ในระบบสุริยะของเรามี Biome กี่แบบ หน้าตาเป็นยังไงบ้าง

ไอเดียของบทความนี้เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า จริง ๆ แล้วโลกของเรามี Biome กี่แบบ แบบไหนมีพื้นที่มากที่สุด แล้วแบบไหนมีน้อยที่สุด ซึ่งหลายคนก็น่าจะรู้จักคำว่า Biome จากเกมอย่าง Minecraft กันมาบ้างแล้ว เวลาเราเดินออกจากป่า ผ่านทุ่งหญ้า ข้ามทะเลทราย แล้วไปเจอพื้นที่หิมะ สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่สีของฉาก แต่รวมถึงสิ่งที่หาได้ สิ่งที่เติบโตได้ และวิธีเอาชีวิตรอดด้วย เรียกได้ว่าเดินอยู่ดี ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแผนชีวิตกันใหม่ ทั้งที่ยังอยู่ในโลกใบเดิม

แต่ก่อนจะออกไปสำรวจดาวดวงอื่น เราต้องติดอยู่กับคำถามบนโลกเสียก่อน เพราะคำตอบว่าโลกมี Biome กี่แบบนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแบ่งละเอียดแค่ไหน ป่าฝนกับป่าสนควรนับรวมเป็นป่า หรือแยกเป็นคนละ Biome แล้วทะเลทั้งหมดควรอยู่ในช่องเดียวกันหรือไม่ ทั้งที่แนวปะการังน้ำตื้นกับพื้นมหาสมุทรมืดสนิทมีสภาพแวดล้อมต่างกันมาก และถ้าจะถามว่าแบบไหนมากที่สุด เรากำลังวัดพื้นที่ ปริมาตร หรือความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตกันแน่ คำถามดูง่าย แต่พอจะนับจริงก็เริ่มมีเรื่องแล้ว

ในงานวิจัย Terrestrial Ecoregions of the World: A New Map of Life on Earth ของ David Olson และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BioScience เมื่อปี 2001 นักวิจัยแบ่งพื้นที่บนบกออกเป็น 14 Biome และจัดกลุ่ม Ecoregion จำนวน 867 แห่งไว้ภายในนั้น นี่เป็นกรอบหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อทำความเข้าใจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมชาติสลักไว้บนก้อนหิน และยังไม่ได้เอามหาสมุทรทั้งหมดมารวมอยู่ใน 14 ช่องนี้ด้วย

สำหรับคำถามเรื่องพื้นที่ ถ้ามองอย่างกว้างที่สุด มหาสมุทรครอบคลุมพื้นผิวโลกมากกว่า 70% ตามข้อมูลของ NOAA ใน How much water is in the ocean จึงเป็นฉากหลังขนาดใหญ่ของชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่การจะหา Biome ที่เล็กที่สุดต้องกำหนดระบบจำแนกก่อน ยิ่งซอยประเภทละเอียด เราก็ยิ่งสร้างช่องที่มีพื้นที่เล็กลงได้เรื่อย ๆ การนับจึงต้องเริ่มจากการตกลงกันว่าเรากำลังนับอะไร

ทีนี้ ถ้าเราขยายแผนที่จากโลกออกไปเป็นระบบสุริยะบ้างล่ะ ดวงจันทร์จะนับเป็นทะเลทรายได้ไหม ทะเลบน Titan ควรอยู่หมวดเดียวกับทะเลบนโลกหรือเปล่า แล้วที่ราบน้ำแข็งบน Pluto จะต้องไปอยู่ช่องไหน เราอาจพบว่าระบบสุริยะมีสภาพแวดล้อมอีกหลายแบบที่เกมหรือหนังสือเรียนบนโลกไม่ได้เตรียมช่องไว้ให้ ซึ่งก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะตอนแบ่ง Biome บนโลก นักนิเวศวิทยาคงไม่ได้เผื่อว่าจะมีใครลากดาวพฤหัสบดีเข้ามาร่วมวงด้วย

ภาพถ่ายแสดงพื้นผิวของดาวอังคารจากยาน Mars Reconnaissance Orbiter ที่มา – NASA/JPL-Caltech/University of Arizona

ก่อนออกเดินทาง เราต้องยืมคำว่า Biome มาใช้ก่อน

ก่อนอื่น ต้องตกลงกันก่อนว่า Biome ในทางนิเวศวิทยานั้นมีสิ่งมีชีวิตเป็นส่วนสำคัญของนิยาม เราแยกป่ากับทุ่งหญ้าด้วยสภาพภูมิอากาศ แต่ก็แยกด้วยชุมชนสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณในพื้นที่ด้วย ดังนั้น การเอาคำนี้ไปใช้กับพื้นลาวาบน Io หรือที่ราบน้ำแข็งบน Pluto จึงเป็นการยืมแนวคิดมาเปรียบเทียบ ยังไม่ใช่การประกาศว่าพบระบบนิเวศต่างดาว ไม่อย่างนั้นแค่เห็นหินแปลกหน่อยก็ได้ค้นพบเอเลียนกันทุกสัปดาห์แล้ว

ในบทความนี้ เราจะลองจัดสภาพแวดล้อมออกเป็น 13 แบบ โดยดูว่าพื้นทำจากอะไร มีบรรยากาศหรือไม่ สารอะไรเคลื่อนย้ายอยู่ระหว่างพื้นกับท้องฟ้า พลังงานมาจากไหน และสถานที่นั้นเปลี่ยนไปตามเวลาอย่างไร ชื่อหมวดต่าง ๆ เป็นชื่อที่เราตั้งขึ้นเพื่อเล่าเรื่อง ไม่ใช่มาตรฐานการจำแนกทางวิทยาศาสตร์ และไม่จำเป็นต้องแยกขาดจากกัน ดาวดวงเดียวจึงอยู่ได้หลายหมวด เหมือนที่โลกไม่ได้กลายเป็นดาวทะเลทรายทั้งดวงเพียงเพราะมีทะเลทรายซาฮาราอยู่ด้วย

ซึ่งหากใครเคยดู Interstellar ก็น่าจะจำดาว Miller ที่มีน้ำทอดยาวไปจนสุดสายตาได้ การเรียกมันว่า “ดาวน้ำ” ทำให้เห็นภาพเร็วมาก แต่ถ้าถามต่อว่าน้ำลึกแค่ไหน มีพื้นหินอยู่ใกล้ผิวน้ำหรือไม่ หรือระบบนั้นมีแหล่งพลังงานอะไรบ้าง คำว่า “ดาวน้ำ” ก็เริ่มตอบไม่พอ เช่นเดียวกับดาวทะเลทรายในหนัง เราอาจเข้าใจว่าฉากหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ยังไม่ได้เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร ซึ่งส่วนหลังนี่แหละที่เราจะลองไปดูกัน

เราจะเริ่มต้นจากโลก ค่อย ๆ ออกไปหาสถานที่ที่หน้าตาคุ้นเคยแต่ทำงานต่างออกไป จนถึงจุดที่แม้แต่คำว่า “น้ำแข็ง” กับ “พื้นดิน” ก็ต้องอ่านรายละเอียดกันใหม่ และแน่นอนว่าเราจะใช้ข้อมูลจากยานอวกาศมาช่วย ไม่ได้เปิด Creative Mode แล้วเสกภูมิประเทศกันขึ้นมาเอง

