วันที่ 1 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ อาจกลายเป็นหนึ่งในวันที่แสดงศักยภาพของระบบจรวด Falcon ของ SpaceX ได้ชัดที่สุด เมื่อบริษัทสามารถปล่อยจรวดตระกูล Falcon ได้ถึงสามภารกิจจากสองฝั่งของประเทศภายในเวลาประมาณ 13 ชั่วโมง และนำ First Stage Booster กลับมาลงจอดบนพื้นได้รวมกันถึง 4 ลำ จนต้องนำ Landing Zone 1 หรือ LZ-1 ซึ่งเคยถูกประกาศปลดประจำการไปแล้วกลับมาใช้งานอีกครั้ง เนื่องจากฐานลงจอดแห่งใหม่อย่าง LZ-40 มีจรวดจากภารกิจก่อนหน้าจอดอยู่ และ Falcon Heavy เที่ยวสุดท้ายของวันจำเป็นต้องใช้ Landing Zone สองแห่งพร้อมกัน นับเป็นครั้งแรกที่ SpaceX สามารถนำ Booster กลับมาลงจอดได้ถึง 4 ลำภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งวัน
ภารกิจแรกเริ่มต้นที่ Cape Canaveral Space Force Station รัฐฟลอริดา เวลา 11:10 เวลา ณ ฐานปล่อย ของวันที่ 1 ตุลาคม หรือ 22:10 ตามเวลาประเทศไทย เมื่อ Falcon 9 ออกจาก Space Launch Complex 40 หรือ SLC-40 นำ Crew Dragon ชื่อ Grace และลูกเรือ Crew-13 จำนวน 4 คนขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ประกอบด้วย Jessica Watkins และ Luke Delaney จาก NASA, Joshua Kutryk จาก Canadian Space Agency และ Sergey Teteryatnikov จาก Roscosmos ก่อนที่ Dragon จะเดินทางถึงสถานีอวกาศในเวลาไม่ถึง 8 ชั่วโมง

แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 7 นาที 40 วินาทีหลังปล่อย เมื่อ Falcon 9 First Stage หมายเลข B1101 ซึ่งกำลังบินเป็นครั้งที่ 3 แยกตัวกลับเข้าสู่บรรยากาศและลงจอดที่ Landing Zone 40 หรือ LZ-40 ภายในพื้นที่ SLC-40 โดยตรง SpaceX เพิ่งเปิดใช้ฐานแห่งนี้อย่างเป็นทางการกับภารกิจ Crew-12 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อทดแทนระบบ Landing Zone เดิมบริเวณ Launch Complex 13 และช่วยลดภาระ Logistics ในการลาก Booster หลังลงจอด จากเดิมที่ต้องเคลื่อนย้ายข้ามพื้นที่ของ Cape Canaveral กลับมายังโรงประกอบของ SpaceX

เท่ากับว่าเวลาประมาณ 22:18 ตามเวลาประเทศไทย SpaceX มี Falcon 9 หนึ่งลำตั้งอยู่บน LZ-40 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งโดยปกติไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะ Booster สามารถถูก Safing และเคลื่อนออกจาก Landing Zone ได้ในภายหลัง แต่วันที่ 1 ตุลาคมไม่ใช่วันปกติ เพราะอีกไม่ถึง 13 ชั่วโมงข้างหน้า SpaceX มี Falcon Heavy รออยู่ที่ Launch Complex 39A และจรวดลำนั้นมี Side Booster ถึงสองลำที่จะต้องกลับมาลงจอดพร้อมกัน
ก่อนจะไปถึง Falcon Heavy ฝั่ง Florida ในอีกประมาณสามชั่วโมงถัดมา SpaceX ก็ปล่อย Falcon 9 อีกลำจากอีกฟากหนึ่งของสหรัฐฯ ภารกิจ Transporter-18 ออกจาก Space Launch Complex 4 East หรือ SLC-4E ที่ Vandenberg Space Force Base รัฐ California เวลา 11:32 ตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือ 01:32 ของวันที่ 2 ตุลาคมตามเวลาประเทศไทย นำ Payload ขนาดเล็กจำนวน 130 ชิ้นขึ้นสู่วงโคจรแบบ Sun-Synchronous Orbit ในภารกิจ SmallSat Rideshare ครั้งที่ 18 ของบริษัท

