วันที่ 9–10 กันยายน 2026 รัฐบาลฝรั่งเศสจัด International Space Summit ขึ้นที่ Grand Palais ในกรุงปารีส และได้ดึงตัวแทนรัฐบาล หน่วยงานอวกาศ บริษัทเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกเข้ามาคุยกัน ตั้งแต่เรื่องการสำรวจอวกาศ การจัดการวงโคจร Frequency ไปจนถึงอนาคตของอุตสาหกรรมอวกาศ โดยงานนี้ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสได้เชิญเอาทั้งผู้บริหารองค์การอวกาศต่าง ๆ บริษัทเอกชน และผู้ที่อยู่ในวงการอวกาศต่าง ๆ ทั่วโลกมารวมกัน ซึ่งงานนี้หากเรามองจากภายนอก ก็จะเหมือนงานประชุมทั่วไป แต่หากไล่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสองวัน เราจะพบว่างานนี้มีบทสนทนาสองชุดซ้อนกันอยู่ ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาไล่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในงานกัน
บทสนทนาชุดแรกคือสิ่งที่ชื่อ International Space Summit บอกเรา นั่นคือโลกควรบริหารจัดการอวกาศร่วมกันอย่างไร ในวันที่ดาวเทียมมีจำนวนมากขึ้น เกิด Mega Constellation วงโคจรหนาแน่นขึ้น Frequency เริ่มเป็นทรัพยากรที่แย่งชิงกัน และภารกิจไปยังดวงจันทร์กำลังกลับมาอีกครั้ง
ในขณะที่บทสนทนาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งอาจสำคัญกว่า คือคำถามที่ยุโรปกำลังถามตัวเองว่า ในโลกที่สหรัฐฯ มี SpaceX, Starlink และโครงสร้างพื้นฐานอวกาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จีนมีระบบอวกาศตั้งแต่จรวด สถานีอวกาศ ไปจนถึงโครงการดวงจันทร์ของตัวเอง และอินเดียกำลังไล่ตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยุโรปจะเลือกเป็นผู้ร่วมโครงการของคนอื่นต่อไป หรือจะกลับมาสร้างความสามารถที่ตัวเองควบคุมได้

เอกสารที่ประเทศสมาชิกยุโรปลงนามในงานใช้คำตรงมากว่ายุโรป ต้องเป็น “21st Century Space Power” และบอกว่าความสามารถอย่าง Launch, Satellite Communication, Navigation, Earth Observation หรือ Space-Based Services ไม่ใช่เพียงโครงการวิทยาศาสตร์หรืออุตสาหกรรมอีกแล้ว แต่เป็น Strategic Infrastructure ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และ Political Independence ของยุโรป พูดง่าย ๆ คือ Paris Space Summit อาจถูกเรียกว่า International Summit แต่ Story ใหญ่ที่สุดที่ออกมาจากงานนี้ กลับเป็นเรื่องของยุโรปเอง
เมื่อยุโรปมองอวกาศใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
หากย้อนกลับไปหลายสิบปี ยุโรปมีสถานะค่อนข้างประหลาดในวงการอวกาศ ยุโรปสามารถสร้างกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ดาวเทียมสำรวจโลก ระบบดาวเทียมนำทาง Galileo ไปจนถึงจรวด Ariane มีนักบินอวกาศของ ESA ทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ และเป็นพันธมิตรโครงการสำคัญของภารกิจระดับโลกจำนวนมาก แต่ในหลาย Capability สำคัญ ยุโรปยังต้องอาศัย Infrastructure ของประเทศอื่นอยู่มาก
ยกตัวอย่างเช่นนักบินอวกาศยุโรปขึ้นอวกาศด้วย Soyuz ของรัสเซีย ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ยาน Crew Dragon ของ SpaceX ยุโรปไม่มี Crew Transportation System ของตัวเอง แม้กระทังโครงการอย่าง ATV ที่นำส่งเสบียงขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และในช่วงที่ Ariane 5 ปลดประจำการ แต่ Ariane 6 ยังไม่พร้อม ยุโรปเคยเข้าสู่ช่วงที่แทบไม่มีเส้นทางการเดินทางสู่อวกาศสำหรับ Payload ขนาดใหญ่ของตัวเองเลย