โลกของน้ำกับชีวิต จุดตั้งต้นที่เรามักเผลอคิดว่าเป็นความปกติ

หากเริ่มต้นจากริมทะเลบนโลก เราจะเห็นน้ำระเหยขึ้นไปในอากาศ เมฆเคลื่อนเข้าหาฝั่ง ฝนตกลงบนภูเขา และน้ำไหลผ่านป่ากับแม่น้ำกลับสู่ทะเล ซึ่งดูเหมือนเป็นวัฏจักรน้ำที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ในของจริงมีสิ่งมีชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องแทบทุกขั้นตอน พืชดึงน้ำจากดินแล้วคายน้ำกลับสู่บรรยากาศ รากยึดตะกอน สิ่งมีชีวิตในดินย่อยสลายซาก และสิ่งมีชีวิตในทะเลก็นำธาตุต่าง ๆ ไปสร้างร่างกายของตัวเอง ธรณีวิทยา เคมี และชีววิทยาจึงทำงานปนกันอยู่ตลอด

เราจะเรียกฉากตั้งต้นนี้ว่า “โลกของน้ำกับชีวิต” โดยรวบ Biome บนโลกหลายชนิดไว้ด้วยกันก่อน เพื่อใช้เปรียบเทียบกับดาวดวงอื่น ซึ่งแน่นอนว่าการเอาป่าฝน ทุ่งหญ้า ทะเลทราย และมหาสมุทรมายัดไว้ในช่องเดียวกันนั้นหยาบมาก แต่ความหยาบนี่เองที่ช่วยให้เห็นปัญหาของการเรียกดาวทั้งดวงด้วยสภาพแวดล้อมเพียงชนิดเดียว ถ้าเกิดมีมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาจากดาวอันไกลโพ้นแล้วลงจอดกลาง Antarctica แล้วกลับไปรายงานว่าโลกเป็นดาวน้ำแข็ง เราก็คงอยากให้มันลองแวะกรุงเทพฯ ก่อนสรุปอยู่เหมือนกัน (ฮา)

โลก บ้านของเราเมื่อมองจากอวกาศแล้วอาจดูเหมือนกันในทุกที่ แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความซับซ้อนและความแตกต่างมากมาย ที่มา – NASA

แม้แต่บนโลก แสงอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นฐานพลังงานโดยตรงของทุกชุมชนชีวิต ในบริเวณปล่องน้ำร้อนใต้ทะเล จุลินทรีย์บางกลุ่มใช้พลังงานจากปฏิกิริยาเคมีสร้างสารอินทรีย์ผ่านกระบวนการ Chemosynthesis และเป็นฐานของสายใยอาหารในความมืด สภาพแวดล้อมแบบนี้รวมถึงบริเวณน้ำพุร้อนใต้ทะเลและแหล่งมีเทนซึมจากพื้นทะเลด้วย เราจะต้องเก็บภาพนี้ไว้ เพราะเมื่อเดินทางออกไปไกลขึ้น มหาสมุทรที่ไม่มีแสงแดดจะกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

ทะเลฝุ่นไร้ลม ดวงจันทร์และพื้นผิวที่สัมผัสอวกาศโดยตรง

พอออกจากโลกมาเพียงดวงจันทร์ ภาพจำเรื่องทะเลทรายก็เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว พื้นสีเทาที่เห็นไม่ได้มีลมคอยพัดทรายไปมา ไม่มีฝนช่วยขัดขอบหินให้มน และไม่มีดินชั้นบนที่เต็มไปด้วยซากใบไม้ วัสดุที่ปกคลุมพื้นเรียกว่า Regolith ซึ่งรวมทั้งเศษหิน ฝุ่น และวัสดุที่ถูกบดหรือแปรสภาพอยู่บนพื้นผิว ถ้าจะให้เห็นภาพ มันคล้ายเศษจากการทุบหินที่ถูกทิ้งให้โดนอวกาศซ้ำ ๆ มากกว่าดินหลังบ้านที่เราตักไปปลูกต้นไม้

ตัวอย่างจาก Apollo และการศึกษาที่ NASA แสดงให้เห็นว่าการชนของอุกกาบาตขนาดเล็กเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Regolith บนดวงจันทร์ ขณะเดียวกัน อนุภาคจากดวงอาทิตย์และรังสีจากอวกาศก็เข้าถึงพื้นได้โดยตรง เพราะไม่มีบรรยากาศหนาแน่นคอยป้องกัน แม้ดวงจันทร์จะมี Exosphere ที่เบาบางมาก แต่มันก็ไม่ทำหน้าที่เป็นอากาศและสภาพอากาศแบบที่เราคุ้นเคยบนโลก

ภาพถ่ายบริเวณ Vavilov Crater และแอ่ง Hertzsprung ถ่ายโดยนักบินอวกาศในภารกิจ Artemis II ที่บินโฉบดวงจันทร์ ที่มา – NASA

ดังนั้น สิ่งที่กำหนดลักษณะของ “ทะเลฝุ่น” แบบนี้ก็คือการเปิดรับอวกาศ พื้นผิวถูกกระแทก บด ผสม และเปลี่ยนสมบัติไปเรื่อย ๆ แทนที่จะถูกแม่น้ำหรือลมแกะสลัก ภาพดวงจันทร์ที่ดูเงียบจึงไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่เราดูมันไม่นานพอ ซึ่งจะให้นั่งรอการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาจนจบก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

เกาะน้ำแข็งในคืนที่ไม่จบ เงามืดถาวรบนดวงจันทร์และดาวพุธ

แต่ยังไม่ทันออกจากดวงจันทร์ เราก็เจออีกสภาพแวดล้อมหนึ่งแล้ว บริเวณใกล้ขั้วมีหลุมอุกกาบาตที่บางส่วนของพื้นไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง เพราะขอบหลุมกับมุมของดวงอาทิตย์ช่วยกันบังแสงเอาไว้ ทำให้เกิดห้องเย็นตามธรรมชาติขึ้นมา จะเห็นว่าแค่รู้ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ยังไม่พอ ต้องถามด้วยว่าแล้วแสงมันส่องไปถึงตรงนั้นจริงหรือเปล่า

ตามที่ NASA อธิบายไว้ใน Weather on the Moon เครื่องมือบนยาน Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO วัดอุณหภูมิในเงามืดลึกบางแห่งได้ต่ำกว่า −246 องศาเซลเซียส พื้นที่แบบนี้เรียกว่า Permanently Shadowed Region และอาจทำหน้าที่เป็น Cold Trap ซึ่งเก็บสารระเหยที่เดินทางมาถึงไว้ได้นานมาก อย่างไรก็ตาม เงามืดทุกแห่งไม่ได้มีน้ำแข็งในปริมาณเท่ากัน การมีสภาพเย็นพอให้เก็บน้ำแข็งได้ กับการมีน้ำแข็งอยู่จริง เป็นคนละขั้นของหลักฐาน

ภาพถ่ายแอ่ง Aitken บริเวณใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ ถ่ายโดยลูกเรือภารกิจ Artemis II เช่นกัน ที่มา – NASA

