จีนนำจรวดลงจอดบนเรือสำเร็จ ส่งผลต่อวงการอวกาศอย่างไร

จีนประสบความสำเร็จในการนำท่อนแรกของจรวด Long March 10B กลับมาลงจอดบนเรือกลางทะเลได้เป็นครั้งแรก หลังจรวดเดินทางขึ้นจากฐานปล่อยเชิงพาณิชย์ไหหลำเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ก่อนที่ท่อนแรกจะแยกตัว หมุนกลับ และลดระดับลงมาเกี่ยวเข้ากับระบบเส้นลวดบนเรือเก็บกู้ได้สำเร็จ ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่สองต่อจากสหรัฐอเมริกาที่สามารถนำท่อนจรวดระดับ Orbital Class กลับมาลงบนเรือกลางทะเลได้สำเร็จ และทำให้ Long March 10B กลายเป็นจรวดรุ่นที่สามของโลกที่ทำได้ ต่อจาก Falcon 9 ของ SpaceX และ New Glenn ของ Blue Origin Blue Origin ปล่อย New Glenn เที่ยวบินสองและประสบความสำเร็จในการลงจอดบนเรือ Jacklyn

แต่เรื่องสำคัญของเที่ยวบินนี้ไม่ได้มีเพียงการที่จีนสามารถพาจรวดกลับมาถึงเรือได้ เพราะหากย้อนกลับไปมองอุตสาหกรรมอวกาศจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าจีนมีจรวดใช้ซ้ำอยู่ในโครงการพัฒนาหลายรุ่น มีบริษัทจรวดเกิดขึ้นจำนวนมาก มีฐานปล่อยเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ และมีกลุ่มดาวเทียมขนาดหลายพันถึงหลักหมื่นดวงรออยู่ในแผนการปล่อย สิ่งที่จีนยังขาดมาตลอดคือหลักฐานว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้สามารถต่อเข้าหากันจนกลายเป็นระบบปฏิบัติการจริงได้

เที่ยวบินของ Long March 10B เลยสะท้อนภาพของตลาดการปล่อยจีนที่เริ่มเปลี่ยนจากโครงการวิจัยกระจัดกระจาย มาเป็นระบบอุตสาหกรรมที่มีทั้งจรวด ฐานปล่อย เรือรับจรวด ผู้ผลิตดาวเทียม และ Demand จำนวนมหาศาลรออยู่พร้อมกัน

จีนพา Long March 10B กลับมาลงจอดได้สำเร็จ

การทดสอบเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมเกิดขึ้นที่ฐานปล่อยเชิงพาณิชย์ LC-2 ภายในศูนย์ปล่อยจรวดเหวินชาง มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน โดยภารกิจดังกล่าวเป็นการทดสอบการปล่อยและการกู้คืนท่อนแรกของ Long March 10B หนึ่งในจรวดรุ่นย่อยของตระกูล Long March 10 ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับ Payload ที่ถูกส่งขึ้นไปพร้อมกันนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยออกสู่สาธารณะอย่างชัดเจน

หลังจากจรวดเดินทางขึ้นจากฐานปล่อย ท่อนแรกได้แยกตัวออกจากท่อนบน ก่อนหมุนกลับและจุดเครื่องยนต์เพื่อปรับเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ลงจอดกลางทะเล ในช่วงสุดท้าย ตัวจรวดได้ลดความเร็วลงในแนวดิ่งและกางตะขอที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านบนของลำตัว เพื่อเกี่ยวเข้ากับเส้นลวดที่ขึงอยู่บนโครงสร้างของเรือรับจรวด

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จีนเคยทดสอบการนำท่อนแรกของ Long March 10A กลับลงมายังทะเลข้างเรือเก็บกู้มาแล้ว การทดสอบครั้งนั้นพิสูจน์ว่าระบบนำร่อง การควบคุมทิศทาง และการจุดเครื่องยนต์กลับสามารถพาจรวดลงมาถึงพื้นที่เป้าหมายได้ แต่ตัวจรวดยังลงสัมผัสน้ำทะเลและต้องถูกยกกลับขึ้นมาภายหลัง ความแตกต่างระหว่างการลงน้ำกับการถูกจับไว้บนเรืออาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่จริง ๆ มันคือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการกู้ซากจรวดกลับมาตรวจสอบ กับการรักษาสภาพของจรวดให้มีโอกาสนำกลับไปใช้งานใหม่ได้จริง

