Project Hail Mary ส่องสถานีอวกาศ ชุดนักบิน และงานอาร์ต ทำหนังอวกาศในปี 2026 มันจะเท่แค่ไหนกัน

ในปี 2015 โลกภาพยนตร์ Sci-Fi ได้เห็นหนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้คำว่า “หนังอวกาศที่สมจริง” กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง นั่นคือ The Martian เรื่องราวของนักบินอวกาศที่ต้องเอาตัวรอดบนดาวอังคารด้วยวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ หนังเรื่องนั้นไม่เพียงทำให้คนดูทั่วโลกสนุกกับการแก้ปัญหาแบบวิศวกร แต่ยังทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์สามารถเล่าให้ตื่นเต้นได้พอ ๆ กับหนังแอ็กชันชั้นดี และสิบปีผ่านไป ในปี 2026 เรากำลังจะได้เห็นผลงานจากผู้เขียนคนเดียวกันกลับมาอีกครั้งกับ Project Hail Mary หนังไซไฟที่หลายคนในวงการอวกาศตั้งตารออย่างจริงจัง

ถ้า The Martian เป็นเรื่องของการเอาตัวรอดด้วยมันฝรั่งกับเคมีพื้นฐาน Project Hail Mary ก็เหมือนขยายสเกลของคำถามนั้นออกไปอีกหลายเท่า เรื่องราวไม่ได้หยุดอยู่ที่การเอาชีวิตรอดของมนุษย์คนหนึ่งบนดาวเคราะห์ห่างไกล แต่กลายเป็นคำถามระดับอารยธรรมว่า “มนุษยชาติจะรับมือกับวิกฤตระดับจักรวาลอย่างไร” สำหรับคนที่เคยอ่านนิยายต้นฉบับของ Andy Weir มาก่อน จะรู้ดีว่าเรื่องนี้มีทั้งฟิสิกส์ วิศวกรรม ดาราศาสตร์ และจินตนาการที่ผลักขอบเขตของ Sci-Fi แบบ Hard Science ไปไกลกว่าที่ The Martian เคยทำไว้ แต่ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้จะไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนเลย คนดูก็น่าจะยังสนุกกับมันได้ เพราะหัวใจของเรื่องยังคงเป็นการใช้เหตุผล วิทยาศาสตร์ และความเป็นมนุษย์มาขับเคลื่อนเรื่องราวเหมือนเดิม

Project Hail Mary ภาพยนตร์ที่เราคาดหวังมากที่สุดในปีนี้ ต้องรอชมกันว่าจะเป็น Sci-Fi แห่งทศวรรษได้หรือไม่

และนี่เองที่ทำให้ Project Hail Mary กลายเป็นหนึ่งในหนัง Sci-Fi ที่น่าจับตามองที่สุดของปี 2026 เพราะมันไม่ได้มีแค่เนื้อเรื่องที่ชวนคิด แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การออกแบบสถานีอวกาศ ชุดนักบิน ไปจนถึงงานศิลป์ของยานอวกาศที่พยายามทำให้โลกอนาคตดูสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านมาแล้วสิบปีพอดีนับตั้งแต่ The Martian ออกฉาย และคำถามที่น่าสนใจตอนนี้ก็คือ หนังเรื่องใหม่จากจักรวาลความคิดเดียวกันนี้ จะสามารถยกระดับมาตรฐานของหนังอวกาศไปได้ไกลแค่ไหนกันแน่