เรื่องที่ดูขัดสัญชาตญาณยิ่งกว่าคือ ดาวพุธก็มีห้องเย็นแบบนี้ ข้อมูลจากภารกิจ MESSENGER ที่ NASA สรุปไว้ พบหลักฐานหลายชนิดที่สนับสนุนการมีน้ำแข็งน้ำอยู่ในหลุมใกล้ขั้วซึ่งหลบแสงอาทิตย์ ที่นี่เราจึงได้สภาพแวดล้อมที่เกิดจาก “การไม่มีแสง” อยู่บนดาวเคราะห์ที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด โดยน้ำแข็งอาจอยู่บนพื้นหรือถูกวัสดุชั้นบาง ๆ ปิดทับ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของแต่ละบริเวณ

และนี่คือเหตุผลที่การบอกว่า “ดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ แปลว่าต้องร้อนทั้งดวง” ใช้ไม่ได้ เพราะแม่งมีน้ำแข็งอยู่ด้วย ถ้าเราทำแผนที่แบบเกม พื้นร้อนกับบริเวณกักเก็บน้ำแข็งเหล่านี้ก็ต้องใช้คนละสี แม้จะอยู่บนดาวดวงเดียวกันก็ตาม ธรรมชาติไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าดาวแต่ละดวงต้องคุม Theme ให้ตรงกับชื่อที่มนุษย์ตั้ง

ที่ราบหินใต้บรรยากาศอัดแน่นบนดาวศุกร์

จากความมืดเย็นจัด ลองหันกลับเข้าหาดวงอาทิตย์และลงไปบนดาวศุกร์ ท้องฟ้าถูกเมฆหนาปิดบัง เหนือพื้นหินมีบรรยากาศที่หนาแน่นจนการใช้คำว่า “อากาศ” อาจทำให้เราจินตนาการเบาเกินไป เพราะจริง ๆ แล้วพื้นผิวอาจมีอุณหภูมิประมาณ 465–470 องศาเซลเซียส และความดันราว 90 เท่าของระดับน้ำทะเลบนโลก ภาพจากยานลงจอด Venera ของสหภาพโซเวียตทำให้เราเห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีหินและภูมิประเทศจริง ๆ อยู่ใต้ความทึบของเมฆ

ภาพถ่ายจากยาน Venera ของโซเวียต ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดภาพถ่ายดาวศุกร์จากพื้นผิวชุดเดียวที่เรามี ที่มา – ESA

ภาพนี้อาจทำให้นึกถึงดาวร้อนในหนัง แต่ต้องแยกกันก่อนว่าอากาศร้อนจัดไม่ได้แปลว่าพื้นทั้งดวงต้องเป็นลาวา ดาวศุกร์มีพื้นหินแข็ง ภูเขา ที่ราบ และภูเขาไฟอยู่ใต้บรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปิดเผยภูมิประเทศเหล่านี้คือเรดาร์บน Magellan เพราะจะส่งกล้องลงไปถ่ายจากวงโคจรตรง ๆ ก็มีเมฆบังอยู่ตลอด เรียกว่าดาวไม่ยอมเปิดหน้า เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีมอง

ใน Paper Surface changes observed on a Venusian volcano during the Magellan mission ของ Robert Herrick และ Scott Hensley ซึ่งตีพิมพ์ใน Science ปี 2023 การเปรียบเทียบภาพเรดาร์ที่ถ่ายห่างกันแปดเดือนพบว่าปากปล่องภูเขาไฟบริเวณ Maat Mons เปลี่ยนรูปร่างและขนาด งานนี้ให้หลักฐานสนับสนุนกิจกรรมภูเขาไฟในช่วงที่ Magellan สำรวจดาวศุกร์ บรรยากาศที่กดทับอยู่จึงไม่ได้ครอบโลกที่หยุดทำงานไปแล้ว

ภาพสามมิติของพื้นผิวดาวศุกร์ที่สร้างจากข้อมูลของยาน Magellan ของ NASA แสดงลักษณะทางภูมิประเทศที่น่าสนใจของดาวศุกร์ ที่มา – NASA

ดาวศุกร์จึงเป็นตัวอย่างของพื้นหินที่ถูกบรรยากาศหนาแน่นกำหนดสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง แม้ขนาดดาวจะใกล้เคียงโลก แต่ถ้าใช้แค่นั้นตัดสินว่าเป็นดาวคล้ายโลกก็คงรีบไปหน่อย คล้ายในแง่ขนาดได้ ส่วนความเหมาะสมสำหรับไปนั่งริมทะเลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทะเลทรายลมเบาบาง ของดาวอังคาร

เมื่อกลับออกมาผ่านวงโคจรโลกและไปถึงดาวอังคาร เราจะพบฉากที่ดูเป็นมิตรกว่า ภูเขา หุบเขา หิน และเนินทรายล้วนเป็นรูปทรงที่เราคุ้นตา ถ้าปิดท้องฟ้าออกจากภาพถ่ายบางภาพ เราอาจเผลอคิดว่าเป็นทะเลทรายบนโลก แต่ความคุ้นเคยนี้มีอากาศรองรับอยู่น้อยมาก ความดันใกล้พื้นของดาวอังคารโดยเฉลี่ยต่ำกว่าหนึ่งในร้อยของโลก และบรรยากาศส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์

ยาน Curiosity ขณะสำรวจ Bagnold Dune ในบริเวณ Mount Sharp ในปี 2016 ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ถึงอย่างนั้น ลมก็ยังขนย้ายทรายได้ ในรายงาน Recap of the Bagnold Dune Investigation ทีม Curiosity อธิบายการศึกษาระบบเนินทรายที่ยังมีกิจกรรมอยู่ โดยสำรวจทั้งเนินรูปพระจันทร์เสี้ยวและเนินแนวยาวในช่วงปี 2015–2017 นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจระบบเนินทรายที่ยังทำงานอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นจากระดับพื้นผิว ภูมิประเทศจึงให้ข้อมูลทั้งเรื่องตะกอน ลม และฤดูกาล

ภาพแสดง Bagnold Dune ส่วนหนึ่งของ Mount Sharp ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาระบบเนินทรายบนดาวอังคารได้อย่างละเอียดที่สุดจุดหนึ่ง

แต่ใต้ทะเลทรายปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งซ่อนอยู่ ตามสรุปผลการค้นพบของ ยาน Curiousity โดย NASA ARES ยาน Curiosity พบหินโคลนที่ Yellowknife Bay ซึ่งบ่งชี้การสะสมตะกอนในทะเลสาบโบราณ เครื่องมือวิเคราะห์แร่และองค์ประกอบทางเคมีสนับสนุนว่าน้ำในสภาพแวดล้อมนั้นเคยมีความเป็นกรดด่างใกล้กลาง และมีเงื่อนไขที่อาจรองรับจุลินทรีย์ได้ คำว่า Habitable ในที่นี้หมายถึงเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของชีวิตบางแบบ ไม่ใช่การตรวจพบว่ามีชีวิตเคยอยู่จริง