ภาพจากโดรน แสดงเรือที่ใช้ในการลงจอด ซึ่งใช้วิธีการเกี่ยวลวดเพื่อลงจอด

จรวด Long March 10B พัฒนาโดย China Academy of Launch Vehicle Technology หรือ CALT สถาบันพัฒนาจรวดหลักภายใต้ China Aerospace Science and Technology Corporation หรือ CASC แม้ชื่อของมันจะอยู่ในตระกูลเดียวกับ Long March 10 ที่จีนกำลังพัฒนาสำหรับโครงการมนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์ แต่รุ่น 10B ถูกวางบทบาทให้เป็นจรวดสองท่อนสำหรับภารกิจวงโคจรต่ำ และเน้นการนำท่อนแรกกลับมาใช้ซ้ำ ตรงนี้ทำให้ Long March 10B มีสถานะที่น่าสนใจ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงจรวดเชิงพาณิชย์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น Platform สำหรับทดสอบเครื่องยนต์ โครงสร้าง ระบบควบคุม และกระบวนการกู้คืน ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้สามารถถูกส่งต่อไปยังจรวดรุ่นอื่นในตระกูลเดียวกันได้

จีนจึงไม่จำเป็นต้องนำจรวดสำหรับภารกิจมนุษย์ไปเสี่ยงกับการทดลองระบบใหม่ทุกอย่างตั้งแต่เที่ยวบินแรก แต่สามารถใช้ Long March 10B บินสะสมข้อมูลกับภารกิจวงโคจรต่ำที่มีความถี่มากกว่า และค่อยนำระบบที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไปใช้งานกับโครงการที่มีความสำคัญสูงกว่านั่นเอง

จรวดของจีนไม่ได้ลงจอดด้วยขา แต่มันถูกแขวนเอาไว้

ปกติแล้ว เทคนิคการนำท่อนจรวดกลับมาลงจอดในแนวดิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันมีอยู่สองแนวคิดหลัก แนวคิดแรกคือให้จรวดพกอุปกรณ์ลงจอดกลับมาด้วย ส่วนอีกแนวคิดคือย้ายอุปกรณ์รับน้ำหนักออกจากตัวจรวด แล้วนำไปติดตั้งไว้กับโครงสร้างภาคพื้นดินแทน

Falcon 9 ของ SpaceX ใช้แนวคิดแรก โดยท่อนแรกของจรวดติดตั้งขาลงจอดสี่ขาเอาไว้รอบลำตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการลงจอด ขาจะกางออกและรับน้ำหนักของจรวดหลังจากเครื่องยนต์ลดความเร็วลงจนเกือบเป็นศูนย์ วิธีนี้ทำให้เรือ Drone Ship ของ SpaceX ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างรับจรวดซับซ้อนมากนัก เพราะพื้นเรือทำหน้าที่เหมือนลานลงจอดขนาดใหญ่กลางทะเล

แต่ขาลงจอดไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ติดไปกับจรวดได้ฟรี ๆ น้ำหนักของขา กลไกกาง ระบบควบคุม และโครงสร้างเสริมบริเวณตัวถัง ล้วนเป็นน้ำหนักที่ต้องถูกเร่งขึ้นจากพื้นโลกและพากลับลงมาทุกเที่ยวบิน น้ำหนักทั้งหมดนี้จึงไปลดเชื้อเพลิงหรือ Payload ที่จรวดสามารถบรรทุกขึ้นสู่วงโคจรได้โดยตรง SpaceX เลือกแก้ปัญหานี้อีกแบบกับ Super Heavy ของระบบ Starship โดยตัดขาลงจอดออกจาก Booster และใช้แขนกล Mechaizilla บนหอปล่อยรับตัวจรวดแทน แนวคิดนี้ช่วยลดน้ำหนักบนตัวจรวด แต่ย้ายความซับซ้อนไปอยู่กับหอปล่อยและระบบควบคุม เพราะ Booster ต้องพาตัวเองกลับเข้าไปอยู่ระหว่างแขนรับด้วยความแม่นยำสูงมาก