สามารถรับชมตัวอย่างได้ทาง ตัวอย่างภาพยนตร์ Project Hail Mary ภารกิจกู้สุริยะ

Project Hail Mary คือขั้นกว่าของความวิทยาศาสตร์จัดเต็ม

ถ้าเล่าแบบไม่สปอยล์เกินไป Project Hail Mary คือเรื่องของครูวิทยาศาสตร์ธรรมดาคนหนึ่งชื่อ Ryland Grace ที่จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศลำหนึ่งโดยจำอะไรแทบไม่ได้เลย เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาที่นี่ได้ยังไง ไม่รู้ว่าภารกิจคืออะไร และลูกเรือคนอื่นก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว แต่พอความทรงจำค่อย ๆ กลับมา เขาก็เริ่มรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในภารกิจที่เดิมพันด้วยอนาคตของทั้งโลก เพราะดวงอาทิตย์กำลังค่อย ๆ สูญเสียพลังงานจากปรากฏการณ์ประหลาดบางอย่าง และมนุษยชาติก็ส่งเขาออกมาไกลหลายปีแสงเพื่อหาวิธีแก้ปัญหานั้น เรื่องมันเลยไม่ได้เป็นแค่ Survival แบบ The Martian แต่กลายเป็นไซไฟที่มีทั้ง Astrophysics, Biology และการแก้ปัญหาแบบวิศวกรผสมกันแบบจัดเต็ม แถมระหว่างทางยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรื่องนี้ไปไกลกว่าหนังอวกาศทั่วไปมาก

Ryland Grace ตัวเอกของเรื่องรับบทโดย Ryan Gosling ที่มาเอาชีวิตรอดในอวกาศอีกแล้ว ที่มา – Sony Pictures

ในเวอร์ชันภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้กำกับโดยคู่ผู้กำกับ Phil Lord และ Christopher Miller ที่หลายคนรู้จักจากหนังอย่าง Spider-Verse ส่วนบทภาพยนตร์เขียนโดย Drew Goddard ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่เคยดัดแปลง The Martian ให้ Ridley Scott มาก่อน นักแสดงนำคือ Ryan Gosling ที่มารับบทเป็น Ryland Grace นักวิทยาศาสตร์ผู้โชคร้ายที่ดันต้องกลายเป็นความหวังสุดท้ายของโลก ถ้าดูรายชื่อทีมสร้างทั้งหมดแล้วก็พอจะเดาได้เลยว่า โปรเจกต์นี้ไม่ได้ตั้งใจทำเป็นหนัง Sci-Fi เล็ก ๆ แต่กำลังพยายามสร้างหนังอวกาศระดับเดียวกับ The Martian อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้สเกลของเรื่องมันใหญ่กว่าเดิมเยอะ และก็น่าดีใจมากที่เราจะได้เห็น Hard Science Fiction ระดับฮอลลีวูดอีกครั้ง

Ryan Gosling กับบทบาทของนักบินอวกาศอีกครั้ง หลังจากที่เขาเคยฝากผลงานไว้ใน First Man ที่มา – Sony Pictures

สำหรับคนที่เคยอ่านนิยาย Project Hail Mary มาก่อน ความคาดหวังต่อเวอร์ชันภาพยนตร์ก็น่าจะชัดเจนพอสมควร หนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกคาดหวังแค่ให้เป็นหนังไซไฟที่มีฉากอวกาศสวย ๆ แต่ต้องถ่ายทอด “เสน่ห์ของการแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์” แบบที่ Andy Weir เขียนไว้ในต้นฉบับให้ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทดลองเล็ก ๆ ในยานอวกาศ การค่อย ๆ ใช้ฟิสิกส์และชีววิทยามาไขปริศนาของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงโมเมนต์ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เทคโนโลยีหรืออวกาศ แต่พูดถึงความร่วมมือ ความอยากรู้อยากเห็น และความเป็นมนุษย์ในสถานการณ์ที่เดิมพันด้วยอนาคตของทั้งโลก

เมื่อ NASA กลับมาให้ความช่วยเหลือจัดเต็มอีกครั้ง เราจะได้เห็นอะไร

การสร้างหนังอวกาศให้ดู “สมจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องของ CGI หรือการออกแบบยานให้ดูเท่เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความเข้าใจจริงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการใช้ชีวิตในอวกาศด้วย ซึ่งในกรณีของ Project Hail Mary ทีมผู้สร้างก็เลือกใช้วิธีเดียวกับหนังอวกาศระดับตำนานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ นั่นคือการทำงานร่วมกับ NASA อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รายละเอียดต่าง ๆ ในหนังมีพื้นฐานจากความเป็นจริงมากที่สุด

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 นักแสดงและทีมสร้างของหนังได้เดินทางไปเยี่ยม NASA Jet Propulsion Laboratory เพื่อพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเกี่ยวกับกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ทีมที่เข้าร่วมประกอบด้วยนักแสดงนำ Ryan Gosling และ Sandra Huller รวมถึงผู้เขียนบท Drew Goddard ผู้กำกับ Phil Lord และ Christopher Miller ตลอดจนผู้เขียนนิยายต้นฉบับ Andy Weir ที่มาร่วมเล่าถึงประสบการณ์การเปลี่ยนเรื่องราวจากหนังสือให้กลายเป็นภาพยนตร์