Falcon 9 First Stage หมายเลข B1082 ที่ใช้ใน Transporter-18 นั้นกำลังบินเป็นครั้งที่ 25 หลังแยกตัวจาก Second Stage มันหันกลับเข้าสู่ California และลงจอดที่ Landing Zone 4 หรือ LZ-4 ประมาณ 7 นาทีครึ่งหลังปล่อย การลงจอดครั้งนี้ยังเป็นการลงจอดครั้งที่ 36 ที่ LZ-4 ตามข้อมูลก่อนการปล่อยของ Spaceflight Now ด้วย เท่ากับว่าภายในเวลาเพียงประมาณสามชั่วโมง SpaceX มี Booster สองลำยืนอยู่บน Landing Zone คนละฝั่งของสหรัฐฯ แล้ว

จากนั้นภารกิจที่สามก็ตามมาในเวลา 23:54 วันที่ 1 ตุลาคม ตามเวลา ณ ฐานปล่อยหรือประมาณ 10:54 วันที่ 2 ตุลาคมตามเวลาประเทศไทย เมื่อ Falcon Heavy บินขึ้นจาก Launch Complex 39A ที่ Kennedy Space Center ในภารกิจ NROL-97 ของ National Reconnaissance Office หรือ NRO หน่วยงานดูแลดาวเทียมข่าวกรองของสหรัฐฯ นี่เป็นครั้งแรกที่ NRO เลือกใช้ Falcon Heavy หลังจากก่อนหน้านี้เคยใช้ Falcon 9 ของ SpaceX มาแล้วมากกว่า 20 ภารกิจ และเป็นเที่ยวบินลำดับที่ 14 ของ Falcon Heavy นับตั้งแต่การบินครั้งแรกในปี 2018

ข้อมูลเกี่ยวกับ Payload ของ NROL-97 ถูกปกปิดตามธรรมชาติของภารกิจด้านข่าวกรอง แต่ Configuration ของจรวดบอกอะไรเราได้อยู่บ้าง Falcon Heavy ประกอบจาก Booster สามลำ โดย Core Stage หมายเลข B1106 เป็นจรวดใหม่และถูกใช้งานแบบ Expendable หรือทิ้งไปหลังการทำงาน ขณะที่ Side Booster หมายเลข B1104 และ B1072 ซึ่งเคยบินร่วมกันในภารกิจ Nancy Grace Roman Space Telescope เพียงประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น ถูกนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดย B1104 กำลังบินเป็นเที่ยวที่ 2 และ B1072 เป็นเที่ยวที่ 4
หลังแยกตัว Side Booster ทั้งสองทำ Boostback Burn เพื่อย้อนกลับมายัง Cape Canaveral ตามภาพที่คุ้นตาจากการปล่อย Falcon Heavy แต่ปัญหาเล็ก ๆ ในวันนั้นก็คือ Landing Zone ที่ SpaceX สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทำหน้าที่หลักในการรับจรวดอย่าง LZ-40 ไม่ว่าง เพราะ B1101 จาก Crew-13 ซึ่งลงจอดไปก่อนหน้านั้นไม่ถึง 13 ชั่วโมงยังอยู่ที่นั่น ขณะที่ Falcon Heavy ต้องการพื้นที่ลงจอดสองแห่งพร้อมกัน

