สรุปกลางปี 2026 โครงการ CLPS จะส่งยานกี่ลำกันแน่ บริษัทอะไรบ้าง มาไล่อ่านสัญญารก ๆ NASA กัน

หลังจากที่ NASA ประกาศปรับแผนโครงการ Artemis ครั้งใหญ่ ให้มุ่งเน้นไปที่การสร้าง Moon Base หรือสร้างฐานวิจัยบนดวงจันทร์เพื่อท้าชนกับโครงการ International Lunar Research Station หรือ ILRS จากฝั่งจีน สรุปรายละเอียดและวิเคราะห์แผน Moon Base การตั้งฐานบนดวงจันทร์ของ NASA รวมถึงอ่านเอกสาร Moon to Mars Architecture ของ NASA เราน่าจะพอเห็นกันแล้วว่าภารกิจตระกูลดวงจันทร์นั้นเยอะมาก ๆ จนเราอาจจะงงว่า NASA จะทำอะไรกันแน่ ดังนั้นถ้าเราอ่านข่าวกันเป็นประเด็นต่อประเด็น เราย่อมไม่เห็นภาพใหญ่แน่ ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ทาง NASA เองก็ได้เพิ่งประกาศ มอบสัญญาในการนำส่ง Paylaod ลงบนผิวดวงจันทร์ให้กับ 3 บริษัทได้แก่ Astrobotic ที่เพิ่งมีข่าว Voyager Space ซื้อ Astrobotic ดีลนี้สำคัญอย่างไร ในเศรษฐกิจดวงจันทร์, Intuitive Machines และ Firefly Aerospace ซึ่งเอาจริง มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพราะทั้ง 3 บริษัทนี้ก็คือบริษัทในตระกูล Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS อยู่แล้ว เพียงแต่ได้รับรอบสัญญาใหม่เข้ามานั่นเอง จริง ๆ แล้วหากเราถอดภารกิจอวกาศในยุค Artemis และ Moon Base ออกมา เราจะแบ่งได้หลัก 4 รูปแบบ ดังนี้

แบบแรกคือโครงการตระกูล Artemis ที่เป็น Human Mission เช่น Artemis II, Artemis III, Artemis IV ซึ่งโครงการนี้ จะมีการใช้ยาน Orion ร่วมกับระบบ Human Landing System ที่ ณ ตอนนี้มี 2 บริษัทที่กำลังพัฒนาได้แก่ SpaceX และ Blue Origin ภารกิจตระกูลนี้ จะเน้นการส่ง “ลูกเรือ” และ “อุปกรณ์วิทยาศาสตร์” บางส่วน ลงสู่ผิวดวงจันทร์ หรือโคจรรอบดวงจันทร์

แบบที่สองคือโครงการตระกูล CLPS ซึ่งดำเนินการโดยเอกชน แต่คนจ่ายเงินคือ NASA ซึ่งเป็นการนำส่ง Payload “อุปกรณ์วิทยาศาสตร์” จากทั้งฝั่ง NASA เอง และเปิดโอกาสให้บริษัทเจ้าของสัญญา สามารถเปิดขายพื้นที่ Payload ให้เอกชนเช้าอื่น หรือหน่วยงานอื่น

แบบที่สามโครงการของ NASA เอง พัฒนาเองด้วยหน่วยงานภายใน เช่น JPL ตัวอย่างคือโครงการ Moon Fall ที่เป็นการส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ หรือล่าสุดที่ NASA ประกาศว่ามีแผนจะส่งโรเวอร์ขนาดใหญ่อย่าง Promise ไปลงจอดบนดวงจันทร์

ภารกิจตระกูล Moonfall ที่ NASA ให้ JPL พัฒนายานสำหรับลงจอดบนดวงจันทร์ ที่มา – NASA/JPL-Caltech

นอกจากนี้ยังมีโครงการเอกชนล้วน 100% เอกชนทำเอง เอาพื้นที่มาปล่อยขายให้ส่ง Payload เช่น ยานลงจอดของ ispace ฝั่งประเทศญี่ปุ่น NASA ไม่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน ซึ่งอันนี้จริง ๆ อาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับ Moon Base แต่ภารกิจวิทยาศาสตร์ก็อาจจะใกล้ ๆ กันนั่นแหละ เพียงแค่ว่า NASA ไม่ได้บอกให้ส่ง บริษัทส่งกันเอง

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ถ้ามีใครสักคนเปิดหน้าเว็บ NASA แล้วพยายามทำความเข้าใจว่า โครงการ CLPS ตกลงมันจะส่งยานกี่ลำ บริษัทไหนส่งอะไร Payload อะไรไปลงตรงไหนบ้าง แล้วเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังอ่านเอกสารจัดซื้อจัดจ้างที่โดนตัดแปะจากคนละฝ่ายมาอยู่หน้าเดียวกัน ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้โง่ NASA มันเขียนงงจริง

ยานลงจอด Griffin ของบริษัท Astrobotic ที่สามารถปล่อย Rover ออกมาได้ ที่มา – Astrobotic