ไม่ใช้แค่นั้น สงครามในยูเครนยิ่งทำให้คำว่า Dependency หรือการต้องพึ่งพากลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้มากขึ้น ระบบ Communication จากวงโคจรต่ำกลายเป็น Infrastructure สำคัญของสนามรบ ข้อมูล Earth Observation จาก Commercial Satellite ถูกใช้ในการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางทหาร และรัฐบาลเริ่มพบว่าการที่ Infrastructure สำคัญอยู่ในมือประเทศอื่นหรือบริษัทเอกชนไม่กี่แห่ง ไม่ใช่แค่เรื่อง Convenience อีกต่อไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า Strategic Autonomy ปรากฏแทบทุกที่ใน Paris Space Summit โดย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผลักแนวคิดให้ยุโรปประสานความต้องการด้านอวกาศเข้าด้วยกัน และสนับสนุนกันเองมากขึ้น หากรัฐบาลยุโรปต้องซื้อ Launch Service, Satellite หรือ Infrastructure ที่ผู้ประกอบการยุโรปสามารถทำได้ เงินก็ควรหมุนกลับมาสร้าง Ecosystem ของยุโรปเอง

ฟังดูคล้ายแนวคิดความรักชาติ หรือชาตินิโยมและในบางมุมมันก็ตามสไตล์ยุโรป แบบที่เราเห็นกับโครงการขนาดใหญ่ แต่ตรรกะของฝรั่งเศสคือ หากรัฐบาลยุโรปเองยังไม่ยอมเป็น Anchor Customer ให้บริษัทตัวเอง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่อุตสาหกรรมจะสร้าง Scale ขึ้นไปแข่งขันกับผู้เล่นจากสหรัฐฯ และนี่ก็เป็นตรรกะเดียวกับที่ NASA ใช้กับ Commercial Space มานานกว่าสิบปี รัฐบาลไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างเอง แต่รัฐบาลต้องสร้างตลาดที่ทำให้เอกชนกล้าลงทุน
ช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของยุโรป คือส่งคนขึ้นอวกาศเองไม่ได้
Josef Aschbacher ผู้อำนวยการ ESA เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่สุดของงานนี้ เพราะเขาเลือกพูดถึง Elephant in the Room ที่ยุโรปรู้กันมานาน นั่นคือยุโรปยังไม่มีความสามารถในการส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรด้วยตัวเอง โดย Aschbacher เสนอว่าหาก Europe ลงทุนประมาณ 10,000 ล้านยูโรในช่วงสิบปี หรือเฉลี่ยประมาณ 1,000 ล้านยูโรต่อปีนับจากปี 2029 ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสร้าง Independent Human Spaceflight Capability ขึ้นมาได้
เงิน 10,000 ล้านยูโรฟังดูเยอะ แต่หากมองในระดับ Infrastructure ของทวีปหนึ่ง มันไม่ได้เป็นตัวเลขที่หลุดโลกนัก และที่สำคัญกว่าคือ Human Spaceflight ไม่ได้มีค่าเพียงเพราะเราส่งมนุษย์ไปลอยตัวเล่นใน Microgravity ได้ หากยุโรปมี Crew Transportation ของตัวเอง มันหมายถึงยุโรปสามารถเข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาด Commercial Space Station หลังสถานีอวกาศนานาชาติปลดประจำการ สามารถออกแบบ Mission Architecture ของตัวเอง และในอนาคตอาจต่อยอดไปยัง Lunar Transportation ได้
Nyx อาจเป็นก้าวแรกของยุโรปกลับเข้าสู่เกม Space Transportation
หนึ่งในการเซ็น Contract สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในงานคือ ESA เลือก The Exploration Company ให้เดินหน้าโครงการยาน Nyx ภายใต้โครงการ ALADDIN หรือ Autonomous LEO Accelerated Demo Docking to ISS Node ตามรายงาน ESA signs service contract with The Exploration Company for its Nyx vehicle under ‘ALADDIN’, the European autonomous cargo capsule project ยานนั้น Nyx เป็น Reusable Space Capsule ที่ออกแบบสำหรับขน Cargo ขึ้นไปยังสถานีอวกาศ และนำสิ่งของกลับลงมายังโลกได้ โดย ESA ระบุว่า Contract ใหม่จะนำไปสู่ Demonstration Mission ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติก่อนจะมีภารกิจ Cargo เพิ่มเติมตามมา
ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวยาน Nyx แต่คือ วิธีที่ ESA ซื้อ Nyx นี่ไม่ใช่โมเดลแบบเดิมที่หน่วยงานอวกาศออกแบบยาน แล้วจ้างบริษัทเป็น Contractor ผลิต Hardware ให้ แต่กำลังเข้าใกล้แนวคิด Commercial Service ที่ NASA เคยใช้กับ Commercial Cargo และ Commercial Crew โดยรัฐบาลกำหนด Requirement และบอกเอกชนประมาณว่า “ฉันต้องการส่งของขึ้นอวกาศ เธอไปคิดว่าจะทำยังไง แล้วฉันจะซื้อ Service”

ความแตกต่างนี้ดูเหมือนเรื่อง Contract เล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็น Philosophy ของการสร้างอุตสาหกรรม ฉายภาพให้เห็นก็คือ NASA ไม่ได้สร้าง Falcon 9 หรือ Dragon ให้ SpaceX แต่สิ่งที่ NASA สร้างคือ Customer ที่พร้อมซื้อบริการหากบริษัททำสำเร็จ และ ESA ก็กำลังพยายามสร้าง Mechanism แบบเดียวกัน
และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อ Arianespace ประกาศว่า Ariane 6 จะเป็นจรวดที่นำส่ง Nyx ใน Demonstration Mission นี้ เท่ากับ Europe เริ่มต่อภาพตั้งแต่ Launcher ไปจนถึง Spacecraft ของตัวเองเข้าด้วยกันแล้ว วันนี้ Nyx ยังเป็น Cargo Vehicle ไม่ใช่ Crew Vehicle แต่เส้นทาง Cargo ก่อน Crew ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในประวัติศาสตร์ Commercial Space แต่ถ้ามองประวัติศาสตร์แล้ว Dragon เองก็เริ่มต้นจากการขนของเหมือนกัน
IRIS2 เมื่อ Europe ไม่อยากถามว่า แล้วถ้าไม่มี Starlink ล่ะ
Infrastructure อีกก้อนที่ถูกพูดถึงมากในงานคือ IRIS2 เครือข่ายดาวเทียม Communication ของ European Union ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ยุโรปมี Secure Connectivity Infrastructure ของตัวเอง ก่อนหน้านี้ Airbus ได้รับงานสำหรับ Satellite Layer แรกอย่างน้อย 66 ดวง ขณะที่ Thales Alenia Space ได้ Contract มูลค่าประมาณ 500 ล้านยูโรสำหรับ Payload ของระบบ ซึ่ง Architecture โดยรวมจะประกอบด้วยดาวเทียมหลายร้อยดวง และเริ่มทยอยนำขึ้นสู่วงโคจรช่วงปลายทศวรรษนี้ Thales Alenia Space to provide digital and secure payloads for 330 IRIS2 telecommunications satellites in Low Earth Orbit
เวลาพูดถึง IRIS2 เรามักชอบเรียกมันสั้น ๆ ว่า “Starlink ของยุโรป” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ กล่าวคือ Starlink ถูกสร้างขึ้นโดยมี Consumer Broadband เป็นตลาดสำคัญ ก่อนจะขยายเข้าสู่ Government และ Military Service ส่วน IRIS2 ถูกวางโจทย์ตั้งแต่ต้นให้เป็น Infrastructure สำหรับ Government, Security และ Strategic Communication มากกว่า

แต่เหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ของทั้งสองระบบมีส่วนที่ซ้อนกันอย่างชัดเจน คำถามคือ ในวันที่ Satellite Connectivity กลายเป็น Infrastructure สำคัญระดับเดียวกับ Fiber Optic Cable หรือ Mobile Network รัฐบาลยุโรปควรยอมให้เส้นเลือดใหญ่ของ Communication ขึ้นกับ Infrastructure ของบริษัทจากต่างประเทศเพียงไม่กี่รายหรือไม่ และ IRIS2 คือคำตอบของยุโรปว่า ไม่ควร
Earth Observation ก็กำลังแยกเป็นสองโลก
