สวัสดีจากกลางทะเลทรายใน Palmdale รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าขับรถออกจาก Los Angeles ไปทางเหนือ ตัดผ่านเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากบริเวณชานเมืองกลายเป็นเป็นภูมิประเทศแห้งแล้งของ High Desert ก่อนจะถึงทะเลทราย Mojave เราจะเจอเมืองหนึ่งที่ดูเหมือนเมืองธรรมดา แต่สำหรับประวัติศาสตร์การบินและอวกาศของสหรัฐฯ แล้ว Palmdale คือหนึ่งในสถานที่ที่เครื่องบินและยานอวกาศประหลาดที่สุดจำนวนมากเคยเกิดขึ้น ถูกทดสอบ ถูกซ่อม ถูกดัดแปลง หรือถูกส่งออกเดินทางจากที่นี่
และที่ Joe Davies Heritage Airpark ใน Palmdale เครื่องบิน Boeing 747 สีขาว น้ำเงิน แดง ลำหนึ่งจอดอยู่อย่างเงียบ ๆ กลางแดดแห้ง ๆ ของแคลิฟอร์เนีย นี่คือ NASA 911 หรือ Boeing 747-100SR ทะเบียน N911NA หนึ่งในสองเครื่องบิน Shuttle Carrier Aircraft ของ NASA ที่เคยทำหน้าที่แบก Space Shuttle หรือกระสวยอวกาศเดินทางไปมาบนโลก

คำว่า “แบก” ในที่นี้ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบ เครื่องบินลำนี้แบกกระสวยอวกาศจริง ๆ โดยนำ Orbiter ทั้งลำไปติดตั้งไว้บนหลังของ 747 แล้วบินข้ามทวีปกลับไปยัง NASA Kennedy Space Center ในฟลอริดา หรือไปยังสถานที่อื่นที่ไม่สามารถขนส่งทางบกได้ง่าย ๆ
ในประวัติศาสตร์ของ NASA มีเครื่องบินแบบนี้เพียงสองลำในโลก คือ NASA 905 ทะเบียน N905NA และ NASA 911 ทะเบียน N911NA ทั้งสองลำเป็น Boeing 747 ที่เดิมเคยเกิดมาเพื่อเป็นเครื่องบินโดยสาร ก่อนถูก NASA นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นเครื่องบินขนส่งยานอวกาศที่หน้าตาประหลาด แต่กลับเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของระบบ Space Shuttle มากกว่าที่หลายคนคิด

เพราะ Space Shuttle อาจเป็นยานอวกาศที่ถูกออกแบบมาให้บินกลับมาลงจอดบนรันเวย์เหมือนเครื่องบิน แต่ปัญหาคือ หลังจากลงจอดแล้ว มันไม่ได้ “บินกลับบ้านเอง” ได้ นี่แหละคือเหตุผลที่ NASA ต้องมี 747 เอาไว้แบกกระสวยอวกาศ
กระสวยอวกาศที่บินขึ้นเหมือนจรวด แต่กลับบ้านเหมือนเครื่องร่อน
Space Shuttle เป็นระบบขนส่งอวกาศที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งทางวิศวกรรม มันถูกออกแบบมาให้ขึ้นสู่อวกาศในฐานะจรวด ใช้ Solid Rocket Booster สองข้างกับ External Tank ขนาดใหญ่ แต่เมื่อภารกิจจบลงส่วนที่เรียกว่า Orbiter จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลงจอดบนรันเวย์เหมือนเครื่องบิน
ฟังดูเหมือนเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วกระสวยอวกาศไม่ใช่เครื่องบินโดยสารที่สามารถเติมน้ำมันแล้วบินต่อไปเองได้ มันไม่มีเครื่องยนต์สำหรับบินในบรรยากาศ ไม่มีความสามารถในการบินขึ้นได้ด้วยตัวเอง และเมื่อลงจอดแล้วมันก็คือเครื่องร่อนขนาดมหึมาที่ต้องถูกขนย้ายกลับไปยังฐานปล่อยหรือโรงซ่อมด้วยวิธีอื่น

