โรงไฟฟ้าต้องยอมให้หอดูดาว สรุปดราม่าการสร้างโรงไฟฟ้าในทะเลทรายอาตากามา

ข่าวล่าสุดจากทาง ESO ได้ออกมาแถลงผ่าน AES Andes announces cancellation of INNA, the industrial complex planned near Paranal ว่าบริษัท AES Andes ได้ยอมถอยจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนบริเวณใกล้เคียงกับยอดเขา Cerro Paranal ที่เป็นที่ตั้งของหอดูดาว Very Large Telescope ของ ESO ซึ่งนี่คือหนึ่งในดราม่าที่ใหญ่โตที่สุดดราม่าหนึ่งของวงการดาราศาสตร์โลกที่นักดาราศาสตร์บอกว่าเราเกือบที่จะเสียท้องฟ้าในการดูดาวที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลกไปแล้ว

ปูพื้นเกี่ยวกับทะเลทรายอาตากามากันก่อน ทะเลทรายอาตากามานับว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในย่านแสงที่ตามองเห็นมากที่สุดในโลก เนื่องจากทะเลทรายแห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายอาตากามาที่เกิดจากเทือกเขาแอนดีสกั้นความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกไม่ให้ไหลเข้ามาถึงภายในทวีป อีกทั้งการวางตัวของทะเลทรายแห่งนี้ยังเกิดขึ้นในพื้นที่เทือกเขาเข้าไปสู่กลางทวีป ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่หลายสิบถึงหลายพันเมตร และนั้นทำให้โดยสถิติแล้วทะเลทรายแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนวันฟ้าเปิดมากที่สุดในโลก ด้วยระดับความสูง ความชื้นน้อยและจำนวนวันฟ้าเปิดที่มากที่สุดในโลก ยังไม่รวมกับการที่สถานที่แห่งนี้ทุรกันดารห่างไกลจากตัวเมือง ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะสมกับการมาตั้งหอดูดาว

โดยในปัจจุบันพื้นที่ทะเลทรายอาตากามาเป็นศูนย์รวมของกล้องโทรทรรศน์จากชาติต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหนึ่งในหัวหอกหลักของการก่อสร้างหอดูดาวคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ESO ที่หอดูดาวจำนวนมากเป็นของเขา และมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมันไม่ใช่พื้นที่สำหรับนักวิจัยจากต่างชาติเท่านั้นแต่มันสร้างองค์ความรู้ เงินและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในชิลีอย่างมหาศาล มีการตั้ง Headquater ของ ESO ในชิลี มีการส่งต่อองค์ความรู้จากนักดาราศาสตร์สู่ผู้คนในพื้นที่ ทำให้ชิลีกลายเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของดาราศาสตร์ในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งนับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับประเทศชิลี

แต่ว่าเมื่อผู้คนได้รับการศึกษาที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการใช้พลังงานก็ย่อมเพิ่มขึ้น ตอนนี้ชิลีก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในทุกวันดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของชิลีควรจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและนี่คือที่มาของโครงการ INNA ที่จะก่อสร้างในพื้นที่ทะเลทรายอาตากามา ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้นักดาราศาสตร์เป็นกังวลกับสิ่งนี้อย่างไม่เคยเป็นกันมาก่อน

โครงการ INNA กับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียว

ด้วยสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่แหล่งพลังงานสีเขียว ชิลีเองก็ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกพลังงานสีเขียวด้วยเช่นกัน โดยบริษัท AES Andes ได้เสนอโครงการที่มีชื่อว่า Integrated Energy Infrastructure Project for the Generation of Hydrogen and Green Ammonia หรือ INNA เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้าและแหล่งพลังงานทางเลือกสมัยใหม่อย่างไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการโรงไฟฟ้าธรรมดา ๆ แต่จะเป็นเมกะโปรเจคที่พื้นที่กว่า 3,000 เฮกตาร์ หรือราว ๆ 18,880 ไร่ในเขตทะเลทรายอาตากามา พร้อมทั้งผลิตพลังงาน 1,680 Megawatts จากฟาร์มโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง และ ฟาร์มกังหันลม 3 แห่ง รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS ขนาดใหญ่ และตั้งเป้าให้มีกำลังการผลิต Green Hydrogen ที่ 217,000 ตันต่อปี และ Green Ammonia ที่ 650,000 ตันต่อปี ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ชิลีกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกพลังงานสีเขียวในภูมิภาคละตินอเมริกาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย

ซึ่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีใช่ไหม และนักดาราศาสตร์ก็น่าจะเห็นด้วยกับโครงการนี้ด้วยใช่ไหม แต่คำตอบมันคือไม่ พวกเขาไม่เห็นด้วย พวกเขาต่อต้านโครงการนี้อย่างหัวชนฝา เพราะโครงการนี้โรงไฟฟ้านี้กำลังจะทำลายสภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมในการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์และทำลายทรัพยากรร่วมของมนุษยชาติที่ไม่สามารถทดแทนได้อย่างที่ไม่มีวันย้อนกลับ

ทำไมโครงการรักษ์โลกกลับถูกต่อต้าน

เป็นเรื่องอันน่าประหลาดใจที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียวกลับถูกต่อต้านโดยกลุ่มคนที่เป็นแนวหน้าของโลก เพราะเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถูกต่อต้านจากกลุ่มนักดาราศาสตร์นั้นก็เพราะว่าตัวโครงการอยู่ใกล้กับที่ตั้งของหอดูดาวที่มีความสำคัญสูงต่าง ๆ มากมาย โดยโครงการห่างจากยอดเขา Cerro Paranal ที่ตั้งของ Very Large Telescope แค่สิบกิโลเมตร ซึ่งเป็นหอดูดาวที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ ของโลก

ภาพแสดงตำแหน่งของโรงไฟฟ้าใกล้กับโครงสร้างทางดาราศาสตร์ที่สำคัญ ที่มา – ESO

โดย ESO ได้ยื่นคัดค้านโครงการนี้อย่างเป็นทางการและเร่งด่วน โดยชี้ให้เห็นว่าการก่อสร้างในพื้นที่ใกล้เคียงจะสร้างผลกระทบที่แก้ไขไม่ได้ 3 ประการหลัก

สิ่งแรกคือมลภาวะทางแสง กังหันลมแต่ละต้นต้องมีไฟสัญญาณเตือนการบิน (Aviation lights) สีแดงกระพริบตลอดคืน รวมถึงไฟส่องสว่างในตัวโรงงาน ไม่รวมกับแสงสว่างตามถนนและรถบรรทุกที่วิ่ง สำหรับกล้องโทรทรรศน์ศักยภาพสูงอย่าง VLT หรือ ELT ที่ทำหน้าที่ด้วยการนับจำนวนโฟตอนจากดวงดาวที่ห่างไกลและตกลงมากระทบกับเซนเซอร์นั้น โฟตอนเพียงเล็กน้อยที่หลุดมาจากหลอดไฟของรถบรรทุกหรือกังหันลมย่อมกลายเป็น noise ที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลกระทบต่องานด้านดาราศาสตร์ โดยมลภาวะทางแสงนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 35 ในพื้นที่ของ VLT และจะเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 55 เหนือพื้นที่ของหอดูดาว Cherenkov Telescope Array South (CTAO-South) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตัวโครงการ INNA เพียง 5 กิโลเมตร

ต่อมาคือฝุ่นจากการก่อสร้าง แม้ทะเลทรายอาตากามาขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้ง แต่ฝุ่นที่เกิดจากการปรับพื้นที่และการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างสามารถลอยไปเกาะที่หน้ากระจกรับแสงของกล้องโทรทรรศน์ได้ ซึ่งการทำความสะอาดกระจกเหล่านี้มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายมหาศาล และฝุ่นเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดทอนคุณภาพของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนั้นหมายความว่าระหว่างการก่อสร้างพวกเขาจะต้องหยุดการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ต่าง ๆ เอาไว้ทำให้เกิดภาวะเสียโอกาสในการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เป็นความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าของเงินได้

และสุดท้ายได้แก่การปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ต่อให้การก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วและโรงงานสามารถดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยและเรียบร้อย ไม่มีการรบกวนจากทั้งเรื่องของแสงและฝุ่น แต่สิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้นั้นคือเรื่องของชั้นอากาศร้อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อโรงงานดำเนินการ แผงโซลาร์เซลล์จำนวนมหาศาลที่ทำการผลิตไฟฟ้าตลอดในช่วงกลางวันนั้นย่อมคายความร้อนปริมาณมหาศาลออกมาในชั้นบรรยากาศช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้เกิด Turbulence ในชั้นบรรยากาศรอบบริเวณ ยังไม่รวมกับการที่กังหันลมที่ทำงานตลอดเวลาแม้กระทั่งช่วงกลางคืนมันก็สร้าง turbulence ในชั้นอากาศด้วยเช่นกัน ซึ่งความปั่นป่วนของชั้นบรรยากาศจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์และทำให้ความละเอียดของภาพแย่ลงจากที่ออกแบบไว้ในระดับหลาย arcsecond ถึงระดับของ arcminute