อย่างที่เราทราบกันดี Europe มี Copernicus อยู่แล้ว และ Copernicus เป็นหนึ่งใน Earth Observation Programme ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของโลก ข้อมูล Sentinel ถูกนำไปใช้ตั้งแต่งาน Climate Science, Agriculture, Disaster Monitoring ไปจนถึงการศึกษามหาสมุทร และแนวคิด Open Data ของ Copernicus ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้งานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
ใน Paris Space Summit ประเทศผู้เข้าร่วมจำนวนมากยังลงนามสนับสนุนความต่อเนื่องของ Copernicus และการเปิดให้เข้าถึงข้อมูล Earth Observation ต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน Europe ก็กำลังพูดถึง Earth Observation อีกชุดหนึ่งที่มี Philosophy แทบตรงข้ามกัน นั่นก็คือแผนการสร้าง European Earth Observation Governmental System หรือ EOGS เพื่อเพิ่ม Sovereign Capability ด้านการสังเกตการณ์โลก โดยเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ Revisit สูง ความรวดเร็วสูง และตอบโจทย์ Government, Security และ Defence มากกว่า Copernicus และนี่อาจเป็นทิศทางที่เราจะเห็นมากขึ้นในหลายประเทศ คือ Civil Earth Observation กับ Strategic Earth Observation ค่อย ๆ ถูกแยกออกจากกันชัดขึ้น
Ariane 6 ได้ลูกค้ารายใหญ่ แต่คนช่วยกลับชื่อ Amazon
Arianespace ใช้ Paris Space Summit ประกาศ Agreement และ MoU ใหม่รวมเจ็ดฉบับ ครอบคลุมเกือบสิบเที่ยวบินของ Ariane 64 ถือเป็น Order Intake ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Ariane 6 เริ่มให้บริการ ในจำนวนนั้น Amazon Leo เพียงรายเดียวสั่งเพิ่มอีกหกเที่ยวบิน ทำให้จำนวนเที่ยวบิน Ariane 6 ที่ Amazon จองรวมเพิ่มจาก 18 เป็น 24 เที่ยว จนถึงปี 2031 หลังจากในปี 2026 Ariane 6 ทำภารกิจให้ Amazon Leo ไปแล้วสามเที่ยว และนำดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรรวม 100 ดวง สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่เรารายงานไปใน Amazon Leo กำลังทำให้ตลาดจรวดนอก SpaceX โตอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจาก Amazon LEO ยังมี Eutelsat ที่จอง Ariane 64 อีกสองเที่ยวในปี 2027 และ 2028 สำหรับการต่ออายุ OneWeb Constellation รวมถึงลูกค้าและ Partner อย่าง The Exploration Company, KT SAT, ICEYE, EnduroSat และ AgenaSpace ตามที่ Ariane รายงานใน Ariane 6 Builds On Commercial Success At The International Space Summit With Its Largest Order Intake Since Entering Service

อย่างไรก็ตาม การที่ Amazon สั่งเที่ยวบินเพิ่มไม่ได้แปลว่าปัญหา Commercial Positioning ของ Ariane 6 หายไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันอาจยิ่งทำให้ปัญหานี้เห็นชัดขึ้น เราจะพบว่า Ariane 6 ถูกออกแบบในยุคที่ตลาด Launch ยังต่างจากปัจจุบันมาก ก่อน Falcon 9 จะทำ Reusability เป็น Routine ก่อน Starship จะเริ่มผลัก Cost Structure ลงไปอีกระดับ และก่อนที่บริษัท Launch รุ่นใหม่ในยุโรปอย่าง Isar Aerospace จะเริ่มก้าวเข้ามาในตลาด หลัง Isar ประสบความสำเร็จในการส่งจรวด Spectrum เปิดตลาดใหม่ให้ยุโรป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Arianespace พยายามขยาย Ariane 6 จากจรวดสำหรับ Institutional และ Geostationary Mission ไปสู่ตลาด Constellation และ Rideshare มากขึ้น ซึ่ง Order ของ Amazon Leo เป็นหลักฐานว่าจรวดทำตลาดนี้ได้จริง