ภาพแสดงการลงจอดของ Long March 10B ที่ใช้ลวดที่ขึงไว้ และสามารถขยับไปมาเพื่อเกี่ยวตัวจรวดเอาไว้ได้

ส่วน Long March 10B เลือกแนวทางที่อยู่ระหว่างสองระบบ มันไม่ได้กางขาลงยืนบนพื้นเรือ และไม่ได้บินเข้าไปอยู่ระหว่างแขนกลขนาดใหญ่ แต่ใช้ตะขอที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านบนของท่อนจรวดเกี่ยวเข้ากับเส้นลวดที่ขึงอยู่บนโครงสร้างเหนือเรือ

บนเรือรับจรวดจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่คร่อมพื้นที่ลงจอดเอาไว้ โดยชุดเส้นลวดสามารถขยับไปตามแนวราบเพื่อปรับตำแหน่งให้ตรงกับแนวการลงของตัวจรวด เมื่อจรวดลดระดับลงมาในตำแหน่งที่เหมาะสม ตะขอจะกางออกและเกี่ยวเข้ากับเส้นลวด ก่อนที่ระบบจะรับน้ำหนักและแขวนท่อนจรวดเอาไว้เหนือพื้นเรือ

ภาพของระบบนี้อาจดูซับซ้อน และไม่ค่อยเรียบร้อยเท่ากับ Falcon หรือ Super Heavy ที่ถูกแขนกลรับเอาไว้กับหอปล่อย แต่เมื่อพิจารณาถึงการทำงานกลางทะเล แนวคิดการแขวนจรวดจากด้านบนมีข้อได้เปรียบทางฟิสิกส์ที่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อ Falcon 9 ลงจอดบนขา จุดศูนย์ถ่วงของจรวดจะอยู่สูงกว่าพื้นที่รองรับมาก ตัวจรวดจึงมีสภาพเหมือนเสาสูงที่ตั้งอยู่บนฐานแคบ หากเรือเอียงจากคลื่นหรือลมแรงมากพอ โมเมนต์ที่เกิดขึ้นสามารถทำให้จรวดพลิกคว่ำได้ แม้ว่าขั้นตอนการลงจอดจะผ่านไปอย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วหลายรอบ

การกางขาตั้งเพื่อลงจอดของ Falcon 9 ซึ่งตัวจรวดต้องแบกน้ำหนักของขาตั้งไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ หลัง Falcon 9 ลงจอด SpaceX จึงต้องมีระบบยึดตัวจรวดเข้ากับพื้นเรือ ในช่วงแรกทีมปฏิบัติการทางทะเลจะใช้เรือเร็วนำเอาทีมขึ้นไปบนดาดฟ้า และล็อกตัว Falcon 9 เข้ากับดาดฟ้าซึ่งเสี่ยงมากต่อการที่ Falcon 9 จะล้มลงมาใส่ทีม ภายหลังจึงได้มีการออกแบบหุ่นยนต์วิ่งเข้าไปล็อกตัวจรวดแทน ซึ่งระบบนี้ก็ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

แต่เมื่อ Long March 10B ถูกแขวนไว้จากตำแหน่งที่อยู่เหนือจุดศูนย์ถ่วง ตัวจรวดจะมีพฤติกรรมคล้ายลูกตุ้ม จุดศูนย์ถ่วงจะพยายามเคลื่อนกลับมาอยู่ใต้จุดรับแรงตามธรรมชาติ ทำให้โอกาสที่จรวดจะพลิกคว่ำลดลงอย่างมาก คลื่นทะเลอาจทำให้ตัวจรวดแกว่งได้ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ที่เต็มไปด้วยคลื่นลม แต่การแกว่งของวัตถุที่ถูกแขวนจากด้านบนสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าการรักษาสมดุลของเสาสูงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กำลังโยกไปมา

อย่างไรก็ตาม ระบบเส้นลวดไม่ได้ทำให้ความซับซ้อนหายไป มันเพียงย้ายความซับซ้อนจากตัวจรวดไปยังเรือรับจรวดแทน เรือต้องมีโครงสร้างรับแรงขนาดใหญ่ ระบบควบคุมแรงตึงของเส้นลวด รางสำหรับปรับตำแหน่ง ระบบตรวจจับตำแหน่งของจรวด และระบบ Dynamic Positioning เพื่อรักษาพิกัดของเรือกลางทะเล ขณะที่ตัวจรวดเองก็ยังต้องมีตะขอและโครงสร้างภายในที่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักของท่อนจรวดทั้งลำผ่านจุดยึดบริเวณด้านบน