เนินตะกอนโบราณใน Yellowknife Bay ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทับถมของตะกอนในทะเลสาบโบราณ ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ด้วยเหตุนี้ เวลาเราจำแนกสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารจึงต้องถามด้วยว่ากำลังพูดถึงยุคไหน สถานที่เดียวกันอาจเคยเป็นพื้นทะเลสาบ ก่อนตะกอนจะแข็งเป็นหิน และกลายเป็นพื้นที่ที่ลมพัดทรายผ่านอยู่ในปัจจุบัน เราอาจไม่ได้มาเจอดาวที่ไม่เคยมีอะไรเลย แต่อาจมาถึงตอนที่เรื่องสำคัญผ่านไปแล้วหลายพันล้านปี

ฤดูใบไม้ผลิของน้ำแข็งแห้ง ของขั้วดาวอังคาร

ทีนี้ หากเดินทางจากทะเลทรายไปหาขั้วดาวอังคาร เราจะเจออีกเรื่องที่ภาพจำจากโลกช่วยได้น้อยมาก นั่นคือฤดูใบไม้ผลิที่ไม่ได้มีใบไม้ให้ผลิ แต่มีโอกาสเห็นก๊าซกับฝุ่นพุ่งออกมาจากใต้แผ่นน้ำแข็งแทน เพราะวัสดุสำคัญของฤดูกาลในบริเวณนี้คือคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง หรือที่เราเรียกว่าน้ำแข็งแห้งนั่นเอง

ภาพจาก Mars Reconnaissance Orbiter และ Mars Express ที่ ESA อธิบายไว้ใน Signs of spiders from Mars แสดงร่องรอยแตกแขนงคล้ายแมงมุมซึ่งเรียกว่า Araneiform Terrain คำอธิบายหลักคือ แสงส่องผ่านแผ่นน้ำแข็งตามฤดูกาลลงไปอุ่นพื้นด้านล่าง ทำให้น้ำแข็งบริเวณฐานระเหิดเป็นก๊าซ แรงดันเพิ่มขึ้นจนก๊าซหาทางออกและพาตะกอนไปด้วย เมื่อแผ่นน้ำแข็งหายไป เราจึงเห็นร่องรอยที่ทิ้งอยู่บนพื้น

ภาพถ่าย Araneiform Terrain จากวงโคจรโดย Mars Reconnaissance Orbiter มื่อแผ่นน้ำแข็งหายไป เราจึงเห็นร่องรอยที่ทิ้งอยู่บนพื้น ที่มา – NASA/JPL-Caltech/University of Arizona

รายงาน NASA Scientists Re-Create Mars ‘Spiders’ in a Lab for First Time ของ JPL ในปี 2024 อธิบายการทดลองที่สร้างการพ่นก๊าซและร่องรอยคล้ายกันในสภาวะจำลองของดาวอังคาร สนับสนุนกลไกสำคัญของแบบจำลองนี้ แต่รายละเอียดอย่างเหตุใดร่องรอยจึงเกิดมากในบางพื้นที่ หรือบางรูปแบบเติบโตอย่างไร ยังมีคำถามอยู่ เรามีทั้งภาพจากยานอวกาศและฟิสิกส์จากห้องทดลองมาประกอบกัน โดยยังไม่จำเป็นต้องอ้างว่าทุกขั้นตอนถูกไขหมดแล้ว

ลวดลายของ Spiders ที่มองเห็นจากวงโคจร ถ่ายโดยยาน Mars Reconnaissance Orbiter ที่มา – NASA/JPL-Caltech/University of Arizona

ดังนั้น ฤดูกาลของดาวอังคารบางพื้นที่จึงเกี่ยวข้องกับการย้ายคาร์บอนไดออกไซด์ไปมาระหว่างพื้นกับบรรยากาศ สารที่เราคุ้นเคยในฐานะก๊าซสามารถกลายเป็นแผ่นพื้นชั่วคราว ก่อนระเหิดและช่วยเปลี่ยนหน้าตาภูมิประเทศได้ ส่วนชื่อแมงมุมนั้นมาจากรูปร่างของร่องรอย ไม่ได้มีแมงมุมอยู่ข้างใต้ ใครกลัวแมงมุมก็สบายใจเรื่องนี้ไปก่อนได้ แล้วค่อยไปกังวลเรื่องไม่มีอากาศหายใจแทน

เปลือกเกลือเหนือแหล่งน้ำเค็มบน Ceres

ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เราจะแวะ Ceres ดาวเคราะห์แคระในแถบดาวเคราะห์น้อยกันก่อน พื้นผิวส่วนใหญ่ของมันดูมืดและเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต จนกระทั่งเห็นบริเวณสว่างในหลุม Occator ซึ่งเด่นจนชวนให้สงสัยว่าเอาอะไรมาโรยไว้ ถ้าดูแค่ภาพเราอาจเดาว่าเป็นน้ำแข็ง แต่การเดาจากสีอย่างเดียวเป็นวิธีที่พาเราหลงทางได้ง่ายมาก ยาน Dawn จึงต้องใช้ข้อมูลชนิดอื่นมาช่วยตอบด้วย

ในรายงาน Mystery Solved: Bright Areas on Ceres Come From Salty Water Below เมื่อปี 2020 NASA อธิบายว่าบริเวณสว่างเหล่านี้ประกอบด้วยเกลือ โดยมีโซเดียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบสำคัญ หลักฐานจากองค์ประกอบพื้นผิวร่วมกับข้อมูลแรงโน้มถ่วงสนับสนุนการมีแหล่ง Brine หรือน้ำเค็มเข้มข้นอยู่ลึกลงไป การเคลื่อนขึ้นมาของของเหลวแล้วสูญเสียน้ำออกไปทิ้งตะกอนเกลือไว้ เป็นคำอธิบายสำคัญของพื้นที่สว่างเหล่านี้

ภาพถ่ายจากยาน DAWN บริเวณ Occator Crater ถูกทำมาเป็นภาพสามมิติที่อธิบายภูมิประเทศบน Ceres โดยจะเห็นบริเวณสีขาวที่สว่างกว่าจุดอื่น ที่มา – NASA/JPL-Caltech/UCLA/MPS/DLR/IDA

หมวดนี้คล้ายแอ่งเกลือแห้งบนโลกตรงที่พื้นผิวเป็นสิ่งที่เหลือหลังของเหลวเปลี่ยนสภาพหรือหายไป แต่สภาพแวดล้อมและเส้นทางการเกิดต่างกันมาก ที่สำคัญ หลักฐานแหล่งน้ำเค็มใต้ Occator ไม่ได้แปลว่าเราเห็นทะเลเปิดบน Ceres หรือพิสูจน์ว่าปัจจุบันมีมหาสมุทรต่อเนื่องทั้งดวง เรากำลังอ่านเบาะแสจากสิ่งที่ขึ้นมาถึงพื้น เพื่ออนุมานสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้

บริเวณสว่างนี้จึงน่าสนใจมาก เพราะมันช่วยให้เราอ่านประวัติศาสตร์ของน้ำ ความร้อน และเคมีภายในดาวได้ ทั้งที่ยังไม่เคยเจาะลงไปถึงแหล่งของเหลวนั้นโดยตรง ซึ่งก็เป็นวิธีทำงานที่เจอบ่อยในการสำรวจดาว เรามักต้องอาศัยสิ่งที่ขึ้นมาถึงพื้น ช่วยเล่าว่าข้างล่างเกิดอะไรขึ้น