แต่คำถามคือหลัง Deployment Phase ของ Amazon จบลง ใครจะเป็นลูกค้ารายถัดไป Amazon Leo ต้องรีบนำดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรจำนวนมาก ทำให้บริษัทจำเป็นต้องซื้อ Capacity จาก Launcher หลายรายพร้อมกัน นี่เป็น Demand แบบพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้น Amazon อาจทำให้ Ariane 6 มี Flight Rate สูงขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ยุโรปยังต้องพิสูจน์คือ Ariane 6 สามารถรักษา Commercial Cadence ได้หรือไม่ เมื่อ Demand ชุดนี้เริ่มลดลง บางครั้งการมีลูกค้ารายใหญ่ช่วยชีวิตธุรกิจ ก็ไม่ได้แปลว่า Business Model ได้รับการพิสูจน์แล้ว มันแปลเพียงว่าเรามีเวลามากขึ้นในการพิสูจน์มัน
SpaceX และ Blue Origin ไม่มา และนั่นก็เป็นข่าวของงานเหมือนกัน
ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งของ Paris Space Summit คือ ในงานที่ฝรั่งเศสต้องการให้เป็นพื้นที่สนทนาระดับโลก ผู้เล่นอเมริกันรายใหญ่หลายรายกลับไม่มา หลายสำนักข่าวเช่น Macron summit to seek boost for European space despite no-shows รายงานว่า SpaceX และ Blue Origin เป็นหนึ่งในบริษัทสหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากงาน ท่ามกลางความไม่พอใจของฝั่งสหรัฐฯ ต่อ Agenda ที่มองว่ามีน้ำหนักไปทางการผลักความต้องการฝั่งยุโรปมากเกินไป ขณะที่ผู้นำยุโรปบางประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ก็ไม่ได้เข้าร่วมเช่นกัน

ตรงนี้ทำให้เห็นปัญหาภายใน Europe เองด้วย ฝรั่งเศส มองว่าการซื้อ European Infrastructure เป็นเรื่องของ Sovereignty แต่ เยอรมนี ซึ่งกำลังเพิ่มการลงทุนด้าน Military Space มหาศาล ยังมองว่าความร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ อย่าง SpaceX เป็น Option ที่มีคุณค่าด้าน Security และ Operational Readiness ดังนั้นแม้ทุกคนจะพูดคำว่า European Strategic Autonomy เหมือนกัน แต่คำว่า Autonomy ของแต่ละประเทศไม่ได้แปลเหมือนกันเสมอไป การถกเถียงนี้อาจสนุกกว่า Technology เสียอีกก็เป็นได้ เพราะสุดท้ายแล้วจรว หรือดาวเทียม จะถูกสร้างได้หรือไม่ได้ขึ้นกับว่ารัฐบาลตกลงกันได้หรือเปล่าว่าจะซื้ออะไร
ปัญหาวงโคจรและความถี่ ที่ถูกหยิบยกมาพูดเช่นกัน
อีกหัวข้อที่อาจไม่ได้ดูหวือหวาเท่า Human Spaceflight แต่มีผลระยะยาวมากคือการจัดการ Radio Frequency และ Orbital Resources ประเทศผู้เข้าร่วมงานออก Statement on support for ITU’s regulatory framework for frequency management สนับสนุนบทบาทของ International Telecommunication Union หรือ ITU ในการจัดสรร Frequency และพูดถึงปัญหา Interference ระหว่าง Non-Geostationary Constellation กับระบบ Geostationary โดยเฉพาะในย่าน Ku และ Ka Band เรื่องนี้ฟังดู Technical มาก แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่อง Geopolitics เต็มตัว เพราะ Spectrum นั้นก็มีข้อจำกัดเหมือนที่ดิน เราไม่สามารถให้ทุกคนใช้ Frequency เดียวกัน กำลังส่งเท่ากัน และชี้ Beam ผ่านพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีใครรบกวนใครได้