นอกจากนี้ เรือที่ลอยอยู่กลางทะเลไม่ได้เป็นเป้าหมายที่อยู่นิ่งเหมือนหอปล่อยบนพื้นดิน แม้ระบบ Dynamic Positioning จะช่วยรักษาตำแหน่งของเรือได้ แต่มันไม่สามารถหยุดการยกตัว การเอียง และการหมุนตามคลื่นได้ทั้งหมด จรวดจึงต้องบินเข้าหาโครงสร้างที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ระบบควบคุมต้องประมวลผลทั้งตำแหน่งและความเร็วของจรวด ตำแหน่งของเรือ การเคลื่อนตัวจากคลื่น ความเร็วลม การทำงานของเครื่องยนต์ และตำแหน่งของเส้นลวดในเวลาเดียวกัน หากข้อมูลส่วนใดคลาดเคลื่อนหรือระบบตอบสนองช้าเกินไป จรวดอาจพลาดตะขอ ชนเข้ากับโครงสร้าง หรือร่วงลงบนพื้นเรือได้

ลงจอดสำเร็จไม่ได้แปลว่าใช้ซ้ำได้อย่างคุ้มค่า

เมื่อจรวดสามารถกลับมาลงจอดได้ สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือการประกาศว่าจรวดรุ่นนั้นเป็น Reusable Rocket แต่ในความเป็นจริง การลงจอดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการใช้ซ้ำ และอาจเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้น ทันทีที่จรวดถูกนำกลับเข้าฝั่ง วิศวกรต้องตรวจสอบว่าโครงสร้างได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนและความร้อนมากแค่ไหน เครื่องยนต์มีการสึกหรอหรือไม่ ระบบเชื้อเพลิงยังคงมีความสมบูรณ์เพียงใด ตะขอและบริเวณรับแรงเกิดการบิดตัวหรือเปล่า และชิ้นส่วนใดต้องถูกถอดออกมาตรวจสอบก่อนจะอนุญาตให้บินอีกครั้ง ถ้าจรวดลงจอดได้ แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรื้อเครื่องยนต์ เปิดโครงสร้าง และเปลี่ยนชิ้นส่วนเกือบทั้งหมด การใช้ซ้ำนั้นอาจมีคุณค่าทางวิศวกรรม แต่แทบไม่มีประโยชน์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ของตลาดการปล่อย

ตรรกะเกียวกัน เครื่องบินโดยสารไม่ได้สร้างความได้เปรียบเพราะมันสามารถลงจอดได้ แต่สร้างความได้เปรียบเพราะหลังลงจอด เราสามารถตรวจสอบ เติมเชื้อเพลิง รับผู้โดยสารชุดใหม่ และส่งมันกลับขึ้นบินได้ภายในเวลาไม่นาน จรวดใช้ซ้ำก็ต้องเดินไปสู่ระบบการปฏิบัติการลักษณะเดียวกัน แม้ระดับความรุนแรงของเที่ยวบินและขั้นตอนการตรวจสอบจะต่างกันมากก็ตาม

การบินขึ้นของจรวด Long March 10B จากฐานปล่อยในไห่หนานของจีน

สิ่งที่ทำให้ Falcon 9 เปลี่ยนตลาดการปล่อยจึงไม่ใช่การลงจอดสำเร็จครั้งแรกในปี 2015 แต่เป็นการที่ Booster ลำเดิมสามารถกลับมาบินซ้ำได้หลายสิบเที่ยว และกระบวนการเตรียมเที่ยวบินใหม่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากงานทดลองที่ต้องเฝ้าดูทุกขั้นตอน ไปเป็นการทำงานตามปกติของบริษัท

สำหรับ Long March 10B คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่ว่าจีนจะสามารถจับจรวดได้อีกหรือไม่ แต่คือจรวดที่จับกลับมาได้ในครั้งนี้จะถูกนำออกจากเรืออย่างไร ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานแค่ไหน มีชิ้นส่วนใดต้องเปลี่ยน และจะสามารถกลับไปบินใหม่ได้จริงเมื่อใด เพราะหากจีนต้องสร้าง Booster ใหม่สำหรับทุกเที่ยวบิน แม้ Booster เก่าจะลงจอดกลับมาได้ ความสามารถในการลงจอดก็ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา Capacity ของตลาดการปล่อยอย่างแท้จริง

