ก่อนหน้านี้กลุ่มนิสิตจุฬาได้มีการตั้งชมรม Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club หรือ CUSAT เผื่อพลักดันกิจกรรมอวกาศในมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ก็ได้มีการเริ่มพัฒนาดาวเทียมต้นแบบขนาด 1U (กว้างยาวและสูง 10 เซนติเมตร) รุ่นแรกของชมรม โดยได้นำเอาความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite Competition ของ GISTDA มาใช้ในการออกแบบ และได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้ ล่าสุดทาง CUSAT ได้ออกมาเปิดเผยว่า UNOOSA and JAXA select teams from El Salvador and Thailand for satellite deployment from the International Space Station ดาวเทียมต้นแบบ CUSAT-1 ได้รับเลือกจาก United Nations Office for Outer Space Affairs หรือ UNOSSA และองค์การอวกาศญี่ปุ่น JAXA ให้ได้ปล่อยขึ้นสู่อวกาศภายใต้โครงการ KiboCUBE จากผู้ร่วมส่งโครงการมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
โดยโครงการ KiboCUBE นั้นเป็นการสนับสนุนภาคการศึกษา ให้นิสิตนักศึกษาและเยาวชนจากทั่วโลกสามารถส่งดาวเทียมขนาดเล็กแบบ CubeSat ขึ้นสู่วงโคจร ผ่านระบบ J-SSOD ซึ่งเป็นระบบปล่อยดาวเทียมจากโมดูลฝั่งญี่ปุ่นของสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งเมื่อช่วงต้นปี ดาวเทียม KnackSat-2 จากประเทศไทย ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็เพิ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยระบบดังกล่าวไป โดยกำหนดการปล่อยดาวเทียม CUSAT-1 นั้นอยู่ในช่วงปี 2028
ทีมงานสเปซทีเอช ได้รับคำเชิญชวนจากทาง CUSAT ให้เข้าร่วมพูดคุยและชมบรรยากาศในชมรมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 เป็นเวลาราวหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ CUSAT ได้รับเลือกจากโครงการ KiboCUBE
ห้องปฏิบัติการของชมรม CUSAT นั้นตั้งอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทีมงานสเปซทีเอช ได้พูดคุยกับตัวแทนชมรมได้แก่ โฟกัส ณัฐวัฒน์ สามัคคีธรรม และกรณ์ ศรีวรากุล กรณ์ ซึ่งทั้งคู่เป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 เป็นหนึ่งในกลุ่มแกนหลักของชมรม ที่ก่อให้เกิดโครงการ CUSAT-1 ขึ้นมา

โฟกัส ณัฐวัฒน์ เล่าให้เราฟังว่าจริง ๆ แล้วไอเดียของ CUSAT เกิดจากการรวมตัวกันของเยาวชนที่สนใจด้านอวกาศ บางส่วนได้รับการเข้าอบรมในโครงการ School Satellite Competition ของ GISTDA และอยากริเริ่มการทำชมรมอวกาศในมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีชมรม CUHAR ซึ่งเน้นไปที่การพัฒนาจรวดความเร็วเหนือเสียง และเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลกจนได้รับรางวัลและชื่อเสียมามากมาย แต่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ยังไม่มีชมรมนิสิตที่เน้นไปที่การออกแบบ พัฒนา และสร้างดาวเทียมหรือยานอวกาศ จนนำไปสู่การก่อตั้งชมรม CUSAT ในที่สุด

