ไม่ว่าจะในวงการอวกาศหรือไม่ ถ้าลองมองไปรอบตัวเรา จะพบว่าแทบทุกเทคโนโลยีกระโดดไปไกลอย่างน่ากลัวในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา คอมพิวเตอร์เล็กลง เร็วขึ้น ราคาถูกลง โทรศัพท์มือถือกลายเป็นเครื่องมือที่มีกำลังประมวลผลมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในอดีตหลายเท่า แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มักจะเดินช้ากว่าเพื่อนเสมอ นั่นคือ “พลังงาน”
แบตเตอรี่ในวันนี้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งในแง่ราคา อายุการใช้งาน ระบบจัดการพลังงาน และความหนาแน่นพลังงาน แต่ถ้าเทียบกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของวงการคอมพิวเตอร์ ความหนาแน่นพลังงานของ Lithium-ion Battery ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้พุ่งแบบจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปคอมพิวเตอร์ พลังงานนิวเคลียร์เองก็เช่นกัน มันเป็นเทคโนโลยีที่ให้พลังงานมหาศาล แต่วิวัฒนาการของมันถูกกำกับด้วยฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์ ความปลอดภัย และ Regulation ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นพระเอกของยุคพลังงานสะอาด แต่ก็ยังติดข้อจำกัดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่มีแสง มันก็ไม่มีอะไรให้แปลงเป็นไฟฟ้า
ที่ผ่านมา เราคุ้นกับภาพยานอวกาศกางแผง Solar Array ใหญ่ ๆ รับแสงอาทิตย์ในหลายกรณีมันก็เวิร์กมาก ดาวเทียมในวงโคจรโลก ยานสำรวจดาวอังคารจำนวนมาก หรือแม้แต่แนวคิดใหม่ ๆ อย่าง Orbital Data Center ที่บริษัทอย่าง SpaceX พยายามขายภาพว่า ในอวกาศมีแสงอาทิตย์มหาศาล ใช้ไฟฟ้าจาก Solar Array ได้โดยไม่ต้องแย่งสายส่งไฟฟ้ากับใคร แนวคิด Data Center ในอวกาศช่วงหลังถูกพูดถึงจริงจังขึ้น โดยเฉพาะในบริบท AI Compute ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนจำนวนมาก
แต่การสำรวจอวกาศยุคต่อไปไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในที่สว่างอย่างเดียว หนึ่งในพื้นที่ที่นักวิทยาศาสตร์อยากไปมากที่สุดคือบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยเฉพาะ Permanently Shadowed Region หรือ PSR หลุมอุกกาบาตและพื้นที่ต่ำที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงมาเป็นเวลานานมาก บางพื้นที่อาจอยู่ในเงามืดต่อเนื่องระดับพันล้านปี เพราะแกนหมุนของดวงจันทร์เอียงน้อยมาก ทำให้แสงอาทิตย์เฉียดผ่านขอบหลุม แต่ไม่เคยส่องลงไปถึงก้นหลุมจริง ๆ
เหตุผลที่ทุกคนอยากลงไปดูพื้นที่เหล่านี้ ไม่ใช่เพราะนักวิทยาศาสตร์มีรสนิยมชอบที่มืดและหนาว แต่เพราะ PSR อาจเป็นที่เก็บสารระเหยสำคัญ เช่น น้ำแข็ง ที่เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะ และอาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับฐานดวงจันทร์ในอนาคต งานวิจัยด้านการวางแผนเส้นทาง Rover ใน PSR จึงพูดถึงโจทย์พลังงานอย่างจริงจัง เพราะ Rover ที่พึ่ง Solar Power ต้องวางแผนเดินทางให้สัมพันธ์กับแสง เงา เวลา และความเสี่ยงจากความขัดข้อง นี่ยังไม่นับภารกิจสำรวจถ้ำบนดวงจันทร์ หรือ Lava Tube ที่ยิ่งเป็นพื้นที่ซึ่ง Solar Power ใช้งานตรง ๆ แทบไม่ได้ ถ้าจะใช้ก็ต้องมีสายไฟ ระบบ Relay พลังงาน หรือแนวคิด Power Beaming ซึ่งทั้งหมดเพิ่มความซับซ้อนให้ Mission Architecture ทันที