SpaceX จึงต้องกลับไปหา Landing Zone รุ่นเก่าอย่าง LZ-1 และ LZ-2 ที่ตั้งอยู่บริเวณ Launch Complex 13 โดยกำหนดให้ Side Booster ทั้งสองลงจอดพร้อมกันบนสองลานดังกล่าว และนั่นทำให้ LZ-1 ซึ่งตามแผนเดิมควรปิดฉากบทบาทไปแล้ว ต้องกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้มีบริบทที่น่าสนใจ เพราะ LZ-1 คือสถานที่ที่ SpaceX เคยสร้างประวัติศาสตร์การลงจอด Falcon 9 บนบกสำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2015 ก่อนจะกลายเป็นฐานหลักสำหรับ Return-To-Launch-Site ตลอดเกือบสิบปีต่อมา ส่วน LZ-2 ถูกสร้างเพิ่มในภายหลังเพื่อให้ Falcon Heavy สามารถนำ Side Booster สองลำกลับมาลงพร้อมกันได้ พื้นที่ทั้งหมดตั้งอยู่บนบริเวณเดิมของ Launch Complex 13 ซึ่ง SpaceX เช่าจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ
แต่สัญญาการใช้งานพื้นที่ดังกล่าวหมดลงในปี 2025 และมีแผนเปลี่ยน Launch Complex 13 ให้รองรับบริษัทจรวดรายอื่นอย่าง Phantom Space และ Vaya Space ทำให้ SpaceX ต้องย้าย Infrastructure สำหรับการลงจอดออกไป โดย LZ-1 ทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายตามแผนเดิมกับภารกิจ Crew-11 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2025 หลัง Booster B1094 ลงจอดเสร็จ SpaceX ก็ประกาศปิดฉากการใช้งาน LZ-1 ก่อนสร้าง LZ-40 ขึ้นมาทดแทน

ดังนั้นการได้เห็น Falcon Heavy NROL-97 กลับมาลงที่ LZ-1 อีกครั้งในเดือนตุลาคม 2026 จึงค่อนข้างประหลาดในเชิง Operations เพราะเป็นการเรียก Infrastructure ที่ปลดประจำการไปกว่า 14 เดือนกลับมาใช้งาน ไม่ใช่เพราะ SpaceX ไม่มีฐานลงจอดใหม่ แต่ตรงกันข้าม เป็นเพราะฐานลงจอดใหม่ถูกใช้งานอยู่แล้ว และ Flight Cadence ของบริษัทในวันนั้นหนาแน่นจนต้องไปขุดเอาความสามารถสำรองที่ยังเหลืออยู่กลับมาใช้
ประมาณแปดนาทีหลัง Falcon Heavy ออกจาก LC-39A Side Booster ทั้งสองก็ลงจอดบน LZ-1 และ LZ-2 สำเร็จ ขณะที่ Core Stage B1106 ถูกทิ้งไปตามแผน เมื่อรวมกับ B1101 จาก Crew-13 ที่ LZ-40 และ B1082 จาก Transporter-18 ที่ LZ-4 เท่ากับ SpaceX สามารถนำ Falcon Booster กลับมาลงบนพื้นได้ 4 ลำจาก 3 ภารกิจ ในช่วงเวลาประมาณ 13 ชั่วโมงเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ SpaceX สามารถ Landing Booster ได้ถึง 4 ลำภายในหนึ่งวัน
ภาพของวันนี้จึงน่าสนใจกว่าตัวเลขจำนวนการปล่อยเสียอีก ที่ Vandenberg มี LZ-4 ทำงานอยู่หนึ่งแห่ง ขณะที่ Canaveral มี LZ-40, LZ-1 และ LZ-2 ถูกใช้งานครบทั้งสามแห่งในช่วงเวลาเดียวกัน แทบทุก Landing Zone บนบกที่ SpaceX สามารถหยิบมาใช้ได้ถูกเรียกเข้าปฏิบัติการ และกรณีของ LZ-1 ถึงขั้นต้องนำฐานที่เคยประกาศจบหน้าที่ไปแล้วกลับมาใช้เพื่อรองรับ Traffic ชั่วคราว
ภาพนี้ยังแสดงให้เห็นความ Mature ของ Falcon Architecture ได้ดีมาก Crew-13 ใช้ Booster ที่บินเป็นครั้งที่ 3, Transporter-18 ใช้ Booster เที่ยวที่ 25 ขณะที่ Side Booster ของ Falcon Heavy ก็เพิ่งบินในภารกิจ Roman เมื่อหนึ่งเดือนก่อนและถูกนำกลับมาใช้กับภารกิจ National Security อีกครั้ง ระบบเดียวสามารถรองรับ Human Spaceflight, SmallSat Rideshare และภารกิจข่าวกรองระดับชาติได้ภายในวันเดียวกัน โดยแทบไม่มีอะไรเกี่ยวกับการลงจอดที่ถูกมองเป็นเหตุการณ์พิเศษอีกต่อไป การลงจอดกลายเป็นเพียงอีกขั้นตอนหนึ่งของ Ground Operation
เพียงสามวันก่อนหน้านั้น วันที่ 28 กันยายน SpaceX เพิ่งนำ Starship ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกใน Flight 14 พร้อมปล่อย Starlink V3 จำนวน 26 ดวง ก่อนทำ Deorbit Burn และกลับเข้าสู่บรรยากาศ SpaceX ระบุเองว่านี่คือเที่ยวบินแรกของ Starship ที่นำ Payload ที่มีความหมายไปสู่วงโคจร และเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ Orbital Operations อย่างแท้จริง