ดินแดนที่ไม่มีพื้นให้ยืน ชั้นเมฆของดาวพฤหัสบดี และดาวเคราะห์แก๊สชั้นนอก

ดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้ไม่มีพื้นแข็งแบบโลกให้เราเดินออกจากยานลงไปชมวิว ชั้นเมฆ ลม และพายุที่เห็นเป็นลวดลายอยู่บนบรรยากาศที่มีไฮโดรเจนกับฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนเมฆเกี่ยวข้องกับสารอย่างแอมโมเนียและน้ำ อย่างไรก็ดีการแบ่งสภาพแวดล้อมที่นี่จึงต้องคิดในแนวดิ่งด้วย ยิ่งลงลึก ความดันและอุณหภูมิยิ่งเปลี่ยน สารที่คงตัวอยู่ในชั้นหนึ่งอาจระเหยหรือควบแน่นเมื่อเดินทางไปอีกชั้น ก่อนหน้านี้ยาน Probe สำรวจของยาน Galileo เคยลงไปวัดบรรยากาศโดยตรงในปี 1995 จนถึงระดับความดันประมาณ 20 เท่าของระดับน้ำทะเลโลก เป็นตัวอย่างว่าการสำรวจดาวไม่ได้มีแค่การถ่ายภาพสิ่งที่อยู่บนสุด

ดาวพฤหัสบดี ภาพถ่ายจากยาน Juno แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศที่หนาแน่นและแปรปรวนบนดาว ที่มา – NASA/JPL-Caltech/SwRI/MSSS

ข้อมูลจาก Juno ยังพบฟ้าแลบในระดับสูงกว่าที่เคยคาดไว้ ในรายงาน ‘Shallow Lightning’ and ‘Mushballs’ Reveal Ammonia to NASA’s Juno Scientists เมื่อปี 2020 นักวิจัยเสนอว่าการผสมระหว่างแอมโมเนียกับน้ำช่วยให้มีของเหลวในบริเวณที่หนาวเกินกว่าน้ำบริสุทธิ์จะคงสถานะของเหลวได้ และเสนอแบบจำลอง Mushball ลูกเห็บที่มีน้ำกับแอมโมเนียซึ่งอาจขนสารจากชั้นบนลงไปลึกกว่าเดิม ฟ้าแลบเป็นสิ่งที่ตรวจพบ ส่วนกลไกลูกเห็บเป็นคำอธิบายทางฟิสิกส์ที่ใช้เชื่อมข้อมูลเหล่านั้น

หากจะยืมคำว่า Biome มาใช้กับดาวพฤหัสบดี เราจึงต้องแบ่งเขตสภาพแวดล้อมในบรรยากาศด้วย ไม่ใช่วาดเส้นบนพื้นอย่างเดียว และการย้ายจากเขตหนึ่งไปอีกเขตหนึ่งก็อาจทำได้ด้วยการตกลงไป ซึ่งไม่ใช่รูปแบบการเดินทางที่เราอยากทดลองเองเท่าไหร่

แอ่งลาวาที่ขับเคลื่อนด้วยแรงไทดัล บนดวงจันทร์ Io

เมื่อออกจากเมฆไปหา Io ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี เราจะได้พื้นแข็งกลับคืนมา แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจ เพราะบางบริเวณมีลาวาอยู่ด้วย ภาพนี้อาจชวนให้นึกถึง Mustafar ใน Star Wars เพียงแต่ Io เป็นสถานที่จริงที่เรามีข้อมูลจากยานอวกาศ โดย Voyager 1 พบการปะทุของภูเขาไฟบนมันตั้งแต่ปี 1979 หลังจากนั้น การสำรวจก็ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกแห่งนี้มีอะไรให้ศึกษามากกว่าฉากลาวาประกอบการต่อสู้พอสมควร

ข้อมูลอินฟราเรดจากเครื่องมือ JIRAM บน Juno ทำให้นักวิจัยศึกษาทะเลสาบลาวาได้ละเอียดขึ้น รายงาน NASA’s Juno Gets a Close-Up Look at Lava Lakes on Jupiter’s Moon Io ในปี 2024 อธิบายลักษณะวงแหวนร้อนรอบบางแอ่ง ซึ่งตีความว่าเป็นบริเวณที่ลาวาเปิดเผยอยู่ระหว่างเปลือกที่ปกคลุมส่วนกลางกับผนังแอ่ง ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ดวงจันทร์ที่เป็นลาวาเปลือยทั้งดวง แต่เป็นภูมิประเทศที่มีแหล่งหลอมเหลว เปลือกแข็ง และการหมุนเวียนของวัสดุอยู่ร่วมกัน

ภาพจำลองจากข้อมูลของ JIRAM บริเวณแอ่งที่ชื่อว่า Loki Patera บนดวงจันทร์ Io ที่มา – NASA/JPL-Caltech/SwRI/ASI/INAF/Alessandro Mura

พลังงานสำคัญของ Io มาจาก Tidal Heating การเสียรูปจากแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปตามวงโคจร และความสัมพันธ์ทางวงโคจรกับดวงจันทร์ข้างเคียงช่วยรักษาการให้ความร้อนนี้ไว้ โลกแห่งภูเขาไฟจึงยังทำงานได้แม้อยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก บทเรียนที่ได้คือ ระยะจากดาวฤกษ์เพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับทำนายว่าพื้นที่หนึ่งจะมีความร้อนหรือกิจกรรมภายในมากแค่ไหน

จะเห็นว่าระยะห่างจากดวงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวใช้ทำนายกิจกรรมภายในไม่ได้ บนโลกเราอาจใส่ภูเขาไฟเป็นหย่อมหนึ่งในแผนที่ แต่บน Io กระบวนการภูเขาไฟมีบทบาทเด่นต่อสภาพแวดล้อมของทั้งดวง และความร้อนจากการเสียรูปด้วยแรงโน้มถ่วงที่เพิ่งพูดถึง ก็จะกลับมามีความสำคัญอีกครั้งกับโลกที่ด้านนอกดูเย็นกว่านี้มาก

ทุ่งน้ำแข็งอาบรังสีของดวงจันทร์ Europa

ถัดออกมาที่ Europa ฉากลาวาถูกแทนที่ด้วยพื้นน้ำแข็งสีอ่อน มีแนวแตกและริ้วสีน้ำตาลแดงพาดผ่าน ซึ่งหากดูแต่สีอาจนึกว่าเป็นธารน้ำแข็งขนาดยักษ์ แต่ Europa โคจรอยู่ในสภาพแวดล้อมแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีที่มีอนุภาคพลังงานสูงเข้าปะทะพื้นผิวด้วย ดังนั้น จะคิดว่าแค่ใส่เสื้อกันหนาวแล้วจบก็คงประเมินปัญหาต่ำไปมาก

ในงาน Hydrogen peroxide on the surface of Europa ของ Robert Carlson และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ใน Science ปี 1999 ข้อมูลสเปกตรัมจาก Galileo แสดงการมีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์บนพื้นผิว นักวิจัยอธิบายว่าปริมาณที่อนุมานได้สอดคล้องกับการเกิดสารผ่าน Radiolysis หรือการที่รังสีทำให้โมเลกุลแตกตัวและเกิดเคมีตามมา น้ำแข็งจึงเป็นทั้งวัสดุของภูมิประเทศและวัตถุดิบของปฏิกิริยา