บรรยากาศงานแถลงข่าวที่เกิดขึ้นที่ JPL ในแคลิฟอร์เนีย ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ในงานแถลงข่าวดังกล่าว ทีมได้เล่าถึงกระบวนการพัฒนาหนัง NASA ยังส่งผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศมาเป็นที่ปรึกษาให้กับทีมสร้าง เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ปรากฏในเรื่อง ตั้งแต่แนวคิดของภารกิจอวกาศ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างพฤติกรรมของนักบินอวกาศหรือการใช้ชีวิตบนยานอวกาศจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้หนังสามารถรักษาความเป็น Hard Science Fiction ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลงานของ Andy Weir เอาไว้ได้

นักบินอวกาศ Kjell Lindgren ถ่ายภาพร่วมกับทีมภาพยนตร์และทีมงาน NASA ที่มา – NASA/JPL-Caltech

หนึ่งในคนที่เข้ามามีบทบาทโดยตรงคือ Kjell Lindgren นักบินอวกาศของ NASA และรองผู้อำนวยการฝ่าย Flight Operations Directorate ซึ่งได้พบกับ Ryan Gosling ระหว่างการถ่ายทำ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศ ตั้งแต่วิธีคิดของมนุษย์ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตในอวกาศ ความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับทีมสร้างภาพยนตร์แบบนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนคาดหวังว่า Project Hail Mary จะกลายเป็นหนังอวกาศที่ทั้งสนุกและสมจริง

การสร้างสถานีอวกาศเสมือนจริงเพื่อถ่ายทำ

ในนิยาย Project Hail Mary ยานอวกาศที่เป็นหัวใจของเรื่องมีชื่อว่า Hail Mary ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นยานสำรวจระยะไกลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเดินทางออกจากระบบสุริยะไปยังดาว Tau Ceti ภารกิจของมันไม่ใช่การสำรวจธรรมดา แต่เป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติในการหาคำตอบว่าทำไมดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อีกหลายดวงกำลังสูญเสียพลังงานจากปรากฏการณ์ลึกลับบางอย่าง ดังนั้นสถาปัตยกรรมของยานจึงถูกออกแบบให้รองรับการเดินทางหลายปีในอวกาศลึก มีทั้งระบบหมุนเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม ระบบสนับสนุนชีวิตระยะยาว ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ และโครงสร้างที่ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมรุนแรง

การสร้างสถานีอวกาศจำลองขึ้นมาเพื่อใช้ถ่ายทำ ที่มา – Sony Pictures

ภายในยาน Hail Mary ตามที่ Andy Weir อธิบายไว้ จะไม่ได้เป็นแค่ “ยานอวกาศสำหรับใช้ชีวิต” ทั่วไป เหมือนที่เราเห็นในยานจาก The Martian แต่เป็นเหมือนห้องทดลองลอยอยู่กลางอวกาศจริง ๆ ด้านในต้องมีพื้นที่สำหรับการทดลองทางชีววิทยาและเคมี เครื่องมือวิเคราะห์ตัวอย่างจากดาวฤกษ์ ระบบควบคุมพลังงาน และโมดูลสำหรับการอยู่อาศัยของนักบินอวกาศที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับยานเป็นเวลานาน

บรรยากาศด้านในสถานีอวกาศ Hail Mary ที่เป็นสถานที่ดำเนินเรื่องหลัก ที่มา – Sony Pictures

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเวอร์ชันภาพยนตร์ Project Hail Mary ทีมงานได้สร้างเซ็ตยานอวกาศขนาดใหญ่ขึ้นมาจริงเพื่อใช้ในการถ่ายทำ ภาพเบื้องหลังที่ถูกเปิดเผยออกมาแสดงให้เห็นโครงสร้างภายในของยานที่เต็มไปด้วยท่อ สายไฟ แผงควบคุม และโมดูลต่าง ๆ ที่ดูเหมือนห้องทดลองในสถานีอวกาศมากกว่าฉากหนัง Sci-Fi ทั่วไป รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนความพยายามของทีมสร้างที่จะทำให้สภาพแวดล้อมของยานดูใกล้เคียงกับการออกแบบทางวิศวกรรมจริงที่สุด และก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งความหวังว่าหนังเรื่องนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในหนังอวกาศที่สมจริงที่สุดในช่วงทศวรรษนี้