ความงงของ CLPS อยู่ที่ภาษาเอกสารเพราะ NASA ไม่ได้เล่า CLPS เหมือนภารกิจ ปกติแบบ Mars 2020, Europa Clipper หรือ Artemis แต่เล่าเหมือนระบบซื้อบริการขนส่ง Payload ไปดวงจันทร์ พอเป็นแบบนี้เราจะเจอชื่อซ้อนกันอย่างน้อย 4 ชั้น คือ ชื่อสัญญา เช่น TO2-IM, CP-11, CS-3/4, CT-3 ชื่อภารกิจของบริษัท เช่น IM-1, Blue Ghost Mission 2, Griffin Mission One ชื่อยาน เช่น Nova-C, Blue Ghost, Peregrine, Griffin, Blue Moon Mark 1 ชื่อ Payload เช่น PRIME-1, Lunar Vertex, LuSEE-Night

พอเอาทั้งหมดนี้มาวางรวมกันโดยไม่มีตารางดี ๆ มันเลยดูเหมือน NASA เอา Spreadsheet มาแปะหน้าบ้านแล้วบอกว่า “เชิญประชาชนเข้าใจเอง” บทความนี้เลยจะพาไล่อ่าน CLPS แบบมนุษย์ปกติอ่านได้ โดยตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ณ กลางปี 2026 มันส่งไปแล้วกี่ลำ อะไรยังไม่ส่ง ใครเป็นบริษัทหลัก อะไร High Profile อันไหนดูมีช่องให้แทรก Payload ได้ อันไหนน่าจะเต็มแล้ว และถ้าหน่วยงานอย่าง NARIT, GISTDA หรือมหาวิทยาลัยไทยอยากมองหาโอกาสส่งอะไรไปดวงจันทร์ เราควรมองภารกิจไหน และควรทำฟิสิกส์แบบไหนถึงจะเข้าทางเกมนี้

ทำความเข้าใจสถาปัตยกรรมโครงการ CLPS

CLPS คือโครงการที่ NASA จ้างบริษัทเอกชนส่ง Payload ไปดวงจันทร์ ภายใต้แนวคิดง่าย ๆ ว่า NASA ไม่จำเป็นต้องสร้างยานลงจอดเองทุกครั้ง แต่ซื้อ “บริการส่งของ” จากเอกชนแทน เหมือนยุคสถานีอวกาศนานาชาติ ที่ NASA ไม่ได้สร้าง Dragon หรือ Cygnus เอง แต่ซื้อบริการขนส่ง Payload ไปสถานีอวกาศ ต่างกันตรงที่คราวนี้ปลายทางคือดวงจันทร์ และ Payload ไม่ได้มีแค่กล่องทดลองน่ารัก ๆ แต่รวมถึงเครื่องมือวิทยาศาสตร์, เครื่องวัดรังสี, กล้องดูฝุ่นจากไอพ่น, กระจก Retroreflector , โรเวอร์, หัวเจาะ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกลับไปอยู่บนดวงจันทร์ระยะยาว ซึ่งเราเล่าไปแล้วตั้งแต่ตอนปี 2019 ในบทความ ทุนนิยมบนดวงจันทร์ ทำไม NASA ให้ SpaceX, Blue Origin ช่วย เศรษฐศาสตร์ของการกลับสู่ดวงจันทร์

ในช่วงปี 2026 นั้น NASA เคยสรุปว่า CLPS มีการมอบสัญญาไปแล้ว 11 ภารกิจ กับ 5 บริษัท เพื่อขน Payload มากกว่า 50 ชิ้น และมีวงเงินรวมของระบบสัญญาแบบ IDIQ สูงสุด 2,600 ล้านดอลลาร์ถึงเดือนพฤศจิกายน 2028 แต่ในข่าวใหม่ล่าสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 กลับพูดว่า NASA มี 17 ภารกิจแล้ว หลังเพิ่มสัญญาใหม่อีก 4 ภารกิจสำหรับช่วง ปลายปี 2028 ดังนั้นถ้าจะอ่าน CLPS ให้ไม่งง ต้องเลิกถามว่า “มีทั้งหมดกี่ภารกิจ” แบบเลขเดียว แล้วถามใหม่ว่า “ตอนนี้เรากำลังนับอะไร” นับจำนวนยานลงจอดที่ส่งไปแล้ว นับสัญญาที่ให้ไปแล้ว (ซึ่งอาจมีหลายภารกิจ) แล้วหรือนับจำนวนภารกิจที่เป็นการลงจอดแต่ละครั้ง

ถ้าเราอ่านเอกสาร NASA แล้วเห็นชื่ออย่าง TO2-IM, CP-11, CS-3/4, CT-3 ให้คิดว่ามันคือเลขงานจัดซื้อของ NASA มากกว่าชื่อภารกิจสำหรับคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น TO2-IM คือ Order ของ NASA ที่ไปอยู่บนภารกิจ IM-1 ของ Intuitive Machines ใช้ยาน Nova-C ชื่อ Odysseus ไปลงใกล้ Malapert A ส่วน CP-11 คือ Delivery ของ NASA บนภารกิจ IM-3 ใช้ยาน Nova-C อีกลำ ไปที่ Reiner Gamma เพื่อส่งชุด Lunar Vertex ศึกษา Lunar Swirl และ Magnetic Anomaly ส่วน CS-3/4 คือของ Firefly Blue Ghost Mission 2 ไปด้านไกลของดวงจันทร์พร้อมทั้ง Lander และยาน Relay สัญญาณ ระบบมันเลยมีทั้งชื่อสัญญา ชื่อบริษัท ชื่อยาน ชื่อภารกิจ และชื่อ Payload ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