ตัวเลขของ Starlink ยิ่งทำให้ภาพการเปลี่ยนผ่านชัดขึ้น SpaceX ระบุว่า Starlink V3 จำนวน 26 ดวงบน Starship Flight 14 สามารถเพิ่ม Network Capacity รวมประมาณ 26 Tbps และคิดเป็นความจุประมาณ 10 เท่าของ Starlink V2 Mini ที่ Falcon 9 สามารถนำขึ้นไปได้ในหนึ่งเที่ยว หาก Starship เริ่มบินได้สม่ำเสมอ ภารกิจ Starlink ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลักที่สร้าง Flight Cadence จำนวนมหาศาลให้ Falcon 9 ย่อมเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ให้ย้ายไปอยู่บน Starship
แน่นอนว่า Falcon 9 จะไม่ได้หายไปทันที Crew Dragon ยังคงผูกอยู่กับ Falcon 9 ภารกิจของ NASA และ National Security จำนวนมากยังได้รับการออกแบบและ Certification สำหรับระบบ Falcon รวมถึง Payload จำนวนมากก็ไม่ได้ต้องการ Performance หรือ Volume ระดับ Starship การ Transition จึงน่าจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย Starship รับงานที่ต้องการ Payload จำนวนมากและโดยเฉพาะงานภายในของ SpaceX เอง ขณะที่ Falcon 9 ทำหน้าที่กับภารกิจที่ระบบของมันพิสูจน์ความน่าเชื่อถือมาแล้ว
แต่ในทางกลับกัน นั่นยิ่งทำให้ช่วงเวลานี้น่าสนใจ เพราะ Falcon 9 กำลังอยู่ในสถานะที่ Mature ที่สุด ในเวลาเดียวกับที่ผู้สืบทอดของมันเพิ่งเริ่มทำงานจริง ระบบหนึ่งสามารถปล่อยจรวดหลายเที่ยวต่อวัน มี Booster ที่บินมาแล้ว 25 ครั้ง และมีเครือข่าย Landing Zone จนเกิดปัญหาว่า “จรวดกลับมาเยอะเกินกว่าที่จอดมีอยู่” ขณะที่อีกระบบหนึ่งเพิ่งเข้าสู่วงโคจรและเริ่มขน Payload จริงเป็นครั้งแรก
วันที่ SpaceX ต้องขุด Landing Zone ที่ปลดประจำการแล้วกลับมาใช้ เพราะ Booster ทุกลำกำลังกลับบ้านพร้อมกัน จึงอาจเป็นหนึ่งในภาพที่อธิบายช่วงปลายของยุค Falcon ได้ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะ Falcon 9 กำลังล้าสมัย แต่เพราะมันกำลังทำงานได้ดีและถูกใช้งานหนักเสียจน Infrastructure ที่สร้างไว้สำหรับมันถูกใช้งานแทบเต็มความสามารถ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หาก Starship สามารถทำสิ่งที่ SpaceX ตั้งใจไว้ได้จริง เราอาจย้อนกลับมามองวันที่มี Falcon Booster 4 ลำลงจอดภายในเวลาเพียง 13 ชั่วโมงว่า นี่คือหนึ่งในวันที่ระบบ Falcon 9 เข้าใกล้จุด Peak ที่สุด ก่อน SpaceX จะเริ่มส่งไม้ต่อให้กับจรวดรุ่นถัดไปอย่างจริงจัง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co