จะเห็นว่าส่วนโครงสร้างของสถานีทำออกมาได้สมจริงมาก ๆ ที่มา – Sony Pictures

อีกจุดที่น่าสนใจคือในเวอร์ชันภาพยนตร์ Project Hail Mary รูปลักษณ์ของยาน Hail Mary ดูเหมือนจะถูกตีความใหม่ให้ใกล้เคียงกับสถาปัตยกรรมของยานและสถานีอวกาศจริงมากกว่าภาพประกอบในหนังสือ Project Hail Mary ที่มักจะวาดออกมาในรูปทรงค่อนข้างเรียบง่าย จากภาพเบื้องหลังการถ่ายทำที่ถูกเผยแพร่ออกมาด้วย

การถ่ายทำที่ Mullard Radio Astronomy Observatory

อีกหนึ่งสถานที่จริงที่ถูกใช้ในการถ่ายทำ Project Hail Mary คือ Mullard Radio Astronomy Observatory ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นศูนย์ดาราศาสตร์วิทยุของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่มีบทบาทสำคัญในงานวิจัยด้าน Radio Astronomy มายาวนาน

Mullard Radio Astronomy Observatory ที่เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์ ที่มา – Sony Pictures

สำหรับคนที่ชอบหนังไซไฟสายวิทยาศาสตร์จริง ๆ การได้เห็นสถานที่อย่าง Mullard Observatory ถูกใช้เป็นฉากในหนังถือว่าน่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะมันทำให้โลกของภาพยนตร์เชื่อมต่อกับโลกวิทยาศาสตร์จริงมากขึ้น คล้ายกับตอนที่ Contact ไปถ่ายทำที่ Very Large Array หรือในซีรีส์ 3 Body Problem ที่ใช้จานยักษ์ของ Green Bank Telescope ณ Green Bank Observatory เป็นฉากสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์เหล่านี้มีสเกลและความสวยงามทางวิศวกรรมในตัวเองอยู่แล้ว พอถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์ มันก็ช่วยสร้างความรู้สึกว่าเรื่องราวของการค้นพบจักรวาลนั้นไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการของหนังไซไฟ แต่เชื่อมโยงกับโลกของวิทยาศาสตร์จริงที่มีอยู่บนโลกใบนี้

ชุดนักบินอวกาศ และตราสัญลักษณ์ภารกิจ

หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้หนังอวกาศหลายเรื่องดู “เท่” แบบมีเอกลักษณ์ก็คือการออกแบบชุดนักบินอวกาศ เพราะมันเป็นจุดที่วิศวกรรมกับงานออกแบบมาบรรจบกันพอดี ถ้าทำให้ล้ำเกินไปก็จะดูเป็นไซไฟแฟนตาซี แต่ถ้าทำให้สมจริงเกินไปก็อาจจะไม่โดดเด่นพอ ในกรณีของ Project Hail Mary ทีมสร้างพยายามหาจุดสมดุลตรงกลาง คือทำให้ชุดดูมี aesthetic แบบภาพยนตร์ แต่ยังอิงกับหลักการของชุดอวกาศจริงที่ใช้ในภารกิจอวกาศของ NASA และหน่วยงานอวกาศจริง

ชุดสำหรับใส่ในยานอวกาศ จะเห็นว่ามีการใช้โลโก้ NASA จริง ๆ ทั้งแบบ Meat Ball และแบบ Worm ด้วย ที่มา – Sony Pictures

จากข้อมูลเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย David Cross และ Glyn Dillon ได้รับหน้าที่ออกแบบชุดอวกาศสำหรับเรื่องนี้ โดยโจทย์คือทำให้มันมีลักษณะของ Near-Future NASA EVA suit คือดูเหมือนชุดที่อาจมีอยู่จริงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเอกลักษณ์พอที่จะยืนอยู่ใน “Pantheon of movie Spacesuits” หรือกลุ่มชุดอวกาศระดับตำนานในภาพยนตร์ไซไฟได้ด้วย รายละเอียดของชุดทั้งโครงสร้าง ระบบหมวก การเชื่อมต่อ Life Support และพื้นผิววัสดุจึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันให้ดูสมจริงทางวิศวกรรม แต่ยังมีความโดดเด่นในเชิงภาพยนตร์