มานับตัวเลข CLPS ฉบับเวอร์ชั่นปัจจุบันกัน

เราได้ลองทำตารางภารกิจตระกูล CLPS โดยอัพเดทจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อให้เห็นภาพใหญ่กันก่อน ณ ตอนนี้ว่า ภารกิจที่เกิดขึ้น กำลังจะเกิด และบริษัทที่ตอนนี้ได้รับสัญญาไปแล้วมีอะไรบ้างในเชิงตัวเลข

หมวดจำนวนโดยประมาณรายละเอียด
CLPS ที่ถูกส่งไปดวงจันทร์แล้ว4 ภารกิจPeregrine, IM-1 Odysseus, Blue Ghost 1, IM-2 Athena
CLPS ที่ลงจอดสำเร็จ และได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ส่งกลับโลก3 ภารกิจIM-1, Blue Ghost 1, IM-2 แต่คุณภาพความสำเร็จต่างกันมาก
CLPS ที่ถือว่าสำเร็จสวยที่สุดตอนนี้1 ภารกิจFirefly Blue Ghost Mission 1
Mission ที่มีหน้า NASA Science Manifest ชัดในรอบ 2024–2030อย่างน้อย 12 รายการมีภารกิจด้านบนที่สำเร็จแล้ว และภารกิจใหม่ที่ยังไม่ได้ส่ง
จำนวนภารกิจที่จะมีการส่งหลังจากนี้ โดยนับรวมภารกิจที่ส่งไปแล้ว17 ภารกิจรวมการมอบสัญญาใหม่ สำหรับช่วงปลายปี 2028 อีก 4 ภารกิจ
บริษัทที่เห็นชัดใน Manifest หลัก ของ NASA5 กลุ่มหลัก ๆAstrobotic, Intuitive Machines, Firefly Aerospace, Draper ซึ่งร่วมมือกับ ispace-ฝั่งสหรัฐฯ, Blue Origin

ส่งไปแล้ว 4 ลำ อะไรเกิดขึ้นบ้าง

ลำแรกคือ Peregrine Mission One ของ Astrobotic หรือ TO2-AB ปล่อยขึ้นสู่อวกาศวันที่ 8 มกราคม 2024 เป้าหมายเดิมคือไปลงที่ Sinus Viscositatis พร้อม NASA Payload 5 ชิ้น ได้แก่ LRA, NSS, LETS, NIRVSS และ PITMS แต่ยานเกิดปัญหาหลังการปล่อยและสุดท้ายไม่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งตามอ่านได้ในข่าว สรุปข้อผิดพลาด Peregrine ไปไม่ถึงดวงจันทร์ และจะตกกลับสู่โลก

ลำที่สองคือ IM-1 หรือ Odysseus ของ Intuitive Machines ใช้ยาน Nova-C ไปลงใกล้ Malapert A แถวขั้วใต้ดวงจันทร์ ปล่อยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2024 และลงจอดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2024 พร้อม NASA Payload 6 ชิ้น รวมถึง MSolo นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ยานเอกชนอเมริกันลงดวงจันทร์ได้ แม้รายละเอียดการลงจอดจะไม่ได้เรียบร้อยและตัวยานล้มไป สรุปข้อมูลยาน Nova-C ภารกิจ IM-1 เอกชนรายแรกบนดวงจันทร์

ลำที่สามคือ Blue Ghost Mission 1 ของ Firefly Aerospace ซึ่งตอนนี้ควรถูกนับเป็นโครงการแรกที่สำเร็จแบบจริงจังของ CLPS เพราะส่ง NASA Payload จำนวน 10 ชิ้นไป Mare Crisium ได้สำเร็จ Payload มีทั้ง NGLR, RadPC, RAC, LMS, LEXI, LPV, LISTER, SCALPSS, EDS และ LuGRE ภารกิจนี้ทำให้ Firefly กลายเป็นผู้เล่นที่ NASA น่าจะมองด้วยสายตาเปลี่ยนไป เพราะจากเดิมเป็นบริษัทหน้าใหม่ กลายเป็นบริษัทที่พิสูจน์ว่า Lander ของตัวเองทำงานบนดวงจันทร์ได้จริง ยาน Blue Ghost ลงจอดบนดวงจันทร์แล้ว กลายเป็นเอกชนรายแรกที่ประสบความสำเร็จ

ภาพจำลองของยาน Blue Ghost ลงจอดบนดวงจันทร์ หลังจากลงจอดสำเร็จ ที่มา – Firefly Aerospace