เมื่อ Radioisotope อาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาอีกแล้ว
ในอดีต คำตอบของโจทย์ “ไปในที่ไม่มีแสง” คือ Radioisotope Power System หรือ RPS โดยเฉพาะ Radioisotope Thermoelectric Generator หรือ RTG ที่เราเห็นในภารกิจระดับตำนาน ตั้งแต่ Voyager, Cassini, New Horizons ไปจนถึง Curiosity และ Perseverance บนดาวอังคาร หลักการของ RTG ตรงไปตรงมา ไอโซโทปกัมมันตรังสี เช่น Plutonium-238 สลายตัวและปล่อยความร้อนออกมา จากนั้นระบบ Thermoelectric ก็แปลงความต่างอุณหภูมิเป็นไฟฟ้า ระบบนี้เหมาะกับภารกิจระยะยาวในสภาพแวดล้อมที่มืด หนาว ฝุ่นจัด หรือมีรังสีสูง และเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับพื้นที่ที่ Solar Power ใช้ไม่ได้ เช่น หลุมเงาถาวรบนดวงจันทร์หรือภารกิจไกลจากดวงอาทิตย์

แต่ในปัจจุบัน ที่การสำรวจอวกาศแบ่งออกเป็นภารกิจย่อย ๆ หลายภารกิจมากกว่ายานอวกาศลำใหญ่ทีเดียว RTG ไม่ใช่ของที่จะหยิบใส่ CubeSat ได้มั่ว ๆ ข้อจำกัดแรกคือขนาดและกำลัง RTG เหมาะกับภารกิจระดับหลายสิบถึงหลายร้อยวัตต์ ไม่ใช่ Sensor ขนาดฝ่ามือ ข้อจำกัดที่สองคือเชื้อเพลิง Plutonium-238 มีห่วงโซ่อุปทานเฉพาะมาก ต้องผลิตและจัดการโดยรัฐ ข้อจำกัดที่สามคือความปลอดภัยและ Regulation การปล่อยแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นสู่อวกาศต้องผ่าน Safety Analysis, Independent Review และการอนุมัติในระดับสูง เอกสารของ Sandia National Laboratories ภายใต้กระทรวพลังงานสหรัฐฯ อธิบายว่าการปล่อย RPS ต้องประเมินสถานการณ์อุบัติเหตุจำนวนมาก ตั้งแต่แรงระเบิด การชน ไฟจากเชื้อเพลิงจรวด การ Reentry ไปจนถึงการกระจายของสารกัมมันตรังสีในชั้นบรรยากาศ และกระบวนการอนุมัติอาจกินเวลาหลายปี นี่คือเหตุผลที่การมี “พลังงานนิวเคลียร์” ไม่ได้แปลว่าเรามีคำตอบเดียวสำหรับทุกภารกิจ และตรงนี้เองที่ Betavoltaic เริ่มน่าสนใจขึ้นมา
Betavoltaic แบตเตอรี่นิวเคลียร์ขนาดจิ๋ว
Betavoltaic คือแบตเตอรี่นิวเคลียร์ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้แปลงความร้อนเป็นไฟฟ้าแบบ RTG แต่มันแปลงพลังงานจาก Beta Particle ให้กลายเป็นไฟฟ้าโดยตรง หลักการคล้าย Solar Cell มากกว่าที่คิด เพียงแต่แทนที่จะใช้ Photon จากแสงอาทิตย์มากระตุ้นสารกึ่งตัวนำให้เกิด Electron-Hole Pair มันใช้ Electron หรือ Positron จากการสลายตัวแบบ Beta ของไอโซโทปกัมมันตรังสีมากระตุ้นสารกึ่งตัวนำแทน อธิบายง่าย ๆ ก็คือถ้า Solar Cell คือการเอาแสงมาตีให้ Electron ขยับ Betavoltaic ก็คือการเอาอนุภาคจากการสลายตัวของนิวเคลียสมาทำงานคล้ายกัน เพียงแต่แหล่งพลังงานไม่ได้ขึ้นกับกลางวัน กลางคืน เงา ฝุ่น หรือระยะห่างจากดวงอาทิตย์ โดย NASA เองก็ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังใน High Power Betavoltaic Technology