ชุดสำหรับการทำ EVA หรือการออกไปนอกตัวยานของนักบินอวกาศ Ryland Grace ที่มา – Sony Pictures

จากภาพเบื้องหลังที่ถูกเผยแพร่ออกมา เราเริ่มเห็นรายละเอียดของทั้งชุด IVA หรือ Intravehicular Activity ที่ใช้ภายในยาน และชุด EVA หรือ Extravehicular Activity สำหรับการออกไปทำงานนอกยาน ซึ่งเป็นสองประเภทหลักของชุดนักบินอวกาศในภารกิจจริง และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่แฟนหนังอวกาศมักจะสังเกตทันทีคือ Mission Patch หรือ ตราสัญลักษณ์ภารกิจ รายละเอียดพวกโลโก้ภารกิจและ Patch บนชุดเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกว่าเรากำลังมองเห็นภารกิจอวกาศจริง และความพิถีพิถันของการออกแบบก็เห็นได้ชัดเมื่อ Adam Savage ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมกองถ่ายระหว่างการผลิต Adam Savage Reviews Project Hail Mary’s Spacesuit เพื่อดูชุดอวกาศตัวจริงอย่างใกล้ชิดและพูดคุยกับทีมออกแบบถึงรายละเอียดเบื้องหลังของมัน ซึ่งสะท้อนว่าชุดอวกาศใน Project Hail Mary ไม่ได้เป็นเพียงพร็อพประกอบฉาก แต่เป็นงานออกแบบที่จริงจังในระดับเดียวกับหนังอวกาศชั้นนำหลายเรื่องที่ผ่านมา

หน้าตาของ Graphic User Interface ในภาพยนตร์

หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้ The Martian ได้รับคำชมจากทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนทำงานด้านเทคโนโลยีคือ หน้าตาของ Graphical User Interface หรือ GUI บนยานอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง หน้าจอที่ปรากฏในหนังไม่ได้ถูกออกแบบให้ดู “ล้ำ” แบบไซไฟทั่วไป แต่มีลักษณะเหมือนซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานจริง มีทั้งแผนที่ ระบบ telemetry แผงควบคุมพลังงาน และข้อมูลวิศวกรรมที่ถูกจัดวางอย่างมีเหตุผล ทำให้หลายคนรู้สึกว่ามันดูเหมือนระบบคอมพิวเตอร์ของภารกิจอวกาศจริงมากกว่าฉากกราฟิกประกอบภาพยนตร์

รายละเอียดของปุ่มกดต่าง ๆ ในตัวยานอวกาศ และ UI ด้านขวามือที่ออกแบบมาได้ละเอียดมาก ที่มา – Sony Pictures

ใน Project Hail Mary เองก็เห็นได้ว่าทีมสร้างให้ความสำคัญกับรายละเอียดส่วนนี้ไม่แพ้กัน จากภาพเบื้องหลังและตัวอย่างบางส่วนของหน้าจอภายในยาน เราจะเห็นการออกแบบ UI ที่ดูเหมือนระบบควบคุมยานอวกาศจริง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลข้อมูลการเดินทางระหว่างดาว ระบบตรวจวัดพลังงาน และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดถูกจัดวางให้เข้าใจง่ายในเชิงวิศวกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสวยงามในเชิง Visual Design ที่เหมาะกับการเล่าเรื่องในภาพยนตร์

ภาพของยาน UI ในยานอวกาศด้านหลัง ที่เราเองก็อยากเห็นว่าในภาพยนตร์จริงจะเป็นอย่างไร ที่มา – Sony Pictures

ความท้าทายของการออกแบบ UI สำหรับภาพยนตร์ก็คือ มันไม่ใช่แค่กราฟิกสวย ๆ ที่ขึ้นบนหน้าจอ แต่ต้องถูกคิดเหมือน system ที่มีอยู่จริง นักออกแบบต้องจินตนาการว่าซอฟต์แวร์ของยานอวกาศในอนาคตจะทำงานอย่างไร ข้อมูลอะไรต้องปรากฏบนจอ และมนุษย์จะโต้ตอบกับระบบนั้นอย่างไร ถ้าออกแบบไม่ดี ผู้ชมที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์จะสังเกตได้ทันทีว่ามันไม่สมเหตุสมผล เพราะฉะนั้นรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ในหนัง จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สะท้อนความพิถีพิถันของทีมสร้าง และเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังอวกาศที่ดีมักต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าที่ผู้ชมทั่วไปอาจจะคิด