ในโลกที่บริษัทไม่กี่แห่งกำลังสร้าง Constellation หลายพันหรือหลายหมื่นดวงแค่ SpaceX เองก็กินพื้นที่ไปเกือบ 80% ของทั้งหมด ประเทศหรือบริษัทที่เข้ามาทีหลังยังสามารถเข้าถึง Spectrum และ Orbital Resource อย่างเป็นธรรมได้หรือเปล่า นี่คือคำถาม และแน่นอนว่าสำหรับประเทศที่เพิ่งสร้าง Space Capability อย่างไทย เรื่องนี้อาจสำคัญกว่าคำถามว่าจะสร้างจรวดเองได้เมื่อไรเสียอีก เพราะต่อให้เราสร้างดาวเทียมได้ หาก Frequency ที่ต้องการใช้เต็มไปด้วยระบบขนาดใหญ่ของคนอื่นหมดแล้ว Space Capability ของเราก็ถูกจำกัดอยู่ดี

ข้อมูลจากอวกาศกำลังกลายเป็น Infrastructure ของโลก AI
อีก Declaration ที่น่าสนใจมากจากงานคือ International Declaration on Space-Based Scientific Data ซึ่งพูดถึงหลัก Accessibility, Openness, Interoperability และ Integrity ของข้อมูลวิทยาศาสตร์จากอวกาศ รวมถึงแนวคิด FAIR Data และความสามารถในการตรวจสอบ Provenance ของ Dataset เมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน เวลาพูดถึง Open Space Data เราอาจจะคิดว่าก็คือ Open Data ที่เปิดให้โหลดได้ทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต แต่วันนี้โจทย์เปลี่ยนไปแล้ว Dataset จาก Satellite ไม่ได้ถูกเปิดให้มนุษย์นั่งดูทีละภาพอีกต่อไป แต่ถูก Feed เข้า Data Pipeline ขนาดใหญ่ ถูกใช้ Train Model ถูกประมวลผลด้วย AI และบางระบบอาจตัดสินใจจากข้อมูลเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ

มันเลยนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า Dataset นี้มาจาก Instrument ไหน ผ่าน Calibration แบบใด ถูก Process มากี่ขั้น Version ไหน มีใครแก้ไขหรือไม่ และหาก AI Model สรุปอะไรผิด เราสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบ Raw Data ได้หรือเปล่า นี่ทำให้ Space Data เริ่มมีสถานะคล้าย Public Infrastructure มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ “รูปจากดาวเทียม” แต่เป็นชั้นข้อมูลที่โลกสมัยใหม่สร้างการตัดสินใจจำนวนมากอยู่ข้างบน
หนึ่งใน Commercial Deal ที่น่าสนใจในงานมาจาก OroraTech บริษัทจากเยอรมนี Eutelsat and OroraTech partner for thermal wildfire detection ซึ่งตกลงติด Infrared Sensor ของตัวเองบนดาวเทียม LEO ของ Eutelsat สูงสุด 96 Payload โดยจองไว้แล้ว 48 Payload และมี Option เพิ่มอีก 48 ซึ่ง OroraTech ระบุว่า Deal นี้จะเพิ่ม Observation Capacity ของบริษัทเกือบ 500% โดยไม่ต้องสร้าง Dedicated Satellite Constellation ใหม่ทั้งชุด นี่เป็นภาพที่น่าสนใจมากของอุตสาหกรรมอวกาศยุคต่อไป
เราอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุก Mission ต้องเริ่มต้นจากการสร้างยานอวกาศหรือดาวเทียมหนึ่งลำสำหรับ Instrument หนึ่งชุดอีกต่อไป บริษัทที่เก่ง Sensor สามารถทำ Sensor บริษัทที่เก่ง Bus ทำ Bus บริษัทที่มี Constellation ขาย Hosting Capacity บริษัทที่มี Rocket ขาย Transportation และบริษัทที่เก่ง Data ทำ Analytics Space Industry จึงค่อย ๆ แตกตัวเป็น Supply Chain เหมือน Cloud Computing มากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องสร้าง Data Center ใหม่ทุกครั้งที่อยากเปิด Website ในอนาคตเราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างดาวเทียมใหม่ทุกครั้งที่อยากเอา Sensor ขึ้นไปบนวงโคจรเช่นกัน
อีก Deal ที่สะท้อนภาพนี้คือ Marlan Space จาก UAE ประกาศลงทุนประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการร่วมกับ Loft Orbital สำหรับดาวเทียม Observation ประมาณ 50 ดวง Loft Orbital and Marlan Space plan $1bn AI satellite fleet with Mistral โดยมีการนำ AI จาก Mistral AI มาใช้กับระบบ แนวคิดสำคัญคือการ Process Data บนวงโคจรมากขึ้น แทนที่จะถ่าย Raw Data ทั้งหมดแล้วส่งลง Ground Station ก่อน