ในอุดมคติ NASA อยากให้กระสวยอวกาศลงจอดที่ NASA Kennedy Space Center ในฟลอริดา เพราะจะประหยัดเวลาและต้นทุนในการเตรียมภารกิจถัดไปมากที่สุด แต่ในความเป็นจริง สภาพอากาศในฟลอริดาไม่ได้เป็นมิตรเสมอไป และในช่วงต้นของโครงการ NASA ก็ใช้ Edwards Air Force Base ในแคลิฟอร์เนียเป็นพื้นที่ลงจอดหลักอยู่หลายครั้ง เนื่องจากมี Dry Lakebed ขนาดใหญ่ รันเวย์ยาว และสภาพอากาศที่คาดเดาได้ง่ายกว่า
พูดง่าย ๆ คือ ถ้า Kennedy คือบ้านของการปล่อย Edwards ก็คือบ้านสำรองที่ปลอดภัยกว่าในการเอาเครื่องร่อนหนักหลายสิบตันลงพื้นในวันที่ฟลอริดาไม่เป็นใจ แต่เมื่อกระสวยอวกาศลงจอดที่ Edwards หรือที่อื่น ปัญหาถัดมาคือ จะพามันกลับไปฟลอริดาอย่างไร จะขนทางถนนก็แทบเป็นไปไม่ได้ จะขนทางเรือก็ช้าและซับซ้อนเกินไป วิธีที่เร็วที่สุดคือเอามันขึ้นเครื่องบิน แต่จะหาเครื่องบินอะไรมาแบกยานอวกาศทั้งลำบนหลังได้ นั่นคือจุดที่ Boeing 747 เข้ามาในเรื่องนี้
Boeing 747 เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่เข้าประจำการในปี 1969 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค Jumbo Jet ด้วยลำตัวขนาดใหญ่ ปีกกว้าง เครื่องยนต์สี่ตัว และโครงสร้างที่แข็งแรงพอจะถูกดัดแปลงให้ทำอะไรแปลก ๆ ได้มากกว่าการขนผู้โดยสารจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง

NASA 905 เป็นลำแรกที่ NASA ซื้อจาก American Airlines ในปี 1974 แล้วส่งไปให้ Boeing ดัดแปลงเป็น Shuttle Carrier Aircraft เพื่อใช้ทดสอบกับ Enterprise ในโครงการ Approach and Landing Test ปี 1977 ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่ากระสวยอวกาศจะสามารถร่อนและลงจอดได้จริงหรือไม่ ก่อนที่กระสวยอวกาศจะเริ่มบินสู่อวกาศในปี 1981 ภาพ Enterprise ถูกปล่อยออกจากหลัง 747 แล้วร่อนลงจอดเอง คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ทำให้ NASA มั่นใจว่าแนวคิด “ยานอวกาศที่กลับมาลงรันเวย์” ไม่ได้เป็นเพียงภาพวาดของวิศวกร แต่สามารถทำงานได้จริงในโลกที่แรงยก แรงต้าน และแรงโน้มถ่วงไม่เคยใจดีกับใคร
แต่เมื่อกระสวยอวกาศเข้าสู่การใช้งานจริง NASA ก็พบว่าเครื่องบิน Carrier ไม่ได้เป็นแค่ของใช้เฉพาะกิจสำหรับการทดสอบ แต่มันคือส่วนหนึ่งของ Logistics ทั้งระบบ การปล่อยยานอวกาศหนึ่งครั้งไม่ได้จบที่การส่งยานขึ้นสู่วงโคจร แต่มันรวมถึงการนำยานกลับมา ตรวจสอบ ซ่อม เปลี่ยนชิ้นส่วน อัปเกรด แล้วส่งกลับไปปล่อยอีกครั้ง นี่คือหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของกระสวยอวกาศตั้งแต่แรก คือการทำให้ยานอวกาศ “Reusable” เหมือนเครื่องบิน แต่ความจริงก็คือ การทำให้ยานอวกาศ Reusable ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนเครื่องบินโดยสาร และ NASA 905 กับ NASA 911 คือหลักฐานชิ้นใหญ่ที่บอกเราว่า Reusability ต้องการระบบสนับสนุนทั้งโลกอยู่ข้างหลัง
ดัดแปลง 747 ให้แบกยานอวกาศ ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง
ถ้ามองจากข้างนอก Shuttle Carrier Aircraft ดูเหมือน 747 ที่ถูกเอากระสวยอวกาศไปวางบนหลัง แต่ในเชิงวิศวกรรม มันไม่ใช่แค่การเจาะรูแล้วเอาเสามาเสียบ NASA และ Boeing ต้องดัดแปลงโครงสร้างลำตัวให้รับน้ำหนักและแรงกระทำจากกระสวยอวกาศได้ โดยติดตั้งจุดยึดหลักสามตำแหน่งบนลำตัว คือจุดด้านหน้าหนึ่งจุด และจุดด้านหลังสองจุด พร้อมเสริมโครงสร้างภายในให้รับ Load ได้อย่างปลอดภัย ภายในเครื่องบินส่วนท้ายถูกถอดอุปกรณ์และสิ่งตกแต่งจำนวนมากออก เพื่อลดน้ำหนักและเปิดพื้นที่ให้เหมาะกับภารกิจขนส่ง ไม่ใช่ภารกิจผู้โดยสารอีกต่อไป