ลำที่สี่คือ IM-2 หรือ Athena ของ Intuitive Machines ไปที่ Mons Mouton ใกล้ขั้วใต้ดวงจันทร์ พร้อม PRIME-1 ซึ่งประกอบด้วย ตัวขุดเจาะ TRIDENT และ MSolo ซึ่งเป็น Mass Spectrometer เป้าหมายคือการเจาะและตรวจ Volatile ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ แต่หลังลงจอดวันที่ 6 มีนาคม 2025 NASA ระบุว่ายานอยู่ในสภาพตะแคง (ชะตากรรมเดิม) ทำให้เครื่องมือ PRIME-1 ที่เราพูดถึงไปใน PRIME-1 ระบบเจาะดิน สาธิตการบริหารทรัพยากร ISRU บนดวงจันทร์ ไม่สามารถทำงานวิทยาศาสตร์หลักได้ครบ ยาน Nova-C Athena ลงแบบแปลก ๆ อีกแล้ว ล้มหน้าทิ่มบนดวงจันทร์

ภาพจำลองยาน IM-2 ลงจอดแล้ว ล้มหน้าทิ่มบนดวงจันทร์แล้ว ที่มา – Intuitive Machines

สรุปคือ CLPS ส่งไปแล้ว 4 ลำ แต่ถ้าถามว่า “สำเร็จแบบสวย ๆ” จริง ๆ ตอนนี้มี Blue Ghost 1 ที่ดูแข็งแรงที่สุด ส่วน IM-1 และ IM-2 เป็นภารกิจที่สำคัญมากในเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ แต่ก็สะท้อนว่าการลงจอดบนดวงจันทร์ยังเป็นงานที่โหด และคำว่า “ลงจอดแล้ว” ไม่ได้แปลว่า Payload ทุกชิ้นทำงานได้ตามแผน และกรณีแบบนี้จะอยู่กับเราไปอีกซักพัก เราอาจจะเห็นยานลงจอดแล้วหัวทิ่ม แต่อุปกรณ์บางตัวทำงานได้ บางตัวทำงานไม่ได้

ถ้าพูดกันเร็ว ๆ เราก็ยังคงบอกได้ว่าภารกิจตระกูล CLPS นั้นยังมีอัตราความสำเร็จที่ตำ่อยู่มาก ๆ แทบจะวัดดวงกันเลยทีเดียว อาจจะต้องรออีกหลายภารกิจหลายการลงจอดกว่าสถิติความสำเร็จจะนิ่งเหมือนกับการส่ง Payload ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ

แล้วภารกิจอะไรที่ยังไม่ได้ส่ง และมีแผนกำลังจะส่ง

หลังจากการลงจอดของ IM-2 ในปี 2025 หลังจากนี้เราจะได้เห็นภารกิจตระกูล CLPS อีก เริ่มต้นจากช่วงปลายปี 2026 โดยหลังจากนี้ ความเป็นภารกิจ Moon Base จะเริ่มเข้มข้นขึ้น เราจะเริ่มเห็น NASA ใช้คำว่า Moon Base เข้ามา เพราะเกิดขึ้นหลังจากการปรับแผนโครงการ Artemis

ปีที่ตั้งไว้ ซึ่งเลื่อนแน่นอนชื่อภารกิจ / สัญญาบริษัท / ยานจุดหมายPayload / ภารกิจระดับความน่าจับตา
2026Moon Base I / CT-3Blue Origin Blue Moon Mark 1 “Endurance”Shackleton Connecting Ridge, South PoleSCALPSS, LRAสูงมาก เพราะเป็นการทดสอบสถาปัตยกรรม HLS ด้วย
2026Moon Base II / Griffin Mission One / TO20AAstrobotic GriffinSouth Pole regionLanding demo, Astrolab FLIP Rover, Cargo/Mobilityสูงมาก เพราะเป็น Cargo/Rover Scale ใหญ่
2026Moon Base III / IM-3 / CP-11Intuitive Machines Nova-C “Trinity”Reiner GammaLunar Vertex, Lunar Swirl, Magnetic Anomalyสูงในเชิงวิทยาศาสตร์
2026Blue Ghost Mission 2 / CS-3/4Firefly Blue Ghost + ยาน Elytra Darkด้านไกลของดวงจันทร์ และบนวงโคจรLuSEE-Night, Relay, User Terminal, Lunar Pathfinderสูงมาก เพราะมีทั้งยานลงจอดและยานโคจร ทดสอบสถาปัตยกรรมการสื่อสาร
2026Draper CP-12Draper + ispace ฝั่งสหรัฐฯ ยานชื่อ APEX 1.0Schrödinger Basin ด้านไกลของดวงจันทร์FSS, LITMS, LuSEE-Liteสูงมากในเชิงการสำรวจพื้นผิว
2027IM-4 / CP-22Intuitive Machines Nova-CMons Mouton, South PoleLEIA, PROSPECT, L-CIRiS, SEAL, MAG, LRAสูง เพราะไปขั้วใต้ของดวงจันทร์
2028Blue Ghost Mission 3 / CP-21Firefly Blue GhostGruithuisen DomesLunar-VISE, Heimdall, SAMPLR, NMLS, ROLSES, PILSสูง เพราะลงจอดบริเวณภูเขาไฟเก่า
2029Blue Ghost Mission 4 / CS-6Firefly Blue GhostLunar South PoleLIMS, MoonRanger, SCALPSS, LRAสูง และมีโรเวอร์ไปด้วย
2030Intuitive Machines Nova-D / CT-4Intuitive Machines Nova-DLunar South PoleSCALPSS, NIRVSS, MSolo, LVRaD, Roo-ver, LRA, Sanctuaryสูงมาก เพราะเป็น ยานรุ่นใหม่ใหญ่กว่า Nova-C
20284 ภารกิจใหม่ แต่ Paylaod เหมือนกันAstrobotic 2 ลำ, Firefly 1 ลำ, Intuitive Machines 1 ลำยังต้องดูรายละเอียดทุกลำมี SCALPSS, LRA, LETSสำคัญในเชิงการสำรวจจุดตั้ง Moon Base