ไอโซโทปที่ถูกพูดถึงบ่อยใน Betavoltaic ได้แก่ Tritium, Nickel-63, Promethium-147 หรือ Carbon-14 ขึ้นกับการออกแบบและข้อจำกัดด้านพลังงาน อายุการใช้งาน และความปลอดภัย จุดสำคัญคือ Betavoltaic โดยทั่วไปให้กำลังไฟฟ้าต่ำมาก แต่ให้พลังงานได้นานและเสถียร เหมาะกับอุปกรณ์ที่กินไฟน้อยมาก เช่น Sensor หรือบอร์ดวงจรขนาดเล็ก หรือระบบที่ต้อง “ตื่นขึ้นมาทำงานเป็นช่วง ๆ” มากกว่าจะเป็นระบบที่ต้องใช้ไฟต่อเนื่องระดับวัตต์หรือกิโลวัตต์

มาถึงตรงนี้แล้วก็ต้องระวังในเรื่องการเล่าให้ดี เพราะ Betavoltaic ไม่ใช่ RTG เวอร์ชันย่อส่วนที่เอาไปขับรถ Rover ได้ทันที มันคือพลังงานระดับจิ๋วมาก แต่ความจิ๋วนี่แหละที่ทำให้มันน่าสนใจ ในยุคที่ Payload อวกาศเล็กลงเรื่อย ๆ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์จำนวนมากไม่ได้ต้องการไฟฟ้าเยอะตลอดเวลา แต่ต้องการไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ นาน และไม่ง้อดวงอาทิตย์
ตัวเลข 1-10 ไมโครวัตต์ฟังดูน้อยมากแต่สำหรับ Sensor บางประเภทที่ทำงานเป็น Duty Cycle เก็บข้อมูลเป็นช่วง ๆ แล้วส่งข้อมูลเป็นแพ็กเกจเล็ก ๆ หรือใช้เป็น Node กระจายตัวในพื้นที่มืด หนาว และเข้าถึงยาก นี่อาจเป็นพลังงานที่เปลี่ยนรูปแบบภารกิจได้
Betavoltaic จาก Tritium ไม่ได้ให้แค่ไฟฟ้า แต่ยังให้ความร้อนระดับหนึ่งจาก Tritium Metal Hydride ซึ่งอาจช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่ทำงานได้ในสภาพแวดล้อมเย็นจัดของ PSR นี่สำคัญมาก เพราะบนดวงจันทร์ การ “ไม่แข็งตาย” บางครั้งสำคัญพอ ๆ กับการมีไฟใช้ Betavoltaic จึงไม่ใช่แค่ “แบตเตอรี่ที่อยู่ได้นาน” แต่คือการเพิ่มชั้นพลังงานใหม่ให้กับภารกิจอวกาศ ระหว่าง Battery ธรรมดา, Solar Power, RTG และ Reactor
ภารกิจเอกชนแรกที่ใช้ Betavoltaic เดินทางสู่อวกาศ
จุดเปลี่ยนล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2026 เมื่อบริษัท City Labs ส่งดาวเทียม BOHR หรือ Betavoltaic Orbital High-Reliability ขึ้นสู่วงโคจรไปกับภารกิจ SpaceX Transporter-17 นี่ถูกประกาศว่าเป็นดาวเทียมพาณิชย์พลังงานนิวเคลียร์ดวงแรกของโลก และเป็น Nuclear CubeSat ดวงแรก โดย Payload ของ BOHR ใช้เทคโนโลยี NanoTritium Betavoltaic ของ City Labs เพื่อสาธิตการให้พลังงานไฟฟ้าต่อเนื่องโดยไม่พึ่ง Solar ในขณะที่ตัว Satellite Bus ยังใช้ Solar Power แบบปกติสำหรับระบบหลักของดาวเทียม
พูดอีกแบบคือ BOHR ไม่ได้เป็นดาวเทียมทั้งดวงที่ขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ แต่เป็นดาวเทียมที่เอาแหล่งกำเนิดพลังงานนิวเคลียร์จิ๋วขึ้นไปทดสอบในวงโคจรจริงในฐานะ Payload Power Source แยกจากระบบไฟของตัวดาวเทียม นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก เพราะถ้าเล่าแค่ว่า “ดาวเทียมนิวเคลียร์” จะดูเหมือนมี Reactor อยู่ใน CubeSat ซึ่งไม่ใช่
Transporter-17 ปล่อยจาก Vandenberg Space Force Base เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 โดย Payload รายงานว่า Falcon 9 พา Payload ทั้งหมด 81 ชิ้นขึ้นสู่วงโคจร และหนึ่งในนั้นคือ BOHR ของ City Labs ซึ่งใช้ Tritium Betavoltaic Battery เพื่อให้พลังงานกับ Tech Demonstration โดยอิสระจาก Solar Array ของดาวเทียม

