรของเรานั้นเรียกได้ว่าเก่งไม่น้อย แถมเงินเราก็ไม่ได้ยากจน แต่คำถามที่เราพยายามนำเข้ามาสู่ตัวโครงการนี้คือ “แล้วโครงการ Thai Space Consortium จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิทธิมนุษยชน และเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไร” ซึ่งคำตอบก็อาจจะสามารถตอบได้ว่า “ไม่ได้ช่วยแก้” ก็ได้ หรือ “ช่วยแก้” ก็ได้ แต่มันก็ต้องมีเหตุผล Support ไม่ใช่พออะไรดีก็ Take Credit พออะไรไม่ดีก็โบ้ยบอกว่าเป็นเพราะประเทศเป็นแบบนี้เหมือนรูปแบบการทำงานของรัฐฯ ไทย

กรณีที่น่าศึกษาที่เราหยิบยกมาทั้ง 2 กรณี ทั้งของ UAE และของพม่า รวมถึงการให้ Context ในเรื่องของแนวโน้มการให้ความสำคัญกับการสำรวจอวกาศเพื่อสันติ และการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ที่เราจะต้องจับตามองโครงการ Thai Space Consortium ที่จะมีการ Allocate งบในระดับพันล้านบาทมาใช้ เพื่อให้เราในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศช่วยกันตรวจสอบว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับนี้มี Mindset ตรงไหนบ้างที่เราต้องเปลี่ยนหรือทำความเข้าใจ เพื่อให้โครงการวิทยาศาสตร์เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยจริง ๆ และช่วยให้เราหลุดพ้นจากปัญหาเดิม ๆ ที่เผชิญมาตลอดเสียที

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co





MORE