ทีนี้ ถ้าเกิดภารกิจกิจมีมนุษย์ เราจะนับด้วย Artemis I, II, III ในกรณีของการลงสู่พื้นผิวแบบยานไม่มีมนุษย์ เราจะเริ่มเห็นการนับเลขตามชื่อภารกิจ Moon Base ได้แกา Moon Base I คือภารกิจ Blue Origin Blue Moon Mark 1 “Endurance” ไป Shackleton Connecting Ridge ที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ NASA บอกว่าเป็นภารกิจ Moon Base แรก ตั้งเป้าปลายปี 2026 ขน SCALPSS หรือ Stereo Cameras for Lunar-Plume Surface Studies และ LRA ไป เพื่อทดสอบข้อมูลที่ลดความเสี่ยงให้การลงจอดของ Artemis ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการฟุ้งของฝุ่นในขณะตัวยานลงจอดบนดวงจันทร์และตำแหน่งอ้างอิงบนผิวดวงจันทร์

ยานลงจอด Blue Moon Mark 1 ของ Blue Origin ที่ในอนาคตจะถูกออกแบบให้นำส่ง Rover ขนาดใหญ่ได้ ที่มา – Blue Origin

Moon Base II คือ Griffin Mission One ของ Astrobotic ซึ่งเดิมคนจำว่าเป็นภารกิจส่งโรเวอร์ VIPER แต่ NASA ยกเลิก VIPER ออกจาก Griffin แล้ว ให้ไปบินกับ Blue Moon ของ Blue Origin แทน แต่ตัว Griffin ยังจะบินเพื่อทดสอบการลงจอด และขนโรเวอร์อื่น ๆ โดยมี โรเวอร์ FLIP ของบริษัท Astrolab เป็นของใหญ่ที่น่าจับตา เพราะมันโยงกับการทดสอบระบบ Lunar Terrain Vehicle หรือ LTV ตามข่าว Intuitive Machines, Lunar Outpost และ Venturi Astrolab ถูกเลือกให้ผลิตรถวิ่งบนดวงจันทร์

ภาพจำลองยานลงจอด Griffin Mission One ของ Astrobotic ซึ่งออกแบบมาให้รองรับการนำส่ง Payload ขนาดใหญ่ เช่น Rover ที่มา – Astrobotic

Moon Base III คือ IM-3 หรือ Lunar Vertex บนยาน Nova-C ของ Intuitive Machines ไป Reiner Gamma ภารกิจนี้ไม่ได้ไปขั้วใต้ แต่ไปหาพื้นที่ Lunar Swirl ซึ่งเป็นลายสว่างประหลาดบนดวงจันทร์ที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กบนดวงจันทร์ในอดีตพูดง่าย ๆ คือเป็นพื้นที่ที่ดวงจันทร์เหมือนมี “รอยนิ้วมือแม่เหล็ก” หลงเหลืออยู่ ทั้งที่ดวงจันทร์ทุกวันนี้ไม่ได้มีสนามแม่เหล็กแบบโลกแล้ว

ภาพจำลองการลงจอดของยาน Nova-C ในภารกิจ IM-3 ของ Intuitive Machines ที่มา – Intuitive Machines

Blue Ghost Mission 2 ของ Firefly คือหนึ่งในภารกิจที่ควรจับตามองมากที่สุด เพราะมันจะไปด้านไกลของดวงจันทร์เป็นภารกิจแรกของฝั่ง NASA และมี LuSEE-Night ซึ่งเป็นการทดลองด้านคลื่นวิทยุ สำหรับฟังความถี่ต่ำกว่า 50 MHz เพื่อปูทางไปสู่การศึกษาสิ่งที่เรียกว่า 21 Centimeter Signal จากยุค Cosmic Dark Ages หรือยุคก่อนดาวดวงแรกจะเกิด นี่คือวิทยาศาสตร์ที่บนโลกทำยาก เพราะ Ionosphere และคลื่นวิทยุมนุษย์รบกวนเต็มไปหมด และใน Mission 2 เป็นต้นไป Blue Ghost จะไม่ได้บินไปเดี่ยว ๆ แต่จะมียาน Elytra ไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วย

ยาน Blue Ghost Mission 2 ภารกิจการลงจอดที่ด้านไกลของดวงจันทร์ภารกิจแรกของสหรัฐฯ ที่มา – Firefly Aerospace