ภาพถ่าย Europa ชุดแรก ๆ ที่ทำให้เราเห็นรายละเอียดของพื้นผิวจากยาน Galileo ของ NASA ที่มา – NASA/JPL-Caltech

เมื่อ Juno บินผ่าน Europa ข้อมูลในรายงาน NASA’s Juno Mission Measures Oxygen Production at Europa เมื่อปี 2024 ก็ช่วยศึกษาการผลิตออกซิเจนจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคกับน้ำแข็งเพิ่มเติม สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้คำว่า “หนาว” บอกเราได้น้อยเกินไป เพราะพื้นน้ำแข็งสองแห่งที่อุณหภูมิใกล้กันอาจมีเคมีต่างกันมาก ถ้าแห่งหนึ่งถูกรังสีกระหน่ำอยู่ในอัตราที่ต่างออกไป

Europa ยังคงเป็นหนึ่งในดาวที่มีความหวังในการค้นหาสิ่งมีชีวิตภายใต้พื้นน้ำแข็งของมัน ที่มา – NASA/JPL-Caltech/SETI Institute

หมวดนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าการดูแค่พื้นทำจากอะไรยังไม่พอ เราต้องดูด้วยว่าอวกาศรอบดาวกำลังทำอะไรกับพื้นอยู่ และถ้าสารที่เกิดบนพื้นน้ำแข็งเคลื่อนลงไปถึงชั้นล่างได้ มันจะไปมีบทบาทอย่างไรบ้าง คำถามนี้ทำให้เราต้องมอง Europa ในแนวตัดขวาง แทนที่จะดูแต่แผนที่ด้านบน

มหาสมุทรใต้หลังคาน้ำแข็ง ของ Europa และ Enceladus

อีกหนึ่ง Biome ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเยอะมากในการสำรวจอวกาศช่วงหลัง สมมติว่าเราเจาะผ่านเปลือกน้ำแข็ง Europa ลงไปได้ สิ่งที่อยู่ข้างล่างอาจเป็นมหาสมุทร โดยมีน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นหลังคาปิดเอาไว้ เราอาจมองพื้นด้านบนแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรนอกจากความหนาวและความแห้ง แต่ข้างใต้กลับมีน้ำเหลวอยู่ นี่คือปัญหาของการตัดสินดาวจากหน้าตา คล้ายดูบ้านจากหลังคาแล้วสรุปว่าไม่มีใครมีสระว่ายน้ำ ซึ่งข้อมูลยังไปไม่ถึงขนาดนั้น

หลักฐานสำคัญของมหาสมุทร Europa มาจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กของยาน Galileo การเปลี่ยนแปลงของสนามรอบดวงจันทร์สอดคล้องกับการมีชั้นที่นำไฟฟ้าอยู่ภายใน และมหาสมุทรน้ำเค็มเป็นคำอธิบายที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก เมื่อประกอบกับข้อมูลพื้นผิวและโครงสร้างภายใน เราจึงมีเหตุผลหนักแน่นที่จะศึกษา Europa ในฐานะ Ocean World แม้จะยังไม่เคยส่งยานลงไปมองมหาสมุทรนั้นโดยตรง

เมื่อเดินทางต่อไปถึงระบบดาวเสาร์ ดวงจันทร์ Enceladus ให้ช่องทางเข้าถึงเบาะแสจากภายในที่ต่างออกไป ยาน Cassini พบลำพุ่งของไอน้ำและอนุภาคน้ำแข็งออกจากบริเวณขั้วใต้ และบินผ่านวัสดุเหล่านี้เพื่อวัดองค์ประกอบ ข้อมูลจากลำพุ่ง รวมถึงการวัดสมบัติของดวงจันทร์ สนับสนุนภาพของมหาสมุทรน้ำเค็มใต้เปลือกน้ำแข็ง เรายังไม่ได้ส่งเรือดำน้ำลงไป แต่เหมือนได้เก็บสิ่งที่โลกข้างใต้พ่นออกมาให้ตรวจ

ละอองที่พวยพุ่งออกมาจากดวงจันทร์ Enceladus ของดาวเสาร์ ถูกบันทึกไว้โดยยาน Cassini

ใน Cassini finds molecular hydrogen in the Enceladus plume: Evidence for hydrothermal processes ของ Hunter Waite และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ใน Science ปี 2017 นักวิจัยรายงานการตรวจพบโมเลกุลไฮโดรเจน และเสนอว่าปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับหินที่อุ่นอยู่ภายในเป็นคำอธิบายสำคัญ นี่ทำให้ภาพจุลินทรีย์ที่ใช้พลังงานเคมีใกล้ปล่องน้ำร้อนบนโลกกลับมามีความหมายในบริบทของดวงจันทร์อีกดวง

ต่อมา งาน Detection of phosphates originating from Enceladus’s ocean ของ Frank Postberg และคณะ ใน Nature ปี 2023 ใช้ข้อมูลเครื่อง Cosmic Dust Analyzer ของ Cassini ตรวจพบโซเดียมฟอสเฟตในอนุภาคน้ำแข็งจากระบบลำพุ่ง หลักฐานนี้เพิ่มความเข้าใจเรื่องฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุสำคัญต่อชีวิตที่เรารู้จัก แต่การมีน้ำ พลังงานเคมี และธาตุสำคัญ ยังไม่เท่ากับการมีสิ่งมีชีวิต เรากำลังตรวจสอบเงื่อนไขของที่อยู่อาศัย โดยยังไม่พบผู้อยู่อาศัย

หากดาว Miller ใน Interstellar ทำให้เรานึกถึงโลกที่เต็มไปด้วยผิวน้ำ Europa กับ Enceladus ก็ทำให้ต้องกลับภาพนั้นใหม่ มหาสมุทรของจริงอาจไม่ได้เปิดออกสู่ท้องฟ้าเลย แต่ถูกปิดไว้ด้วยเปลือกน้ำแข็ง และอาศัยพลังงานส่วนหนึ่งจากกระบวนการภายในดาว หากมองจากอวกาศ เราจึงอาจเห็นแค่หลังคาของสถานที่ที่อยากสำรวจที่สุดอยู่ก็ได้

ทะเลกับทะเลทรายที่เปลี่ยนชนิดวัตถุดิบบน Titan

ยังอยู่ในระบบดาวเสาร์ แต่คราวนี้เราจะไป Titan ดวงจันทร์ที่ Cassini สำรวจจากด้านบน และ Huygens ของ ESA ลงไปสัมผัสพื้นในปี 2005 สิ่งที่เราพบมีทั้งเมฆ ร่องทางไหล ชายฝั่ง ทะเลสาบ และทุ่งเนินทราย เรียกได้ว่าเป็นโลกที่นักภูมิศาสตร์มองแล้วพอจะคุยกันรู้เรื่อง ก่อนนักเคมีจะเดินมาบอกให้ตรวจชื่อสารใหม่ทั้งหมด