โฟกัสบอกว่า การก่อตั้งของชมรมเกิดขึ้นโดยพลังของเยาวชนที่มุ่งฝันอยากเดินทางสู่อวกาศ และได้หาหนทางต่าง ๆ จนสุดท้ายนำไปสู่การสมัครร่วมโครงการ KiboCUBE ซึ่งจัดโดย UNOOSA และ JAXA ทางชมรมได้มีการส่งดาวเทียมต้นแบบ CUSAT-1 ซึ่งถูกออกแบบอย่างสมบูรณ์โดยมีทั้งระบบคอมพิวเตอร์บนยาน Onboard Computer, ระบบ Attitude Determination and Control System, ระบบจัดการกับพลังงาน Power, ระบบสื่อสาร Communication และมี Payload เป็นกล้องถ่ายภาพย่านคลื่น Visible Light บนตัวดาวเทียม ทั้งหมดอ้างอิงจากฮาร์ดแวร์ที่สามารถจัดหาและประกอบได้จริง รวมถึงมีซอฟแวร์ที่ใช้ในการควบคุมดาวเทียมและการส่งสัญญาณกลับโลก ซึ่งทั้งหมดเหลือแต่เพียงการสร้างตัว Enginnering Model และ Flight Model สำหรับทำการส่ง
และเนื่องจากข้อดีของการปล่อยออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งจะได้วงโคจรแบบ Inclination ทำมุม 51.6 องศากับเส้นศูนย์สูตร และโคจรอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ทำให้ได้ช่วงการบินผ่านประเทศไทยบ่อยกว่าดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรแบบ Sun Synchronous Orbit ที่ดาวเทียมถ่ายภาพทั่วไปใช้ จึงมีแนวคิดข้างต้นว่าดาวเทียม CUSAT-1 อาจสามารถใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบระบบช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนภัยพิบัติเช่น น้ำท่วม หรือไฟป่าได้ สำหรับในประเทศไทย อย่างไรก็ตามโจทย์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดยละเอียดจากทางทีม
อย่างไรก็ตาม การที่เยาวชนไทยสามารถออกแบบและพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพื้นฐานของดาวเทียมได้นั้นเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก ซึ่งการที่ UNOOSA และ JAXA เลือกดาวเทียม CUSAT-1 เป็นหนึ่งจากสองประเทศที่ได้รับคัดเลือก จึงเป็นตัวตอกย้ำสำคัญว่าหน่วยงานต่าง ๆ ควรร่วมให้การสนับสนุนและช่วยผลักดันโครงการดังกล่าวให้ส่งกระทบและได้วางรากสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทยในอนาคต อย่างน้อย ณ ตอนนี้ เราก็สามารถมั่นใจได้แล้วว่า CUSAT-1 จะสามารถขึ้นสู่อวกาศได้จริงในช่วงปี 2028

โฟกัสและกรณ์ เล่าให้เราฟังต่อว่า ทางชมรมจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ และ Payload บนตัวดาวเทียม เพื่อให้นำไปสู่การสร้างและทดสอบ Engineering Model และ Flight Model เพื่อนำส่งสำหรับการทดสอบและเตรียมพร้อมสู่การปล่อยในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2027 เพื่อนำส่งขึ้นสู่อวกาศในช่วงปี 2028 โดยทาง UNOSSA และ JAXA เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการส่ง (ซึ่งโดยปกติอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านบาท) ให้ทั้งหมด เพียงแค่ต้องส่งมอบดาวเทียมและผ่านการทดสอบให้ได้ตามมาตรฐานเท่านั้น
สำหรับในแง่ของการดำเนินการ ตอนนี้ทางชมรมมีสมาชิกรุ่นก่อตั้งอยู่ประมาณ 10 คน มีประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ตั้งแต่สายงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ไปจนถึงซอฟแวร์ โดยหลังจากที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ KiboCUBE ทางชมรมมีแผนรับสมัครสมาชิกเพิ่ม ไม่จำกัดเฉพาะอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงฝั่งธุรกิจ การบริหารจัดการ การทำสื่อและการสื่อสาร เพื่อปั้นให้ชมรม CUSAT กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนป้อนสู่วงการอวกาศทั้งในประเทศไทยและระดับโลก

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของชมรม CUSAT ที่ทั้งสองได้บอกกับทีมงานสเปซทีเอชก็คือ ทางชมรม ต้องการสร้าง Open Platform สำหรับการมีส่วนร่วมด้านดาวเทียม โดยจะพัฒนาระบบ Ground Station เป็นซอฟแวร์สำหรับเปิดให้ใครนำไปพัฒนาต่อและใช้สำหรับการรับสัญญาณจากดาวเทียมเพื่อการศึกษาได้หลายดวง ไม่จำกัดแค่ตระกูล CUSAT รวมถึง จะมีการเปิดเผย และจัดเก็บองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ตลอดไปจนถึงอาจเปิดให้เยาวชนที่สนใจจากทั่วประเทศ สามารถทดลองรับส่งข้อมูลพื้นฐานจากดาวเทียมได้ผ่าน Ground Station ของตัวเอง ซึ่งมาจากแรงบันดาลใจของสมาชิกรุ่นก่อตั้งชมรม ที่เมื่อก่อนคิดว่าการทำงานอวกาศนั้นไกลตัว แต่สุดท้ายตัวเองกำลังจะได้นำส่งดาวเทียมสู่อวกาศจริง ๆ
ณ ตอนนี้ ชมรม CUSAT กำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับหน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐฯ ในการเปิดโอกาสให้โครงการ CUSAT-1 นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศของประเทศ สนับสนุนภารกิจอวกาศใหญ่ของประเทศทั้งตระกูล THEOS และ Thai Space Consortium หรือ TSC และเพื่อตอกย้ำว่าเยาวชนไทยจะกลายเป็นผู้สานต่อ และตามรอยเส้นทางที่โครงการก่อนหน้าได้วางไว้ และสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ให้กับวงการอวกาศไทยในอนาคต
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co