นี่คือ Sci-Fi ที่เราะจะคาดหวังที่สุดในปีนี้ ว่าจะสร้างตำนานได้แค่ไหน

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของหนังอวกาศ จะเห็นว่าหนัง Hard Sci-Fi ที่ทำออกมาแล้วคนจดจำได้มีไม่มากนัก ตั้งแต่ 2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick ที่ทำให้ผู้ชมยุคหนึ่งเห็นว่าอวกาศสามารถเล่าเรื่องอย่างจริงจัง แทรกมุมของปรัชญาที่ลึกมาก ๆ และกลายมาเป็นเหมือนต้นตำหรับ ต้นแบบให้กับ Hard Sci-Fi อีกหลายเรื่อง ไปจนถึง Interstellar ที่หยิบฟิสิกส์มาเล่าเป็นมหากาพย์ของมนุษยชาติ มีการสร้างภาพจำลองหลุมดำขึ้นมาจริง ๆ ตามคำแนะนำของนักฟิสิกส์ และต่อเนื่องมาถึง The Martian ที่เปลี่ยนการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมให้กลายเป็นความบันเทิงด้วยความช่วยเหลือจาก NASA จริง ๆ หนังพวกนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องในอวกาศ แต่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องจริง ๆ

ช่วงหลังเรายังเริ่มเห็นแพลตฟอร์ม Streaming เข้ามาเล่นกับ Sci-Fi แนวนี้มากขึ้น เช่นซีรีส์ 3 Body Problem ที่พยายามหยิบแนวคิดดาราศาสตร์และฟิสิกส์มาเล่าในรูปแบบที่คนดูจำนวนมากเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีพื้นฐานมาจากหนังสือเช่นกัน มันสะท้อนว่าคนดูยุคนี้ไม่ได้กลัวเนื้อหาวิทยาศาสตร์หนัก ๆ เท่าเมื่อก่อน ถ้าเล่าให้ดี มันก็ยังสามารถกลายเป็น Entertainment ที่มีพลังได้ หรืออย่างที่ Apple กล้าทำซีรีส์ Foundation จริง ๆ และผลตอบรับออกมาก็ค่อนข้างดี

เราคาดหวังกับ Project Hail Mary จริง ๆ นะ ดูงานศิลปะด้านหลังนั่นสิ ที่มา – Sony Pictures

และนี่แหละคือเหตุผลที่หลายคนรวมถึงคนที่อ่านนิยายมาแล้ว คาดหวังกับ Project Hail Mary มากเป็นพิเศษ เพราะต้นฉบับของ Project Hail Mary มันดีเหี้ย ๆ จริง ๆ ในแง่ของการเอาวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนเรื่องราว ทั้ง Astrophysics, Biology, Engineering ทุกอย่างถูกวางเหมือนเป็น Puzzle ที่ค่อย ๆ ถูกแก้ไปทีละชั้น และพอเรื่องราวนี้ถูกแปลงเป็นภาพยนตร์ มันก็มีโอกาสจะไปถึงผู้ชมวงกว้างกว่าเดิมหลายเท่า

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าหนังจะสนุกไหม แต่คือมันจะรักษา แก่นของความเป็น Hard Science Fiction เอาไว้ได้มากแค่ไหน เพราะพอเรื่องจากนิยายที่เต็มไปด้วยสมการ การทดลอง และเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ถูกแปลงเป็นหนังสำหรับคนดูแมส มันมีความเสี่ยงเสมอว่าความ “วิทย์จัด ๆ” ของเรื่องจะถูกลดทอนลง แต่ถ้าทีมสร้างสามารถรักษาสมดุลระหว่างความบันเทิงกับความจริงทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ได้ Project Hail Mary ก็อาจจะกลายเป็นหนังอวกาศอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงไปอีกหลายสิบปี เหมือนที่ 2001, Interstellar และ The Martian เคยทำไว้ก่อนหน้านี้

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.