แต่น้ำเหลวที่เติมทะเลสาบของเรา ถูกแทนที่ด้วยของเหลวที่มีมีเทนและอีเทนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ส่วนน้ำแข็งน้ำทำหน้าที่คล้ายหินของภูมิประเทศ ข้อมูลจากการลงจอดของ Huygens ที่ ESA อธิบายผ่านผลของ Surface Science Package รวมถึงภาพก้อนกรวดที่ตีความว่าเป็นน้ำแข็งน้ำ ทำให้ภาพโลกอันเย็นจัดนี้มีหลักฐานจากระดับพื้นรองรับด้วย

ภาพถ่ายในลักษณะ Fish Eye จากกล้องบน Probe ลงจอด Huygens ขณะเข้าสู่บรรยากาศของ Titan ที่มา – ESA/NASA/JPL/University of Arizona

บริเวณขั้วมีทะเลและทะเลสาบไฮโดรคาร์บอน ขณะที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรมีทุ่งเนินทรายกว้างใหญ่ ใน A global geomorphologic map of Saturn’s moon Titan ของ Rosaly Lopes และคณะ ซึ่งเผยแพร่ออนไลน์ในปี 2019 และตีพิมพ์ใน Nature Astronomy ทีมวิจัยรวมข้อมูลเรดาร์ ภาพ และอินฟราเรดจาก Cassini เพื่อทำแผนที่ภูมิสัณฐานระดับโลก แผนที่นี้แสดงทั้งที่ราบ เนินทราย ภูเขาหรือพื้นที่เป็นเนิน และแหล่งของเหลว ซึ่งมีการกระจายสัมพันธ์กับละติจูด

เนินทรายเหล่านั้นก็ไม่ได้แปลว่ามีทรายควอตซ์แบบชายหาดบนโลก ข้อมูลสเปกตรัมและเรดาร์สนับสนุนว่าเม็ดทรายอุดมด้วยสารอินทรีย์ ส่วนองค์ประกอบและที่มาของเม็ดแต่ละชนิดยังเป็นเรื่องให้ศึกษา ในงาน Texture and Composition of Titan’s Equatorial Sand Seas Inferred From Cassini SAR Data: Implications for Aeolian Transport and Dune Morphodynamics ของ Antoine Lucas และคณะ ปี 2019 นักวิจัยแยกภาพของเนินทรายที่อุดมด้วยสารอินทรีย์ออกจากพื้นระหว่างเนินที่มีน้ำแข็งน้ำเด่นกว่าและมีตะกอนปกคลุมบางส่วน

ภาพจำลองบรรยากาศของพื้นผิวดวงจันทร์ Titan จากข้อมูลของภารกิจ Cassini และยานสำรวจ Huygens ที่มา – NASA/JPL-Caltech

เราอาจแยกทะเลไฮโดรคาร์บอนกับทะเลทรายอินทรีย์เป็นอีกสองหมวดก็ได้ แต่ในที่นี้เราจัดไว้ด้วยกันเพื่อดูโลกที่มีวัฏจักรของมีเทนเชื่อมท้องฟ้ากับพื้นผิว วัฏจักรนี้มีทั้งการควบแน่น หยาดน้ำฟ้า การไหล และการระเหย ซึ่งช่วยแกะสลักภูมิประเทศ กระบวนการหลายอย่างคุ้นเคยกับนักธรณีวิทยาบนโลก ทั้งที่วัสดุกำลังสลับบทบาทกันอยู่

ความน่าสนใจของ Titan จึงอยู่ตรงที่กระบวนการหลายอย่างคุ้นเคย แต่พอเช็กวัตถุดิบแล้วแม่งเปลี่ยนบทกันหมด น้ำไปเป็นหิน มีเทนไปเป็นฝน ส่วนสารอินทรีย์บางส่วนไปเป็นทราย ถึงอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งเอาคำว่า Organic ไปเท่ากับการมีชีวิต เพราะในทางเคมี สารอินทรีย์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิต เรามีหลักฐานของภูมิประเทศที่ยังถูกกระบวนการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอยู่ ส่วนมีใครอาศัยอยู่หรือไม่ ยังเป็นอีกเรื่อง

ธารของสิ่งที่เราเคยเรียกว่าก๊าซบน Triton และ Pluto

ไกลออกไปถึงระบบดาวเนปจูน Voyager 2 พบโลกเย็นจัดของ Triton ของดาวเนปจูน ในปี 1989 ภาพจากการบินผ่านแสดงลำพุ่งเหนือพื้นผิวและรอยคล้ำที่ทอดยาวตามทิศทางการพัดพา ซึ่งเราจะเรียกสิ่งนี้ว่าน้ำพุก็พอได้ในแง่รูปร่าง แต่ถ้านึกถึงน้ำร้อนแบบ Yellowstone ก็ต้องเปลี่ยนภาพใหม่ เพราะที่นี่เรากำลังพูดถึงไนโตรเจนและวัสดุที่เย็นจัด ไม่ใช่สถานที่สำหรับไปแช่ออนเซ็น

ใน Triton’s Geyser-Like Plumes: Discovery and Basic Characterization นักวิจัยรายงานลำพุ่งจากภาพ Voyager 2 และเสนอแบบจำลองที่แสงอาทิตย์ให้ความร้อนแก่น้ำแข็งไนโตรเจนใต้พื้นผิว จนก๊าซมีแรงดันและพาวัสดุคล้ำพุ่งขึ้นมา

ภาพถ่ายพื้นผิวของดวงจันทร์ Triton ของดาวเนปจูนจากยาน Voyager 2 ที่มา – NASA/JPL-Caltech

เมื่อไปถึง Pluto ยาน New Horizons ซึ่งบินผ่านในปี 2015 ก็พบฉากอีกแบบหนึ่ง ที่ราบ Sputnik Planitia มีน้ำแข็งไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญ พร้อมลวดลายหลายเหลี่ยมขนาดใหญ่ งาน Vigorous convection as the explanation for Pluto’s polygonal terrain ใช้แบบจำลองสนับสนุนว่าลวดลายนี้อธิบายได้ด้วยการพาความร้อนในชั้นน้ำแข็ง วัสดุที่อุ่นกว่าค่อย ๆ ขยับขึ้น ขณะที่ส่วนเย็นกว่าจมลง

คำว่าไหลในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงหลอมเหลว ธารน้ำแข็งบนโลกเองก็เคลื่อนตัวได้ในสถานะของแข็ง เพียงแต่บน Pluto ไนโตรเจนแข็งสามารถรับบทเป็นธาร ขณะที่น้ำแข็งน้ำที่เย็นจัดรับบทเป็นภูเขาแข็งแรง ภาพจาก New Horizons ยังแสดงก้อนวัสดุน้ำแข็งน้ำที่นักวิจัยตีความว่าคล้ายภูเขาน้ำแข็งลอยอยู่กับธารไนโตรเจน เราไม่ได้เดินทางไปเจอฟิสิกส์ชุดใหม่ แต่กำลังเห็นฟิสิกส์เดิมทำงานกับวัสดุคนละชนิดและในอุณหภูมิคนละช่วง

ภาพสามมิติจากข้อมูลการบินโฉบของยาน New Horizons แสดงบริเวณ Sputnik Planitia ที่มา – NASA/Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory/Southwest Research Institute/Lunar and Planetary Institute