ปัญหาของจีนตอนนี้คือจรวดนำส่งทำงานไม่ทัน เพราะ Demand เยอะมาก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นหนึ่งในชาติที่มีจำนวนเที่ยวบินอวกาศมากที่สุดในโลก มีทั้งจรวดตระกูล Long March สำหรับภารกิจระดับชาติ จรวดเชิงพาณิชย์จากรัฐวิสาหกิจ และจรวดจากบริษัทเอกชนที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดการปล่อยจีนเริ่มเปลี่ยนอย่างจริงจังไม่ใช่จำนวนบริษัทจรวดเพียงอย่างเดียว หากเป็นจำนวน Payload ที่กำลังรอถูกส่งขึ้นไปบนวงโคจร

จีนกำลังพัฒนากลุ่มดาวเทียมสื่อสารขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้ง Guowang และ Qianfan หรือ Thousand Sails ซึ่งแต่ละโครงการมีแผนส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่หลายพันไปจนถึงหลักหมื่นดวง นี่ยังไม่รวมดาวเทียมสำรวจโลก ดาวเทียมนำร่อง ดาวเทียมทางทหาร และ Payload จากหน่วยงานวิจัยกับบริษัทเชิงพาณิชย์อื่น ๆ เมื่อจำนวนดาวเทียมอยู่ในระดับหลักหมื่นก็ย่อมนำมาซึ่งความต้องการจรวดนำส่ง

ลองคิดเลขง่าย ๆ สมมติว่าจรวดหนึ่งเที่ยวสามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปได้ 20 ดวง การสร้างกลุ่มดาวเทียมจำนวน 10,000 ดวงจะต้องใช้เที่ยวบินประมาณ 500 เที่ยว และนี่เป็นเพียงเที่ยวบินสำหรับการสร้างระบบชุดแรก ยังไม่รวมดาวเทียมที่ล้มเหลว ดาวเทียมที่หมดอายุ และการปล่อยเพื่อเติมจำนวนดาวเทียมในระยะยาว

หากจรวดทุกลำยังคงถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เพียงเที่ยวเดียว จีนก็ต้องผลิต Booster เครื่องยนต์ ถังเชื้อเพลิง ระบบควบคุม และโครงสร้างใหม่หลายร้อยชุด โรงงานผลิตจรวดจะกลายเป็นคอขวดทันที เพราะจำนวนเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นได้เท่ากับความเร็วที่โรงงานสามารถผลิตจรวดใหม่ออกมาได้เท่านั้น จรวดใช้ซ้ำพยายามตัดความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนเที่ยวบินกับจำนวน Booster ที่ต้องผลิตออกจากกัน หาก Booster หนึ่งลำบินได้สิบเที่ยว การปล่อย 100 เที่ยวก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Booster ใหม่ 100 ลำอีกต่อไป แต่สามารถสร้าง Fleet ของจรวดหลายลำที่หมุนเวียนกลับมาใช้งานได้

แน่นอนว่าในโลกจริงยังต้องมี Booster สำรอง มีการซ่อมบำรุง และมีจรวดบางลำที่ต้องหยุดใช้งาน แต่หลักการสำคัญคือ โรงงานไม่ต้องผลิตจรวดใหม่หนึ่งลำต่อเที่ยวบินอีกต่อไป ทำให้กำลังการปล่อยสามารถเพิ่มเร็วกว่าอัตราการผลิตจรวดใหม่ได้ นี่คือความได้เปรียบที่ SpaceX สร้างขึ้นจาก Falcon 9 บริษัทไม่ได้มีเพียงจรวดที่กลับมาลงจอดได้ แต่มี Fleet ของ Booster ที่สามารถถูกจัดสรรไปทำภารกิจต่าง ๆ ตามจำนวนเที่ยวบิน ประวัติการใช้งาน และระดับความเสี่ยงของ Payload ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่ออุสาหกรรม