Draper CP-12 หรือ isapce ฝั่งสหรัฐฯ ก็โคตรสำคัญในเชิงธรณีวิทยาดวงจันทร์ เพราะไป Schrödinger Basin ฝั่งด้านไกลพร้อมอุปกรณ์ Farside Seismic Suite หรือ FSS และ Lunar Interior Temperature and Materials Suite หรือ LITMS ภารกิจนี้คือการถามคำถามพื้นฐานว่าใต้พื้นผิวของดวงจันทร์เป็นอย่างไร มันยังสั่นไหวยังไง ความร้อนข้างในไหลออกมายังไง และโครงสร้างไฟฟ้า ความร้อนของเปลือกดวงจันทร์เป็นแบบไหน ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ในอนาคต

ภาพจำลองยาน APEX Lander ในภารกิจ CP-12 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Drapper และ ispace ที่มา – Drapper

IM-4 หรือ CP-22 จะกลับไปขั้วใต้แถว Mons Mouton พร้อม Payload 6 ชิ้น ได้แก่ LEIA, PROSPECT, L-CIRiS, SEAL, MAG และ LRA ภารกิจนี้มีความเป็น “Moon Base” สูง เพราะแตะทั้งรังสี ชีววิทยา ยีสต์ ในอวกาศ ทรัพยากร Volatile น้ำแข็ง

ยานลงจอด IM-4 ของ Intuitive Machines ที่จะไปลงจอด ณ บริเวณ Mons Mouton ที่มา – Intuitive Machines

Blue Ghost Mission 3 ไป Gruithuisen Domes ซึ่งเป็นโดมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ที่แปลกมาก เพราะดูเหมือนเป็น Silicic Volcanism หรือภูเขาไฟที่องค์ประกอบต่างจากหินบะซอล์ตทั่วไปของ ถ้าจะพูดแบบเห็นภาพ มันคือการไปดูว่าดวงจันทร์เคยมีภูเขาไฟที่ “ซับซ้อนกว่าที่เราคิด” หรือไม่ Payload มี Lunar-VISE, Heimdall, SAMPLR, NMLS, ROLSES และ PILS

Blue Ghost Mission 3 โดยจะมีโรเวอร์ Lunar-VISE เดินทางไปด้วย ที่มา – Firefly Aerospace

Blue Ghost Mission 4 หรือ CS-6 ไปขั้วใต้ดวงจันทร์ในปี 2029 พร้อม LIMS, MoonRanger, SCALPSS และ LRA โดย MoonRanger จะช่วยสำรวจพื้นที่ใกล้ Permanent Shadowed Regions หรือ PSR ซึ่งเป็นจุดที่อาจเก็บน้ำแข็งและ volatile ไว้นานมาก ภารกิจนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่าง Pure Science กับ Resource Prospecting สำหรับ Moon Base

Blue Ghost Mission 4 รอบนี้ จะมีโรเวอร์จากแคนาดาเดินทางไปด้วย ที่มา – Firefly Aerospace

ส่วน CT-4 ของ Intuitive Machines ใช้ยาน Nova-D ซึ่งใหญ่กว่า Nova-C ตั้งเป้า 2030 ที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ NASA มอบสัญญษมูลค่า 180 ล้านดอลลาร์ และมี Payload ทั้ง SCALPSS, NIRVSS, MSolo, LVRaD, MNP บนโรเวอร์ Roo-ver ของออสเตรเลีย, LRA และ Sanctuary อันนี้คืออีกก้าวของ CLPS จากยานลงจอดเล็กไปสู่ยานลงจอดลำใหญ่และ complex มากขึ้น

ภารกิจ CT-4 ของ Intuitive Machines รอบนี้จะเป็นการใช้ยาน Nova-D ที่มีขนาดใหญ่กว่า ในภาพจะเห็นว่ามี Roo-ver ของออสเตรเลีย ติดไปด้วย ที่มา – Intuitive Machines

สัญญาประกาศใหม่ 30 มิถุนายน 2026 ทำไมเลข 17 โผล่มา

วันที่ 30 มิถุนายน 2026 NASA ประกาศเลือก Astrobotic, Firefly Aerospace และ Intuitive Machines สำหรับภารกิจใหม่ 4 ภารกิจช่วงปลายปี 2028 รวมมูลค่า Astrobotic 297.9 ล้านดอลลาร์สำหรับ 2 การลงจอด, Firefly 144.2 ล้านดอลลาร์ และ Intuitive Machines 148.3 ล้านดอลลาร์ โดยทุกการลงจอดจะมี Payload หลักซ้ำกันคือ SCALPSS, LRA และ LETS โดย Payload สามตัวนี้ฟังดูไม่หวือหวาแต่จริง ๆ มันคือชุด “สร้างวิทยาศาสตร์ของความเข้าใจ” สำหรับการลงจอดซ้ำ ๆ บนดวงจันทร์

SCALPSS เอาไว้ดูว่าเครื่องยนต์ของยานลงจอด เป่าฝุ่นและหินดวงจันทร์หรือ Regolith อย่างไร ข้อมูลนี้สำคัญมากเมื่อยานลงจอดใหญ่ขึ้น เพราะ Plume จากเครื่องยนต์สามารถกัดพื้นและพ่นฝุ่นใส่อุปกรณ์ใกล้เคียงได้ ส่วน LRA คือ Laser Retroreflector Array ใช้เป็นหมุดสะท้อน Laser บนผิวดวงจันทร์ ช่วยเรื่องตำแหน่งและ Geodesy สุดท้าย LETS คือ Linear Energy Transfer Spectrometer วัดสภาพรังสี ซึ่งเป็นเรื่องตรง ๆ กับความปลอดภัยของมนุษย์และอุปกรณ์บนผิวดวงจันทร์