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดอีกอย่างคือ Vertical Stabilizer เพิ่มเติมสองชิ้นที่ปลาย Horizontal Stabilizer หรือแพนหางแนวนอนของเครื่องบิน พูดง่าย ๆ คือ NASA เพิ่มครีบหางเล็ก ๆ เข้าไปอีกสองข้าง เพราะเมื่อเอากระสวยอวกาศไปวางบนหลัง 747 กระแสอากาศรอบตัวเครื่องจะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง Orbiter ขนาดใหญ่บนหลังกลายเป็นเหมือนภูเขาลูกหนึ่งที่วางอยู่กลางลำตัว ทำให้เสถียรภาพตามทิศทางหรือ Directional Stability ของเครื่องบินแย่ลง ถ้าไม่มีครีบหางเพิ่ม เครื่องบินจะควบคุมยากขึ้น โดยเฉพาะในบางช่วงของการบินที่ต้องการความนิ่ง เช่น Takeoff, Landing หรือเมื่อเจอลมขวาง

ในห้องนักบินก็ต้องมีเครื่องมือเพิ่มเติมให้ Flight Crew และ Engineer ตรวจสอบระบบของกระสวยอวกาศระหว่าง Ferry Flight ได้ เพราะถึงแม้กระสวยอวกาศ จะไม่ได้ทำงานเหมือนตอนอยู่ในอวกาศ แต่มันก็ไม่ใช่ “Cargo” เฉย ๆ มันยังมีระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม และข้อจำกัดด้านอุณหภูมิที่ต้องดูแล

ตัวเลขของ Shuttle Carrier Aircraft ก็ชวนให้เห็นภาพดีมาก เครื่องบินยาวประมาณ 231 ฟุต 10 นิ้ว หรือราว 70.7 เมตร ปีกกว้าง 195 ฟุต 8 นิ้ว หรือราว 59.6 เมตร ใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT9D-7J จำนวนสี่เครื่อง แต่ละเครื่องให้แรงขับประมาณ 48,600 ปอนด์ เมื่อแบกกระสวยอวกาศ ความเร็วถูกจำกัดไว้ที่ประมาณ 250 knots หรือ Mach 0.6 ระดับความสูงเดินทางทั่วไปอยู่เพียง 13,000-15,000 ฟุต เทียบกับตอนบินเปล่าที่ขึ้นไปได้ราว 24,000-26,000 ฟุต
NASA 911 ลำที่สองของครอบครัว Shuttle Carrier
NASA 911 หรือ N911NA เป็น Shuttle Carrier Aircraft ลำที่สองของ NASA เดิมเป็น Boeing 747-100SR-46 สร้างขึ้นในปี 1973 และเคยให้บริการกับ Japan Air Lines มาก่อน รุ่น 747-100SR หรือ Short Range เป็น Variant ที่ออกแบบมาสำหรับเส้นทางบินระยะสั้นแต่ความถี่สูงในญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมากและต้องบินขึ้นลงบ่อยกว่าเส้นทาง Long-haul ทั่วไป โครงสร้างของเครื่องบินตระกูล SR จึงเหมาะกับการใช้งานที่ต้องรับ Cycle การขึ้นลงจำนวนมาก และในทางหนึ่งก็ทำให้มันเป็น Candidate ที่น่าสนใจสำหรับ NASA เมื่อต้องการ 747 อีกลำมารองรับภารกิจ Shuttle Carrier
NASA ซื้อเครื่องบินลำนี้จาก Japan Air Lines ในปี 1989 แล้วส่งให้ Boeing ดัดแปลงเป็น Shuttle Carrier Aircraft ก่อนส่งมอบให้ NASA ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1990 การมี NASA 911 เพิ่มเข้ามาไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตลอดช่วงแรกของโครงการกระสวยอวกาศ NASA 905 ต้องรับงานแทบทั้งหมด ตั้งแต่การทดสอบ Enterprise ไปจนถึงการขนส่งกระสวยอวกาศ หลังลงจอด เมื่อเข้าสู่ยุคที่โครงการกระสวยอวกาศ โตขึ้น และหลังอุบัติเหตุ Challenger ในปี 1986 NASA ก็ต้องการความยืดหยุ่นและ Redundancy มากขึ้นในระบบสนับสนุนภาคพื้นดิน