ภาพแสดงมลภาวะทางแสงที่อุปกรณ์ทางดาราศาสตร์จะได้รับผลกระทบ ที่มา – ESO

โดย ดร. Itziar de Gregorio-Monsalvo ตัวแทนของ ESO ในประเทศชิลี กล่าวย้ำว่า “โครงการ INNA ในสถานที่ตั้งปัจจุบันไม่เพียงขัดขวางงานวิจัยทางดาราศาสตร์ระดับแนวหน้า แต่ยังเป็นการทำลายทรัพยากรร่วมของมนุษยชาติที่ไม่สามารถทดแทนได้” ซึ่งทาง ESO ออกมาต่อต้านตั้งแต่การประกาศโครงการ INNA ในปี 2023 เรียกร้องพร้อมกับทำงานวิจัยเพื่อต่อต้านโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง AES Andes เองก็ให้ความร่วมมือที่ดีและพยายามประนีประนอมกับความต้องการของนักดาราศาสตร์มาเสมอ

ซึ่งเอาเข้าจริงสถานการณ์ของโครงการ INNA มันเหมือนกับทางแยกของประเทศว่า เราจะเลือกการให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นสูงด้านดาราศาสตร์หรือจะเลือกให้เงินและปากท้องของประชาชน เพราะทั้งสองสิ่งนี้อยู่บนจุดร่วมหรือพื้นฐานเดียวกันคือทะเลทรายอาตากามาเป็นสิ่งที่ทำให้ชิลีโดดเด่นขึ้นมาทั้งเรื่องของดาราศาสตร์และการผลิตพลังงานไฟฟ้า

เมื่อชัยชนะของงานดาราศาสตร์กลับเป็นสิ่งที่ข่มขื่น

จากรายงานข่าวของ ESO เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางบริษัท AES Andes ได้ส่งหนังสือขอถอนโครงการ INNA ออกจากการประเมิน ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะไม่ดำเนินงานโครงการนี้ต่อ นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับวงการดาราศาสตร์ที่ภาครัฐและภาคประชาสังคมเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ท้องฟ้ามืดทางดาราศาสตร์และส่งเสียงสนับสนุนถึงการอนุรักษ์เขตท้องฟ้าเพื่อการศึกษาทางดาราศาสตร์นี้อีกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น การยอมถอยของ AES Andes ในโครงการ INNA ครั้งนี้ แม้จะฟังดูเหมือนชัยชนะของวงการวิทยาศาสตร์ แต่หากมองให้ลึกลงไป เราอาจพูดได้ไม่เต็มปากนักว่านี่คือชัยชนะ เพราะในขณะที่นักดาราศาสตร์ได้ท้องฟ้า กลับคืนมา ชิลีเองก็อาจกำลังสูญเสียโอกาส ครั้งสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานของโลก

ในวันที่โลกกำลังหิวกระหายพลังงาน และการแข่งขันในอุตสาหกรรมพลังงานนับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในโลกตอนนี้ การตัดสินใจระงับเมกะโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์เช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจของชิลี ซึ่งการหยุดชะงักครั้งนี้อาจทำให้ชิลีสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน และทำให้การพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศล่าช้าไปอย่างน้อย 5-10 ปี เมื่อเทียบกับเทรนด์ของโลกที่กำลังมุ่งเน้นไปที่การผลิตพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งการที่ยกเลิกโครงการ INNA นี้อาจจะทำให้ชิลีเองต้องหันกลับไปพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลแทนซึ่งนั้นจะยิ่งทำให้สถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่กำลังต่อสู้นั้นแย่ลง เพราะเมื่อประเทศเข้าสู่การพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อนั้นหมายความว่าพวกเขาต้องติดอยู่ในบ่วงนั้นไปอีก 10 ถึง 20 ปีจนกว่าการลงทุนเหล่านั้นจะคุ้มค่า ซึ่งมันจะย้อนกลับมาทำลายท้องฟ้าที่พวกเขาต้องการรักษาผ่านสิ่งที่เรียกว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของใครชนะหรือใครแพ้ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ทุกทางเลือกมีราคาที่ต้องจ่าย เราได้รักษาท้องฟ้าเพื่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในวันนี้ แต่เราก็ต้องยอมรับผลกระทบจากการสูญเสียโอกาสในการสร้างโลกที่สะอาดกว่าเดิมในวันหน้าด้วยเช่นกัน และสิ่งนี้จะย้อนกลับมาทำลายทัศนวิสัยของท้องฟ้าที่นักดาราศาสตร์พยายามจะรักษาไว้อยู่ดี

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co


Jirasin Aswakool | Researcher Assistant | นักวิจัยอยากผันตัวกลับมาทำงานสื่อสารวิทยาศาสตร์