เมื่อ CALT ต้องเปลี่ยนจากผู้สร้างจรวดของชาติ มาเป็นผู้ให้บริการขนส่ง

สิ่งที่ทำให้ Long March 10B แตกต่างจากจรวดใช้ซ้ำของบริษัทเอกชนจีนหลายรุ่นคือ มันถูกพัฒนาโดย China Academy of Launch Vehicle Technology หรือ CALT หนึ่งในสถาบันที่อยู่เบื้องหลังจรวด Long March ของจีนมานานหลายทศวรรษ ซึ่งตรงนี้ คือจุดสำคัญมากที่ต้องทำให้เรามองตลาดขนส่งของจีนใหม่ และวิศัยทัศน์ที่เปลี่ยนจากหน่วยงานวิจัย ให้กลายมาเป็นผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเราเลยเล่าเรื่องนี้ในภาพใหญ่ของตลาดอวกาศจีนไปในบทความ พาบุก China Space Day 2025 อัพเดทเทคโนโลยี วิเคราะห์ก้าวต่อไปของอวกาศจีน

CALT ไม่ใช่บริษัทสตาร์ทอัพ ที่เริ่มต้นจากทีมวิศวกรกลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นองค์กรที่มีทั้งบุคลากร โรงงาน ห้องทดสอบ ระบบผลิตเครื่องยนต์ และองค์ความรู้จากโครงการจรวดของจีนแทบทุกระดับ ตั้งแต่จรวดส่งดาวเทียมทั่วไป จรวดสำหรับสถานีอวกาศ ไปจนถึงจรวดสำหรับโครงการมนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์ ข้อได้เปรียบของ CALT คือมันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากกระดาษเปล่า หากต้องพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ องค์กรมีทั้งทีมวิศวกรและสถานีทดสอบอยู่แล้ว หากต้องแก้ปัญหาโครงสร้าง ก็มีข้อมูลจากจรวดหลายรุ่นและเที่ยวบินจำนวนมากให้ใช้เป็นพื้นฐาน

Long March 10B จึงสามารถดึงเทคโนโลยีจากโครงการอื่นมาใช้งานร่วมกันได้ ทั้งเครื่องยนต์ ระบบควบคุม วัสดุโครงสร้าง และกระบวนการผลิต ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเที่ยวบินของมันก็สามารถไหลย้อนกลับไปช่วยพัฒนาจรวดรุ่นอื่นในตระกูล Long March 10 ได้

แต่ลักษณะขององค์กรขนาดใหญ่ก็สร้างข้อจำกัดอีกแบบหนึ่ง หน่วยงานที่เติบโตจากโครงการระดับชาติถูกออกแบบมาให้ลดความเสี่ยง ทำงานตามขั้นตอน และให้ความสำคัญกับความสำเร็จของภารกิจเป็นอันดับแรก วิธีคิดแบบนี้เหมาะกับภารกิจมนุษย์อวกาศหรือยานสำรวจดาวเคราะห์ ซึ่งความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายมหาศาล

ตลาดการปล่อยเชิงพาณิชย์กลับต้องการระบบการทำงานอีกแบบหนึ่ง ลูกค้าไม่ได้ถามเพียงว่าจรวดจะนำ Payload ขึ้นวงโคจรได้สำเร็จหรือไม่ แต่ถามด้วยว่าราคาเท่าไร มีคิวปล่อยเมื่อใด สามารถเลื่อนกำหนดการได้แค่ไหน และหลังจากเซ็นสัญญาแล้วต้องรอนานกี่เดือน

การสร้างจรวดให้สำเร็จหนึ่งเที่ยวกับการให้บริการปล่อยจรวดหลายสิบเที่ยวต่อปีจึงเป็นคนละโจทย์กัน อันแรกเป็นโจทย์ของวิศวกรรมภารกิจ ส่วนอันหลังเป็นโจทย์ของระบบอุตสาหกรรม การจัดตาราง Supply Chain และการบริหาร Fleet จีนจึงพยายามสร้างหน่วยงานและบริษัทลูกเชิงพาณิชย์ขึ้นมารับช่วงต่อจากสถาบันวิจัยขนาดใหญ่ CALT ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีหลัก เครื่องยนต์ และโครงสร้างของจรวด ขณะที่บริษัทเชิงพาณิชย์ทำหน้าที่ขายบริการ จัดการลูกค้า และปรับกระบวนการปล่อยให้เหมาะกับตลาดมากขึ้น