NASA 911 จึงเข้ามาเป็นเหมือน “พี่น้องลำที่สอง” ของ NASA 905 ภารกิจแรก ๆ ที่สำคัญที่สุดของ NASA 911 คือการพากระสวยอวกาศ Endeavour หรือ OV-105 จาก Palmdale แคลิฟอร์เนีย ไปยัง NASA Kennedy Space Center ในฟลอริดาในปี 1991 ซึ่งกระสวยอวกาศ Endeavour เป็นกระสวยอวกาศลำสุดท้ายที่ NASA สร้างขึ้น เพื่อทดแทน Challenger ที่สูญเสียไปในปี 1986 เป็นสัญลักษณ์ของการกลับมายืนขึ้นอีกครั้งของ Shuttle Program หลังโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของการบินอวกาศมนุษย์ และในภาพนั้น Endeavour ไม่ได้เดินทางไปฟลอริดาด้วยตัวเอง แต่มันขึ้นหลัง NASA 911 จากเมืองที่มันถูกประกอบขึ้นมา นั่นคือ Palmdale แล้วถูกพาไปยังฐานปล่อยที่ NASA Kennedy Space Center ก่อนจะออกบินสู่อวกาศครั้งแรกในภารกิจ STS-49 เดือนพฤษภาคม 1992
Palmdale เมืองที่กระสวยอวกาศเกิดและกลับมาแก่
Palmdale ไม่ใช่แค่เมืองที่ NASA 911 จอดอยู่ในวันนี้ แต่เป็นหนึ่งในเมืองที่ผูกกับประวัติศาสตร์กระสวยอวกาศอย่างลึกมาก เพราะ กระสวยอวกาศ หลายลำถูกสร้าง ประกอบ หรือซ่อมบำรุงใหญ่ที่โรงงานของ Rockwell International ที่ Air Force Plant 42 ใน Palmdale นี่ทำให้การที่ NASA 911 กลับมาจอดอยู่ที่ Palmdale มีความหมายแปลก ๆ เหมือนวงจรชีวิตที่ปิดลงอย่างพอดี มันเคยพา Endeavour ออกจากบ้านเกิดไปยังฟลอริดา และหลายทศวรรษต่อมา ตัวมันเองก็กลับมาพักอยู่ใกล้บ้านเกิดของกระสวยอวกาศที่มันเคยแบก บนแผนที่ของคนทั่วไป Palmdale อาจเป็นเพียงเมืองริมทะเลทราย แต่บนแผนที่ของการบินอวกาศ มันคือพื้นที่ที่ Aircraft, Spacecraft และ Industrial Base ของสหรัฐฯ มาซ้อนทับกันอย่างชัดเจน

ตลอดอายุการทำงานในฐานะ Shuttle Carrier Aircraft NASA 911 บินทั้งหมด 386 เที่ยวบินในบทบาท SCA และในจำนวนนั้น 66 เที่ยวบินเป็นการบินโดยมีกระสวยอวกาศติดตั้งอยู่บนหลัง ตัวเลข 66 เที่ยวอาจฟังดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับจำนวนเที่ยวบินของเครื่องบินโดยสารทั่วไป แต่แต่ละเที่ยวบินคือ Operation ที่ซับซ้อนมาก ต้องมีการเตรียมกระสวยอวกาศ, ตรวจโครงสร้าง, ใช้ระบบ Mate-Demate หรืออุปกรณ์ยกเฉพาะทางเพื่อนำกระสวยอวกาศ ขึ้นหรือลงจากหลังเครื่องบิน วางแผนเส้นทาง ตรวจอากาศ จัดทีมวิศวกร และควบคุมข้อจำกัดด้านการบินจำนวนมาก