แล้วตอนนี้สถานะเป็นอย่างไร พื้นที่เต็มหมดหรือยัง

สิ่งที่ต้องระวังคือต่อให้บริษัทเขียนว่า “Book a Ride” ก็ไม่ได้แปลว่ามี Slot พร้อมขายให้ทุกคนทันที ทุกอย่างขึ้นกับรายละเอียดยิบย่อยเต็มไปหมด มันจะไม่เหมือนกับการซื้อ Rideshare บน Falcon 9 ที่มีอะไรก็ยัด ๆ มา เพราะทุกอย่างจะต้องถูกทำให้มั่นใจว่า Paylaod ของเราไม่ส่งผลต่อภารกิจหลัก รวมถึงเราอาจจะต้องเผชิญกับ “ดีลลับ” อีกมากมายที่ไม่ได้ประกาศออกมา หากดูจากเว็บไซต์ ตอนนี้ Firefly เป็นรายที่พูดเรื่อง Rideshare ค่อนข้างชัดในหน้า Blue Ghost Mission 2, 3 และ 4 โดย Blue Ghost Mission 2 มีลูกค้าหลากหลาย เช่น NASA, Fleet Space, UAE, Volta และยังพูดถึงการเปิดพื้นที่สำหรับภารกิจต่อ ๆ ไป ส่วน Blue Ghost Mission 3 และ 4 ก็ระบุพท้นที่สำหรับลูกค้าเพิ่มเติม

ยาน Elytra Dark และยานลงจอด Blue Ghost เดินทางไปพร้อมกันเป็นทั้งระบบยานโคจรและลงจอด ที่มา – Firefly Aerospace

Astrobotic เป็นอีกเจ้าที่ควรมอง เพราะหน้าเว็บ Plan Your Mission ของ Astrobotic พูดชัดว่าเปิดให้ส่ง Technology Dmonstration, Time Capsule และ Payload อื่น ๆ ไป Lunar Orbit, Lunar Surface หรือ Rover ได้ และ Payload User Guide รุ่นเก่ายังเคยมีราคาสาธารณะเป็น เช่น 300,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับ Lunar Orbit, 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับ Lunar Surface และ 4.5 ล้านดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับ Rover

CubeRover ของ Astrobotic ซึ่งเปิดให้มีการติดตั้ง Payload ขนาดเล็กได้ ที่มา – Astrobotic

Intuitive Machines ก็น่าสนใจ มีการพูดถึงเรื่อง Mobility, Hopper, Data Network หรือ Delivery ไป Location ยาก ๆ เพราะบริการที่ทำร่วมกับบริษัท Space Applications Services/ESA BSGN พูดถึง End-to-End Lunar delivery, Surface Mobility, Operations, Data Network และความสามารถอย่าง Micro Nova Hopper สำหรับเข้าถึงพื้นที่ที่ Rover ธรรมดาไปยาก รวมถึงโรเวอร์ LUVMI สำหรับสำรวจ PSR

ส่วน Blue Origin เป็นคนละสเกล Blue Moon Mark 1 คือ Cargo Lander ขนาดใหญ่ ส่งของได้ถึงระดับหลายตัน แต่ Moon Base I ตอนนี้ดูเป็นภารกิจ Technology Demonstration ที่ Pyload หลักมี SCALPSS และ LRA ไม่ได้เห็น Public Rideshare Slot ชัดแบบ Firefly หรือ Astrobotic สิ่งที่ควรจับตาคือภารกิจถัดไปของ Blue Origin กับ NASA โดยเฉพาะที่โยงกับ Rover Delivery และ Moon Base Architecture มากกว่าไปหวังแทรกของเล็ก ๆ ใน Moon Base I ทันที

ส่วนตลาดน่าสนใจอย่าง Draper กับ ispace ฝั่งสหรัฐอย่าง CP-12 น่าจะเป็นภารกิจที่เต็มและเฉพาะทางมาก เพราะเป็นการเดินทางไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ ส่วนยาน APEX ของ ispace นั้นก็น่าจับตามองมาก อันนี้ถ้าใครไม่ได้ตามข่าวต้องบอกว่า ispace ฝั่งสหรัฐฯ กับฝั่งญี่ปุ่นจริง ๆ เขาแยกกันทำยาน ฝั่งญี่ปุ่นก็ขายไป ฝั่งสหรัฐฯ ก็รับเงินจาก CLPS แล้วขายพื้นที่ด้วย

ถ้าไทยจะเล่น ควรมองโอกาสแบบไหน

มามองบริบทไทย ๆ กับโอกาสของเรากันบ้าง แม้ NARIT จะมีท่าทีไปกับจีนโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าคิดเล่น ๆ ถ้าเป็น NARIT ภาพที่เข้าทางที่สุดไม่ใช่การทำ Payload ใหญ่ แต่คือการทำเครื่องมือเล็กที่ตอบคำถามใหญ่ เช่น Low-Frequency Radio Astronomy, Retroreflector, Geodesy, Radiation, Space Weather Monitor

ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ ด้านไกลของดวงจันทร์คือสวรรค์สำหรับ Radio Astronomy เพราะมันหลบคลื่นรบกวนจากโลกได้ดี ภารกิจแบบ LuSEE-Night จึงควรถูกอ่านเป็นกรณีศึกษาว่า ถ้าไทยจะคิดเรื่องดาราศาสตร์จากดวงจันทร์ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Telescope ใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจาก Receiver, Antenna, Calibration Package, Electromagnetic Environment Monitor หรือ Data Pipeline ที่ไปผูกกับภารกิจใหญ่มากกว่า ถ้าเป็น GISTDA ที่โฆษณาตัวเองเรื่อง Artemis เยอะมาก ถ้าจะทำจริง ๆ จุดแข็งน่าจะอยู่ที่ Geospatial ของดวงจันทร์มากกว่า Payload ฟิสิกส์เพียว ๆ เช่น Landing Site Mapping, Terrain Model, Hazard Detection, Thermal Mapping, Illumination Analysis, Shadow Simulation หรือการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็นฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ถ้าอนาคต Moon Base จริงจังข้อมูลพวกนี้จะมีประโยชน์มาก

แผนการทำงานร่วมกับของยานตระกูล Elytra Dark ที่สามารถติดตั้ง Payload ได้หลากหลาย ที่มา – Firefly Aerospace

ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยไทย ถ้ามองจากเทรนด์ตอนนี้ โจทย์ที่พอเป็นไปได้คือ Payload เล็ก น้ำหนักต่ำ Power ต่ำ Data ต่ำ แต่มีคำถามวิทยาศาสตร์ชัด เช่น Radiation, Dust Detector หรือ Passive Retroreflector ขนาดเล็ก อย่าคิดเริ่มจาก Rover เพราะตายแน่ ๆ

นอกจากนี้จุดลงจอดของยานก็สัมพันธ์กับงานวิทยาศาสตร์ที่ทำด้วย เช่น ถ้าสนใจธรณีวิทยาดวงจันทร์ให้มอง Schrödinger Basin หรือ ด้านไกลของดวงจันทร์แบบ CP-12 ถ้าสนใจศึกษาเรื่องรังสีและ Space Weather ให้มอง South Pole และบริเวณตั้ง Moon Base เพราะนี่คือสิ่งที่เกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง Payload แบบ LETS, LVRaD กรณีนี้จะคล้ายกับการที่เราส่ง ALIGN ไปลงขั้วใต้ของดวงจันทร์กับ Chang’e 8 ใน ILRS และ ถ้าสนใจ ISRU หรือทรัพยากร ให้มอง Mons Mouton, Shackleton region, PSR และ South Pole เพราะ Volatile, Water Ice, Thermal Trap คือหัวใจสำคัญของการดึงเอาทรัพยากรจากดวงจันทร์มาใช้

บทสรุป อย่าอ่าน CLPS เป็นภารกิจ เดี่ยว ให้อ่านเป็นตลาดที่กำลังเกิด

CLPS ไม่ได้เป็นแค่ชุดภารกิจดวงจันทร์ แต่เป็นตลาดเกิดใหม่ของการส่ง Payload ไปดวงจันทร์ ที่ยังเละ ยังเสี่ยง ยังเลื่อน ยังพลาด ได้ และยังไม่มีใครจัดตารางให้สวยเหมือนตารางปล่อยของ SpaceX แต่ในความรกนั้นมีโอกาสอยู่จริง ถ้าจะนับแบบง่าย ๆ ตอนนี้ CLPS ส่งไปแล้ว 4 ลำ สำเร็จสวยจริง 1 ลำ สำเร็จบางส่วนอีกหลายลำ และกำลังมี Manifest ต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึงปี 2030

ชื่อบริษัทหลักที่ต้องจำคือ Astrobotic, Intuitive Machines, Firefly Aerospace, Draper และ ispace ฝั่งสหรัฐฯ และ Blue Origin ถ้าอยากหา Commercial Slot ให้ดู Firefly, Astrobotic และ Intuitive Machines เป็นพิเศษ สำหรับไทย โอกาสไม่ได้อยู่ที่การประกาศว่าจะสร้าง Lander เองทันที แต่อยู่ที่การทำ Payload เล็ก ฉลาด และมีคำถามวิทยาศาสตร์ชัดพอจะเอาไปเสียบใน Ecosystem นี้ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ดวงจันทร์ยุค Artemis ไม่ได้ต้องการแค่ธงชาติใหม่เพิ่มอีกผืน หรือโจทย์วิทยาศาสตร์ที่ขี้โม้เกิน แต่มันต้องการเครื่องมือเล็ก ๆ จำนวนมากที่ช่วยกันตอบคำถามพื้นฐานว่า ถ้ามนุษย์จะกลับไปอยู่ที่นั่นจริง ๆ พื้นที่ตรงนั้นมันนิสัยยังไง และเราจะไม่โดนดวงจันทร์ตบหน้ากลับมาตั้งแต่ก้าวแรกได้อย่างไรนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.