Peter Cabauy ซีอีโอของ City Labs ให้สัมภาษณ์กับ Transporter-17 Sends the First Commercial Nuclear Sat to Orbit ว่านวัตกรรมของ ของ BOHR ไม่ได้อยู่แค่ในตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ในด้าน Regulatory ด้วย เพราะที่ผ่านมา Nuclear Power ในอวกาศเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐทำได้มานาน แต่ถ้าจะขยายไปสู่ยุค Commercial Space มันต้องมีเส้นทางที่เอกชนเดินได้จริง Payload ยังรายงานว่า City Labs ได้รับ FAA Authorization สำหรับ BOHR ในเดือนกันยายนก่อนหน้า ซึ่งอาจกลายเป็นแนวทางให้ภารกิจ Space Nuclear เชิงพาณิชย์ในอนาคตเดินตามได้ นี่คือประเด็นใหญ่กว่าที่เห็นมาก เพราะอวกาศเชิงพาณิชย์ไม่ได้ขาดคนอยากทำอะไรแปลก ๆ แต่มันขาด “ทางเดินที่ถูกกฎหมาย ปลอดภัย และตรวจสอบได้” สำหรับเทคโนโลยีที่สังคมอ่อนไหวอย่างนิวเคลียร์
ในยุค CLPS, Lunar Payload, Private Lander และ SmallSat Mission เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ NASA สั่งทำยานใหญ่หนึ่งลำ ใช้งบมหาศาล แล้วทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบราชการของรัฐอีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ยุคที่บริษัทเอกชนจะพา Payload ของมหาวิทยาลัย บริษัท Startup หรือหน่วยงานต่างชาติไปลงดวงจันทร์ ถ้า Payload เหล่านี้อยากพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ระดับจิ๋ว คำถามก็คือ “ใครอนุญาต ใครตรวจ ใครรับผิดชอบ และมาตรฐานคืออะไร”

ตรงนี้ Betavoltaic อาจมีข้อได้เปรียบเหนือ RTG ในบางมิติ เพราะ Tritium เป็นแหล่ง Beta พลังงานต่ำที่ใช้ในงานภาคพื้นโลกมานาน เช่น ป้ายทางออกฉุกเฉินหรืออุปกรณ์เรืองแสงบางประเภท และกำลังไฟฟ้าของระบบ Betavoltaic ก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับ RPS แบบ Plutonium-238 ทำให้ความเสี่ยง ต่างจาก RTG ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม “ต่ำกว่า” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความเสี่ยง” การเอาวัสดุกัมมันตรังสีขึ้นจรวดยังคงต้องมี Safety Case ที่แข็งแรงเสมอ
ถ้าการทดสอบแบบนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจเห็น Payload ขนาดเล็กที่มีระบบพลังงานของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะ Payload ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมสุดโต่ง เช่น หลุมเงาถาวรบนดวงจันทร์ ถ้ำลาวาใต้ผิวดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อยที่หมุนเร็วและมีสภาพแสงแปรปรวน หรือภารกิจกระจาย Sensor เป็นเครือข่ายเล็ก ๆ ในพื้นที่ที่ยานแม่ไม่สามารถให้พลังงานได้ตลอดเวลา