โดยปกติแล้ว เมื่อกระสวยอวกาศลงจอดที่ Edwards ในแคลิฟอร์เนีย NASA จะต้องนำกระสวยอวกาศ กลับไปยัง NASA Kennedy Space Center ในฟลอริดาเพื่อเตรียมภารกิจถัดไป การ Ferry Flight เหล่านี้จึงเป็นงานเบื้องหลังที่ทำให้ Reusable Spacecraft กลับเข้าสู่ Cycle การใช้งานได้จริง และบางครั้ง Shuttle Carrier Aircraft ก็ไม่ได้ทำแค่พายานกลับหลังจบภารกิจ แต่ยังพา Orbiter ไปซ่อม ปรับปรุง หรือย้ายไปยังสถานที่จัดแสดงหลังปลดประจำการด้วย
Mate-Demate Device เครื่องยกที่ทำให้ 747 แบกยานอวกาศได้
การนำกระสวยอวกาศขึ้นไปวางบนหลัง 747 ไม่ได้ใช้เครนธรรมดายกแบบของก่อสร้างทั่วไป NASA มีโครงสร้างเฉพาะที่เรียกว่า Mate-Demate Device หรือ MDD เป็น Gantry ขนาดใหญ่ที่ใช้ยกกระสวยอวกาศ ขึ้นจากพื้น แล้วให้ Shuttle Carrier Aircraft ขับเข้าไปอยู่ด้านล่าง ก่อนลดกระสวยอวกาศลงมาติดตั้งกับจุดยึดบนหลังเครื่องบิน
MDD ที่ Edwards มีหอสูงประมาณ 100 ฟุตสองฝั่ง มีโครงสร้างแนวนอนอยู่ด้านบน และใช้ระบบ Hoist หลายชุดในการยก Orbiter อย่างควบคุมได้ละเอียด เพราะนี่ไม่ใช่การยกวัตถุหนักอย่างเดียว แต่ต้องจัดตำแหน่งให้จุดยึดของกระสวยอวกาศ ตรงกับจุดยึดของ SCA อย่างแม่นยำ

และถ้าเรามองภาพกระสวยอวกาศวางอยู่บนหลัง 747 แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่โคตรจะเท่ นั่นก็เพราะมันบ้ามาก ๆ ในเชิงวิศวกรรม แรงยก แรงต้าน น้ำหนัก จุดศูนย์ถ่วง และเสถียรภาพของเครื่องบินถูกบังคับให้ทำงานใน Configuration ที่ไม่มีเครื่องบินโดยสารปกติลำไหนต้องเจอแต่ NASA ทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติได้ ซึ่งนี่อาจเป็นความสุดยอดของระบบอวกาศยุคกระสวยอวกาศ มากพอ ๆ กับตัวกระสวยอวกาศเอง
ตอนจบของ Shuttle Carrier Aircraft
เมื่อโครงการกระสวยอวกาศสิ้นสุดลงในปี 2011 บทบาทของ Shuttle Carrier Aircraft ก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายด้วย NASA 905 และ NASA 911 ถูกใช้ในภารกิจส่งกระสวยอวกาศไปยังบ้านหลังสุดท้ายของพวกมัน โดย NASA 905 เป็นลำที่รับบทเด่นในการพากระสวยอวกาศที่ปลดประจำการไปจัดแสดง รวมถึงภารกิจส่ง Endeavour ไปยัง Los Angeles ก่อนที่ Endeavour จะถูกเคลื่อนย้ายทางถนนไปยัง California Science Center
หลังจากนั้น NASA 905 ถูกนำไปจัดแสดงที่ Space Center Houston คู่กับกระสวยอวกาศจำลอง Independence ส่วน NASA 911 ปลดประจำการก่อนหน้านั้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2012 หลังทำงานกับ NASA มากว่าสองทศวรรษ และสะสมชั่วโมงบินตลอดชีวิตไว้ 33,004 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 38 ปี ทั้งในฐานะเครื่องบินโดยสารของ Japan Air Lines และในฐานะ Shuttle Carrier Aircraft ของ NASA