ถ้าดาวเทียมตรวจจับไฟป่าได้ มันอาจไม่จำเป็นต้องส่งภาพขนาดใหญ่ลงมาให้ Data Center บนโลกวิเคราะห์ทั้งหมด ดาวเทียม สามารถ Detect Event บนวงโคจร แล้วส่งเพียง Alert หรือข้อมูลที่จำเป็นลงมาก่อน ทำให้ Latency ลดลง Bandwidth ที่ใช้ลดลง และดาวเทียมจะ เปลี่ยนจาก Sensor ที่บินอยู่บนฟ้า ไปเป็น Computing Node ที่มี Sensor ติดอยู่ นี่อาจเป็นหนึ่งใน Trend ที่ใหญ่ที่สุดของ Space Industry ในสิบปีข้างหน้าก็ว่าได้
อินเดียเข้ามานั่งที่โต๊ะในฐานะ Space Power เต็มตัว
อีกภาพหนึ่งที่ Paris Space Summit ทำให้เห็นคือ Space Race รอบใหม่ไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ กับจีน แต่อินเดียกำลังกลายเป็นผู้เล่นที่ไม่สามารถใส่ไว้ในหมวด Emerging Space Nation หรือประเทศที่กำลังพัฒนาด้านอวกาศได้อีกแล้ว เราจะเห็นว่าอินเดีย มีจรวดของตัวเอง มีภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร
โดยในงานนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ได้ปรากฎตัวผ่าน Video Conference และกล่าว ตามรายงานจาก Prime Minister Shri Narendra Modi addresses the International Space Summit in Paris, France วางภาพอินเดียในฐานะ Space Power ที่พร้อมทำงานร่วมกับนานาชาติ โดยย้ำว่าอวกาศกำลังมีผู้เล่นและเทคโนโลยีมากขึ้นจนจำเป็นต้องเลือก “Cooperation over Confrontation, Sustainability over Short-term Gain และ Inclusion over Exclusion” พร้อมสนับสนุนการใช้อวกาศอย่างปลอดภัย สงบ และยั่งยืนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและความร่วมมือแบบพหุภาคี

Modi ยังยกผลงานของ ISRO ตั้งแต่การปล่อย Payload กว่า 430 ชิ้นจาก 34 ประเทศ, Chandrayaan-3, Aditya-L1 ไปจนถึงการที่นักบินอวกาศอินเดียเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติ ก่อนประกาศเป้าหมายระยะยาวของประเทศ ได้แก่ การสร้างสถานีอวกาศของอินเดียภายในปี 2035 และส่งนักบินอวกาศอินเดียไปดวงจันทร์ภายในปี 2040 พร้อมเชิญฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ เข้ามาเป็น Partner ในภารกิจอวกาศยุคถัดไปของอินเดีย ซึ่งสะท้อนชัดว่าอินเดียไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียงประเทศที่กำลังพัฒนา Space Capability อีกแล้ว แต่กำลังเสนอตัวเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมืออวกาศของโลกในทศวรรษหน้า
การที่อินเดียปรากฏตัวในบทสนทนาเรื่อง Future Human Spaceflight, International Cooperation และ Space Economy จึงสะท้อนโลก Multipolar มากขึ้น โลกอวกาศในปี 2026 ไม่ได้มีโต๊ะตัวใหญ่ที่สหรัฐฯ กับจีนนั่งหัวโต๊ะ แล้วประเทศอื่นเลือกข้างเพียงอย่างเดียว
แล้วไทยควรอ่านอะไรจาก Paris Space Summit
ไทยส่งตัวแทนเข้าร่วม International Space Summit ครั้งนี้เช่นเดียวกัน ทั้งจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ NARIT และ GISTDA และหากมองจากโจทย์ที่ประเทศไทยกำลังเจออยู่ หลายเรื่องในปารีสสองสามวันนี้นั้นตรงกับเราโดยตรง
ไทยกำลังพูดถึง Space Activities Act ผ่านกฎหมายด้านกิจการอวกาศแห่งชาติ เรากำลังสร้าง Satellite Capability มีบริษัทดาวเทียมเองชนเติบโตขึ้นมา กำลังพัฒนา Instrument ทางวิทยาศาสตร์ เริ่มพูดถึง Lunar Mission เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของ Spaceport และกำลังมี Private Sector ที่พยายามเข้ามาทำงานด้านอวกาศมากขึ้นในหลายมิติ สิ่งที่ยุโรปกำลังเรียนรู้อาจใช้กับไทยได้ในเสกลที่เล็กลงมาก แต่มีรากฐานเหมือนกันหลาย ๆ อย่าง