เรื่องยังไม่หยุดอยู่แค่ของแข็งที่ไหล การวิเคราะห์ภาพ New Horizons NASA’s New Horizons Finds Evidence of Recent Liquid on Pluto’s Surface เสนอว่ารอยคล้ำบางแห่งทางเหนือของ Sputnik Planitia อาจเกิดจากไนโตรเจนเหลวที่มาจากใต้ธารขึ้นมาทำให้พื้นเปียกเป็นครั้งคราว นี่เป็นการตีความที่ยังต้องทดสอบต่อ และไม่ควรนำไปเล่าเหมือนยานถ่ายวิดีโอแม่น้ำไนโตรเจนกำลังไหลอยู่ต่อหน้า แต่ก็แสดงว่าข้อมูลจากการบินผ่านเมื่อกว่าสิบปีก่อนยังเปิดคำถามใหม่ได้

ไนโตรเจนที่เป็นส่วนใหญ่ของอากาศบนโลก และผ่านจมูกเราเข้าออกจนแทบไม่เคยสนใจ กลับกลายเป็นวัสดุของภูมิประเทศเมื่อมาอยู่แถวนี้ มันกองสะสมเป็นน้ำแข็ง เคลื่อนตัว และแลกเปลี่ยนกับบรรยากาศเหนือพื้นได้ ดังนั้น ก่อนถามว่าดาวดวงไหนมีภูเขาหรือธารน้ำแข็งบ้าง เราอาจต้องถามต่ออีกนิดว่าภูเขาและธารที่ว่านั้นทำจากอะไร ไม่อย่างนั้นใช้คำเดียวกันแต่จินตนาการกันคนละเรื่องได้ง่ายมาก

แล้วตกลง ระบบสุริยะมี Biome กี่แบบ

พอเดินทางมาถึงตรงนี้ เราอาจรู้สึกว่าได้คำตอบแล้วว่ามี 13 แบบ แต่ถ้าเอาเลขนี้ไปตอบข้อสอบนิเวศวิทยาก็อาจมีปัญหากับอาจารย์ได้ เพราะเรากำลังจัดกลุ่มสภาพแวดล้อมทางกายภาพและเคมีเพื่อเปรียบเทียบกัน ส่วน Biome ที่มีชุมชนสิ่งมีชีวิตเป็นองค์ประกอบนั้น เรายังมีตัวอย่างยืนยันจากโลกเพียงแห่งเดียว การพบภูมิประเทศใหม่ไม่ได้ทำให้เราพบระบบนิเวศใหม่ตามไปด้วย

แต่ถ้าใช้เป็นวิธีอ่านภูมิประเทศ การทดลองจัดหมวดครั้งนี้ก็มีประโยชน์ เราเห็นความต่างระหว่างพื้นฝุ่นที่เปิดรับอวกาศกับทะเลทรายที่ลมยังพัดทำงานอยู่ เห็นความต่างระหว่างน้ำแข็งที่เก็บสารไว้ในเงามืดกับน้ำแข็งที่ถูกรังสีเปลี่ยนเคมี และเห็นมหาสมุทรที่มีท้องฟ้าอยู่เหนือผิวน้ำ เทียบกับมหาสมุทรที่มีเปลือกแข็งปิดอยู่ด้านบน

ส่วนเลข 13 นั้นพร้อมจะเปลี่ยนทันทีที่เราเปลี่ยนวิธีแบ่ง ถ้าแยกทะเลกับเนินทรายบน Titan ก็ได้เพิ่มอีกหมวด ถ้าแยกมหาสมุทรตามความเค็ม การสัมผัสพื้นหิน หรือแหล่งพลังงาน ก็แตกเป็นหมวดย่อยได้อีก และถ้ารวมสถานที่ที่มีกลไกคล้ายกันเข้าด้วยกัน ตัวเลขก็ลดลงได้เช่นกัน ไม่ต้องตกใจว่าใครนับผิด เพราะเราเป็นคนตั้งช่องขึ้นมาเอง ประเด็นจึงอยู่ที่แบ่งด้วยเกณฑ์อะไร และมีข้อมูลรองรับแค่ไหน

แม้แต่คำถามว่าแบบไหนมีมากที่สุดในระบบสุริยะก็ยังต้องระวังอยู่พอสมควร เราจะนับพื้นที่ผิวที่มองเห็น ปริมาตรของบรรยากาศ หรือปริมาตรน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือก ดาวเคราะห์ยักษ์จะเข้ามาอยู่ในบัญชีแบบใด และเราจะชดเชยการที่บางโลกถูกสำรวจละเอียดมาก ขณะที่อีกหลายแห่งมีเพียงข้อมูลจากการบินผ่านอย่างไร ความถี่ที่เราเห็นสภาพแวดล้อมหนึ่งในภาพถ่าย ไม่ได้เท่ากับความแพร่หลายจริงของมันเสมอไป

ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ แผนที่ทั้งหมดนี้ยังเต็มไปด้วยพื้นที่ว่าง มหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็งมีเคมีต่างกันแค่ไหน พื้นกับภายในของแต่ละโลกแลกเปลี่ยนสารกันอย่างไร สภาพแวดล้อมที่ดูคงที่ในช่วงที่ยานบินผ่านอาจเปลี่ยนไปแบบไหนเมื่อฤดูกาลผ่านไป และมีสถานที่ใดบ้างที่เงื่อนไขทางฟิสิกส์กับเคมีเดินทางไปไกลพอจะกลายเป็นระบบนิเวศจริง ๆ

ลองหันกลับมามองเส้นทางที่เราเพิ่งผ่านมา เราเริ่มจากโลกที่น้ำเป็นฝนและแม่น้ำ ผ่านดวงจันทร์ที่ฝุ่นถูกอวกาศค่อย ๆ แปรสภาพ ผ่านฤดูใบไม้ผลิที่คาร์บอนไดออกไซด์พ่นฝุ่นขึ้นจากพื้น ผ่านแอ่งลาวาที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นแหล่งพลังงาน และมาจบที่ภูเขาน้ำแข็งน้ำบนธารไนโตรเจน ความแปลกเหล่านี้ไม่ได้ต้องอาศัยการเปลี่ยนกฎของธรรมชาติ แค่เปลี่ยนอุณหภูมิ ความดัน องค์ประกอบ และประวัติศาสตร์ของสถานที่ ผลลัพธ์ก็เกินกว่าที่ภาพจำจากโลกจะเตรียมเราไว้แล้ว

และทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงระบบดาวฤกษ์ดวงเดียวที่เราอาศัยอยู่ ลองจินตนาการต่อไปถึงดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ซึ่งอาจมีขนาด องค์ประกอบ วงโคจร และแหล่งพลังงานต่างจากตัวอย่างใกล้บ้านเราอีกมาก เราจะต้องเพิ่มสีอะไรลงในแผนที่อีกบ้าง ในเมื่อแค่ระบบสุริยะก็มีทั้งมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็ง ฝนมีเทน และธารไนโตรเจนให้ต้องทำความเข้าใจแล้ว บางที สิ่งที่เรายังไม่รู้อาจไม่ได้มีแค่จำนวน Biome ของจักรวาล แต่รวมถึงว่ามีสภาพแวดล้อมอีกกี่แบบที่เราไม่เคยเห็น จนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกมันว่าอะไร และด้วยเหตุนี้ ทำให้ Planetry Science จึงเป็นโลกที่น่าสนใจมากยิ่งนักนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.