โมเดลนี้แตกต่างจาก SpaceX ซึ่งรวมการพัฒนา การผลิต การปล่อย และ Demand หลักจาก Starlink ไว้ภายในบริษัทเดียว จีนกลับใช้ระบบที่มีทั้งรัฐวิสาหกิจ สถาบันวิจัย บริษัทลูก บริษัทเอกชน รัฐบาลท้องถิ่น และผู้ให้บริการฐานปล่อยทำงานเชื่อมกัน โครงสร้างแบบจีนอาจไม่ได้คล่องตัวเท่ากับบริษัทเดียวที่ควบคุมทุกอย่าง แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถระดมโรงงาน เงินลงทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานจากหลายหน่วยงานพร้อมกันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลจีนมองอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

จรวดนำกลับมาใช้ซ้ำกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในจจีน

หากมองเฉพาะ Long March 10B เราอาจเข้าใจว่าจีนกำลังพยายามสร้าง Falcon 9 ในแบบของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง จีนกำลังพัฒนาจรวดใช้ซ้ำหลายแนวทางพร้อมกัน บริษัทอย่าง LandSpace กำลังพัฒนา Zhuque-3 ที่ใช้โครงสร้าง Stainless Steel และเครื่องยนต์เชื้อเพลิง Methane ส่วน Space Pioneer, Galactic Energy และ iSpace ต่างมีโครงการจรวดใช้ซ้ำของตัวเอง บางบริษัทเลือกแนวทางที่ใกล้เคียง Falcon 9 ขณะที่บางบริษัททดลองระบบเครื่องยนต์ วัสดุ และขนาดจรวดที่แตกต่างออกไป โดยเรื่องราวเกี่ยวกับ LandSpace นั้นสามารถอ่านได้ในบทความ รู้จักกับ LandSpace บริษัทจรวดจีน เจ้าของเครื่องยนต์มีเทน และการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ หรืออย่างในช่วงปี 2025 เราก็ได้เริ่มเห็นการทดสอบลงจอดจรวด Long March 12 บนฐานปล่อยด้วยเช่นกัน จรวดจีน Long March 12A ทดสอบลงจอดครั้งแรกสำคัญอย่างไร

จรวด Zhuque-3 ของบริษัท LandSpace ที่ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการทดสอบลงจอดจรวดเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่

การมีผู้เล่นหลายรายไม่ได้หมายความว่าจรวดทั้งหมดจะประสบความสำเร็จ หรือจีนจำเป็นต้องใช้จรวดทุกรุ่นต่อไปในระยะยาว ตรงกันข้าม ตลาดอาจค่อย ๆ คัดเหลือเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถปล่อยได้จริง บินได้ถี่ และควบคุมต้นทุนได้ แต่การมีหลายโครงการพัฒนาพร้อมกันทำให้จีนสามารถทดลองแนวคิดหลายแบบโดยไม่ต้องฝากความสำเร็จทั้งหมดไว้กับจรวดเพียงรุ่นเดียว หากระบบตะขอและเส้นลวดของ Long March 10B ทำงานได้ดี จีนอาจนำแนวคิดนี้ไปใช้กับภารกิจที่ต้องลงกลางทะเล ขณะที่จรวดจากบริษัทอื่นอาจเลือกใช้ขาลงจอดสำหรับภารกิจที่สามารถกลับมาลงบนบกได้

นี่เป็นสิ่งที่ตลาดจรวดใช้ซ้ำกำลังเรียนรู้เหมือนกันทั่วโลกว่า ไม่มีระบบการกู้คืนแบบเดียวที่เหมาะกับทุกภารกิจ การลงบนบกช่วยลดเวลาในการขนส่งกลับโรงงาน แต่ต้องสำรองเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อบินย้อนกลับ ส่วนการลงกลางทะเลช่วยเพิ่มความสามารถในการบรรทุก Payload แต่ต้องมีเรือกู้คืนและระบบ Logistics เพิ่มขึ้น

บททดสอบจริงของ Long March 10B จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้

การลงจอดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมแสดงให้เห็นว่าจีนสามารถผ่านกำแพงทางเทคนิคหลายส่วนมาได้แล้ว ทั้งการแยกตัว การกลับทิศ การจุดเครื่องยนต์ซ้ำ การนำร่องเข้าสู่พื้นที่กู้คืน และการเกี่ยวจรวดเข้ากับโครงสร้างบนเรือ แต่การสร้างตลาดจรวดใช้ซ้ำไม่ได้ตัดสินกันจากจำนวนครั้งที่จรวดลงจอดสำเร็จเพียงอย่างเดียว มันตัดสินกันจาก Flight Rate เวลาที่ใช้ในการเตรียมบินใหม่ และจำนวนครั้งที่ Booster หนึ่งลำสามารถกลับไปทำงานได้โดยไม่ต้องซ่อมใหญ่

จีนต้องพิสูจน์ว่า Long March 10B ที่ถูกกู้คืนกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนสำหรับนำไปตั้งแสดงหรือตรวจสอบในห้องทดลอง แต่สามารถถูกส่งกลับเข้าไปในกระบวนการผลิต ตรวจสอบ และนำขึ้นบินอีกครั้งได้จริง จีนยังต้องพิสูจน์ด้วยว่า CALT ซึ่งมีประสบการณ์มหาศาลจากโครงการระดับชาติสามารถปรับตัวเข้าสู่จังหวะของตลาดเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ เพราะตลาดไม่ได้ต้องการเพียงจรวดที่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่ต้องการจรวดที่มีคิวชัดเจน ราคาคาดการณ์ได้ และพร้อมให้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง หาก Long March 10B สามารถบินได้เพียงปีละไม่กี่ครั้ง แม้จะใช้ซ้ำได้ ระบบก็อาจไม่สร้างผลกระทบต่อตลาดมากนัก เพราะต้นทุนคงที่ของโรงงาน ฐานปล่อย เรือรับ และทีมปฏิบัติการยังต้องถูกหารด้วยจำนวนเที่ยวบินที่น้อยเกินไป

แต่หากจีนสามารถใช้ Demand จาก Guowang, Qianfan และดาวเทียมของหน่วยงานรัฐเป็นเที่ยวบินพื้นฐาน แล้วเปิด Capacity ส่วนที่เหลือให้กับลูกค้าเชิงพาณิชย์ Long March 10B อาจเริ่มสะสมจำนวนเที่ยวบินได้เร็วพอที่จะลดต้นทุนและสร้างวงจรการเรียนรู้แบบเดียวกับที่ Falcon 9 เคยทำ

ยิ่งจรวดบินบ่อย วิศวกรยิ่งเห็นปัญหามากขึ้น ยิ่งรู้ว่าชิ้นส่วนใดเสียหายจริง ชิ้นส่วนใดไม่จำเป็นต้องถอดตรวจทุกครั้ง และขั้นตอนใดสามารถลดเวลาได้ ระบบใช้ซ้ำจึงไม่ได้พัฒนาจากการออกแบบบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่พัฒนาจากข้อมูลของเที่ยวบินจริงที่สะสมกลับมาเรื่อย ๆ ความสำเร็จของ Long March 10B จึงไม่ได้หมายความว่าจีนมีระบบจรวดใช้ซ้ำที่สมบูรณ์แล้ว แต่มันทำให้ภาพของระบบนั้นเริ่มปรากฏชัดขึ้น

จีนมี Payload จำนวนมากรออยู่ มี CALT และบริษัทจรวดหลายแห่ง มีฐานปล่อยเชิงพาณิชย์ มีเรือรับจรวด และตอนนี้มี Booster ที่สามารถกลับมาถึงเรือได้โดยไม่ต้องตกลงไปในทะเล สิ่งที่เหลือคือการทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นซ้ำ จนการลงจอดของจรวดจีนไม่ใช่ข่าวใหญ่ทุกครั้ง แต่กลายเป็นเพียงขั้นตอนปกติหลังจบภารกิจ เพราะวันที่ไม่มีใครตื่นเต้นกับการที่ Long March 10B กลับมาลงจอด อาจเป็นวันที่ระบบนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้ว วันนั้นมันจะไม่ได้เป็นเพียงจรวดทดลองที่บินกลับมาได้ แต่จะกลายเป็นยานพาหนะอีกลำใน Fleet ขนส่งอวกาศของจีนอย่างแท้จริงด้วย

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.