- ข้อแรกคือ Space Capability ไม่ได้แปลว่าเราต้องสร้างทุกอย่างเอง แม้แต่ยุโรป ซึ่งมีงบประมาณและอุตสาหกรรมใหญ่กว่าไทยหลายสิบเท่ายังรู้ว่าการทำทุกอย่างตั้งแต่ จรวด, Satellite Bus, Instrument, Ground Station ไปจนถึง Application ด้วยตัวเองไม่ใช่คำตอบโจทย์คือเลือกให้ถูกว่า Capability ไหนเป็น Strategic Capability ที่ประเทศควรรักษาไว้ และอะไรซื้อเป็น Service ได้
- ข้อที่สองคือ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเป็น Operator ทุกอย่าง แต่ต้องทำหน้าที่สร้างตลาด กรณี Commercial Cargo ของ ESA แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถใช้ Demand ของตัวเองสร้างเอกชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาสร้าง Hardware ทุกชิ้น
- ต่อมาคือสำหรับไทยประเด็นมันไม่ใช่แค่ว่า “รัฐบาลจะสร้างดาวเทียมอะไรต่อ” หรือต้องมี THEOS อีกกี่ดวง แต่ควรถามว่า “รัฐบาลจะซื้อ Service อะไรจากบริษัทไทยได้บ้าง เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นโต”
- และข้อสุดท้ายคือ Sovereignty ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างเอง นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Paris Space Summit ยุโรป ยังซื้อบริการจากสหรัฐฯ Ariane 6 ยังต้องการลูกค้าอย่าง Amazon ESA ยังทำภารกิจกับ NASA แต่สิ่งที่ยุโรปกำลังพยายามสร้างคือความสามารถที่จะไม่ถูกบังคับให้มีตัวเลือกเพียงตัวเดียว
Paris Space Summit เป็นงานประชุมอวกาศที่น่าจับตามองมาก
หากมอง Paris Space Summit เป็นเพียงการรวมตัวของหน่วยงานอวกาศจากหลายประเทศ งานนี้ก็มีข่าวเต็มไปหมด ตั้งแต่ Contract ของ Ariane 6, Nyx, IRIS2, Hosted Payload, AI Satellite ไปจนถึงการประกาศความเป็นผู้นำด้าน Space Sustainability และ Scientific Data แต่ถ้ามองทั้งหมดเป็นภาพเดียว เราจะเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกลับชัดกว่านั้นมาก ประเด็นก็คือ โลกกำลังเริ่มมอง Space Infrastructure เหมือนที่เราเคยมอง Energy, Semiconductor, Cloud Computing และ Telecommunications มันเป็นสิ่งที่ประเทศสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องผลิตทุกชิ้นด้วยตัวเอง แต่ก็อันตรายเกินไปที่จะไม่มีความสามารถควบคุมอะไรเลย

ยุโรปอาจมาช้ากว่าสหรัฐฯ ใน Commercial Space ยังไม่มี Reusable Heavy Launcher ยังส่ง นักบินอวกาศเองไม่ได้ และยังมีความเห็นไม่ตรงกันแม้แต่ในหมู่ประเทศสมาชิกว่าจะพึ่งพาสหรัฐฯ ได้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปารีส เรามองว่าอย่างน้อยมันแสดงให้เห็นว่า Europe เริ่มรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Space Power ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่สามารถปักธงบนดวงจันทร์ได้ แต่คือประเทศที่เมื่อ Infrastructure จากคนอื่นหายไป มันยังสามารถติดต่อสื่อสาร มองโลก นำทาง ส่งของ และเดินทางขึ้นสู่อวกาศได้ด้วยตัวเอง และ Paris Space Summit อาจเป็นหนึ่งในจุดที่ Europe เริ่มประกาศอย่างจริงจังว่า อย่างน้อยมันก็ไม่อยากเป็นเพียงลูกค้าของคนอื่นอีกต่อไปนั่นเอง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co