แต่ชีวิตหลังเกษียณของ NASA 911 ก็ยังไม่ได้จบลงทันที เพราะชิ้นส่วนบางส่วนของมันถูกนำไปใช้สนับสนุน SOFIA หรือ Stratospheric Observatory for Infrared Astronomy เครื่องบิน Boeing 747SP ที่ NASA และ DLR ดัดแปลงให้เป็นหอดูดาวอินฟราเรดลอยฟ้า SOFIA เองก็ปลดประจำการไปแล้วในปี 2022 ทำให้ตอนนี้ยุคของ 747 ฝั่ง NASA ทั้งสามบทบาท NASA 905, NASA 911 และ SOFIA ได้ปิดฉากลงเรียบร้อย จากเครื่องบินโดยสาร สู่เครื่องบินแบกยานอวกาศ สู่แหล่งอะไหล่ของหอดูดาวลอยฟ้า และสุดท้ายกลายเป็นวัตถุประวัติศาสตร์กลางทะเลทราย
บ้านหลังสุดท้ายกลางทะเลทราย
วันนี้ NASA 911 จอดแสดงอยู่ที่ Joe Davies Heritage Airpark ใน Palmdale ภายใต้สภาพอากาศแห้งแล้งของ High Desert ซึ่งเหมาะมากสำหรับการเก็บรักษาเครื่องบินขนาดใหญ่กลางแจ้ง เพราะความชื้นต่ำช่วยลดการกัดกร่อนเมื่อเทียบกับพื้นที่ชายฝั่งหรือเมืองที่ฝนตกบ่อย ถ้าเดินเข้าไปใกล้ ๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่ทำให้มันต่างจาก 747 ทั่วไป จุดยึดบนหลังลำตัวที่ครั้งหนึ่งเคยรับน้ำหนักกระสวยอวกาศ ครีบหางเสริมที่ปลาย Horizontal Stabilizer และสัดส่วนของเครื่องบินที่ยังคงความเป็น Jumbo Jet ยุคคลาสสิกอยู่เต็มตัว
แต่สิ่งที่หนักกว่าน้ำหนักของกระสวยอวกาศคือความหมายที่มันแบกไว้ เครื่อง NASA 911 แบก Endeavour ในวันที่ยานลำนั้นยังเป็นกระสวยอวกาศใหม่จากโรงงาน มันแบกกระสวยอวกาศ หลายครั้งหลังภารกิจ มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้ยานอวกาศที่ร่อนลงบนรันเวย์ในแคลิฟอร์เนียกลับไปขึ้นสู่อวกาศจากฟลอริดาได้อีกครั้ง และเมื่อทุกอย่างจบลง มันเองก็กลับมาพักอยู่ที่ Palmdale

เพราะมันเตือนเราว่า การสำรวจอวกาศไม่เคยเป็นเรื่องของจรวดเพียงลำเดียว หรือยานอวกาศเพียงลำเดียว แต่มันคือระบบของผู้คน เครื่องมือ โรงงาน รันเวย์ รถลาก เครน เครื่องบิน และการตัดสินใจเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนที่ทำให้ภารกิจใหญ่เกิดขึ้นได้
แม้สุดท้าย Space Shuttle จะไม่ได้ทำให้การบินอวกาศกลายเป็นเรื่องธรรมดาเท่าที่โลกเคยหวังไว้ แต่เครื่องบิน 747 ลำนี้ก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ เป็นหลักฐานว่า ครั้งหนึ่ง NASA เคยพยายามทำให้ยานอวกาศกลับบ้านบนหลังเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งและที่น่าบ้ากว่านั้นคือ มันทำได้จริงด้วยนั่นเอง
SOFIA หอดูดาวบินได้บนเครื่อง 747 ที่ออกแบบให้ไปอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่ ก็ได้บนโลก
รู้จัก DC-8 Airborne Science Laboratory ห้องแล็บลอยฟ้าของ NASA
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co