ลองนึกภาพ Lander หนึ่งลำพา Payload หลายชิ้นไปลงดวงจันทร์ ปกติ Payload เหล่านี้ต้องต่อระบบไฟจาก Lander หรือใช้ Battery ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าอายุการทำงานผูกกับพลังงานของยานแม่โดยตรง ถ้ายานแม่ปิดระบบ Payload ก็ตายตาม แต่ถ้า Payload บางชนิดมี Betavoltaic Micropower ของตัวเอง มันอาจไม่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา แต่อาจตื่นขึ้นมาเป็นช่วง ๆ เพื่อวัดอุณหภูมิ วัด Radiation วัด Spectra หรือส่ง Beacon กลับมาได้ยาวนานกว่าที่ Mission Timeline ของยานแม่ออกแบบไว้
แน่นอนว่า Betavoltaic ไม่ได้แก้ทุกปัญหา มันให้กำลังต่ำมาก ระบบสื่อสารยังต้องกินไฟเป็นช่วง ๆ เครื่องมือวิทยาศาสตร์บางชนิดต้องใช้กำลังมากเกินกว่าจะพึ่ง Betavoltaic ตรง ๆ ได้ และการออกแบบ Power Management จะกลายเป็นหัวใจ เช่น การสะสมพลังงานใน Capacitor หรือ Secondary Battery แล้วค่อยปล่อยพลังงานเป็น Burst สำหรับการวัดหรือส่งข้อมูล แต่ในทางวิศวกรรมมันทำให้ Betavoltaic เหมาะกับ Mission Architecture แบบใหม่ คือคิดภารกิจเป็นเครือข่ายของอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ทำงานช้า ๆ นาน ๆ มากกว่ายานใหญ่หนึ่งลำที่ต้องทำทุกอย่าง
อนาคตสิ่งนี้อาจเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์ขนาดเล็ก
สำหรับเอกชน นี่ก็เป็นตลาดที่น่าจับตามาก เพราะถ้า Lunar Payload Economy โตจริง บริษัทที่ทำพลังงานจิ๋ว ระบบ Thermal Control, Power Management, Low-Power Electronics, Radiation-Hardened Sensor หรือ Data Relay สำหรับ Payload ขนาดเล็ก จะมีบทบาทมากขึ้นทันที Betavoltaic ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าสำหรับ “ยานอวกาศทั้งลำ” แต่มันอาจเป็น Module เล็ก ๆ ที่ขายคู่กับ Instrument หรือ Sensor Package เหมือนที่วันนี้เราซื้อ Battery Pack, Heater หรือ Avionics Module ใส่ Payload
ในอนาคต เราอาจเห็น Payload บนดวงจันทร์ที่มีระบบพลังงานหลายชั้น Solar Power สำหรับช่วงมีแสง Battery สำหรับช่วง Peak Load Betavoltaic สำหรับ Baseline Power และ Radioisotope Heater หรือ Thermal Unit สำหรับกันอุปกรณ์ตายจากความเย็น ภารกิจจะไม่ได้เลือก “พลังงานแบบเดียว” แต่จะออกแบบ Energy Stack ตามสภาพแวดล้อม
และถ้าแนวคิดนี้ไปไกลกว่านั้น Betavoltaic อาจเหมาะกับ Payload ขนาดเล็กบนยานสำรวจดาวเคราะห์น้อย Probe ขนาดจิ๋วที่ถูกปล่อยจากยานแม่ Sensor ที่ฝังอยู่ในพื้นผิวดวงจันทร์ หรือแม้แต่ระบบ Beacon ที่ต้องอยู่เงียบ ๆ เป็นเวลานานแล้วตื่นขึ้นมาส่งสัญญาณเมื่อถึงเวลา สิ่งนี้ทำให้เราต้องมองพลังงานในอวกาศใหม่ จากเดิมที่เราคิดถึงพลังงานเป็น “กำลังไฟรวมของยาน” ไปสู่การคิดว่าแต่ละ Payload ควรมีความเป็นอิสระแค่ไหน
ในโลกของการสำรวจอวกาศ พลังงานคือเวลา และเวลาคือโอกาสทางวิทยาศาสตร์ แบตเตอรี่หมด แปลว่าการทดลองจบ Solar Array ไม่โดนแสง แปลว่ายานต้องรอหรือเสี่ยงตาย RTG แพงและซับซ้อนเกินไป แปลว่าภารกิจเล็กจำนวนมากไม่มีสิทธิ์ใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่ Betavoltaic เสนอช่องว่างใหม่ระหว่างทั้งหมดนี้ ไม่ได้ทรงพลังที่สุด ไม่ได้ถูกที่สุดในวันนี้ และยังไม่ได้พร้อมสำหรับทุกภารกิจ แต่มันอาจเป็นพลังงานแบบที่ภารกิจขนาดเล็กต้องการมากที่สุด คือพลังงานที่น้อย แต่แน่นอนนั่นเอง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co