Amazon Leo กำลังทำให้ตลาดจรวดนอก SpaceX โตอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากขึ้นสู่วงโคจร ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงย่อมหนีไม่พ้น SpaceX กับ Falcon 9 ที่ปล่อยดาวเทียม Starlink แบบแทบจะกลายเป็นตารางรถเมล์ประจำสัปดาห์ของวงการอวกาศไปแล้ว แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ Amazon Leo หรือชื่อเดิม Project Kuiper นั้นต่างออกไปในจุดสำคัญ เพราะนี่ไม่ใช่การที่บริษัทหนึ่งสร้างดาวเทียมเองแล้วใช้จรวดของตัวเองปล่อยขึ้นไปเอง แต่เป็นการที่บริษัทหนึ่งสร้าง Constellation ขนาดใหญ่ แล้วเอา Demand การปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลนี้ไปกระจายให้ผู้ให้บริการปล่อยจรวดหลายเจ้าทั่วโลก

นี่ทำให้ Amazon Leo กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำลังกระตุ้นตลาด launch นอก SpaceX อย่างชัดเจน ตัวเลขตั้งต้นของ Amazon Leo คือ Constellation ดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำจำนวน 3,236 ดวงภายในปี 2028 (ที่เดิมทีต้องสำเร็จในปี 2026 เพื่อรักษาใบอนุญาตการให้บริการ แต่ทาง FAA ต่อเวลาให้) สำหรับให้บริการ Broadband จากอวกาศ ซึ่งเป็นขนาดที่แม้จะยังเล็กกว่า Starlink อยู่มาก แต่ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของตลาดการปล่อยได้ทันที เพราะการสร้าง Constellation ระดับหลายพันดวงไม่ได้ใช้การปล่อยแบบนาน ๆ มาที แต่ต้องใช้การปล่อย เป็นชุดต่อเนื่อง ถี่ และวางแผนล่วงหน้าเป็นปี ซึ่งเราเรียกว่า Cadence คำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการสร้าง Space Economy

ในปี 2022 Amazon ประกาศสัญญาการปล่อยครั้งใหญ่โดยได้มีการซื้อเที่ยวบิน ได้สูงสุด 83 การปล่อย จาก Arianespace, Blue Origin และ United Launch Alliance หรือ ULA เพื่อ Deploy ดาวเทียมส่วนใหญ่ของ Constellation ชุดแรก

การกระจายสัญญาในชุดนั้นประกอบด้วย Ariane 6 ของ Arianespace จำนวน 18 เที่ยวบิน, Vulcan Centaur ของ ULA จำนวน 38 เที่ยวบิน, Atlas V ของ ULA จำนวน 9 เที่ยวบิน และ New Glenn ของ Blue Origin อีกอย่างน้อย 12 เที่ยวบิน พร้อม โอกาสในการซื้อยอดส่งเพิ่มเติม ส่วนภายหลัง Amazon ยังเพิ่มสัญญากับ SpaceX สำหรับ Falcon 9 อีก 3 เที่ยวบินทำให้ในภาพรวม Amazon ระบุว่าตอนนี้มีจำนวนเที่ยวบินพร้อมสำหรับ Amazon Leo แล้วมากกว่า 100 เที่ยวบิน มันแปลว่า Amazon Leo ไม่ได้เป็นแค่ Payload รายหนึ่งในตลาด แต่เป็น Demand ระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เอาไปเติม Backlog ให้ผู้ให้บริการการปล่อยหลายเจ้าในเวลาเดียวกัน

Processing Facility ของ Amazon ในฟลอริดาที่เป็นสถานที่ประกอบดาวเทียท Amazon LEO เข้ากับ Payload Fairing ของจรวด ที่มา – Amazon

นับจากการเริ่ม Deploy ดาวเทียม Production ชุดแรกในปี 2025 ที่เราเรางานไปใน ส่องธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ Amazon หลังเริ่มต้นส่องดาวเทียมชุดแรก Amazon Leo ได้เร่งอัตราการส่งขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากเที่ยวบินทดสอบในปี 2023 ที่ใช้ Atlas V ส่งดาวเทียมต้นแบบ 2 ดวงขึ้นสู่วงโคจร Amazon เริ่มเข้าสู่ช่วงการเร่งนำส่งอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2025 และภายในเวลาเพียงปีกว่า ๆ ก็มีการปล่อยดาวเทียมต่อเนื่องหลายภารกิจ ผ่าน Atlas V, Falcon 9 และ Ariane 6

ลูกค้าสำคัญของ Ariane 6 จรวดยักษ์รุ่นใหม่

Araine 6 ถือว่าเป็นความหวังใหม่ของตลาดการปล่อยฝั่งยุโรป ซึ่งในตอนแรกที่เรารายงานไปในบทความ ส่องตลาดของ Ariane 6 หลังให้บริการเที่ยวบินเชิงการค้าเที่ยวบินแรก เราตั้งคำถามถึงความพยายามผลักดันการปล่อยในลักษณะ Rideshare ซึ่งอาจเป็น Demand สำคัญที่นำไปสู่การเติบโตของ Ariane 6 เพราะคงไม่มีลูกค้าที่ไหนมาซื้อจรวดหนักระดับนี้แบบบ่อย ๆ แต่หลังภารกิจ Ariane 6 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 Amazon ระบุว่า Amazon Leo มีดาวเทียม deployed แล้ว 367 ดวง โดยภารกิจดังกล่าวใช้ Ariane 6 ใน Configuration แบบ Ariane 64 ส่งดาวเทียม Amazon Leo จำนวน 36 ดวงขึ้นสู่วงโคจรนี่เป็น Payload ที่ใหญ่ที่สุดของ Amazon Leo และ Arianespace จนถึงตอนนี้ และยังทำให้ Arianespace ส่งดาวเทียม Amazon Leo ครบ 100 ดวงจาก 3 การปล่อยภายในเวลาน้อยกว่า 5 เดือน

การปล่อย Amazon LEO ด้วยจรวด Ariane 6 ในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นการปล่อยที่หนักที่สุดที่ Araine เคยรับมา ที่มา – Araine Space

สำหรับ Ariane 6 ตัวเลขนี้มีความหมายมาก Ariane 6 เป็นจรวดรุ่นใหม่ของยุโรปที่เข้ามารับช่วงต่อจาก Ariane 5 ในช่วงที่ยุโรปเพิ่งผ่านภาวะขาดแคลนความสามารถในการปล่อยหรือ Launch Capacity ของตัวเอง หลัง Ariane 5 ปลดระวาง Soyuz ไม่สามารถใช้จากฐาน Kourou ได้เหมือนเดิม และ Vega-C ก็มีปัญหาความพร้อมใช้งานในช่วงก่อนหน้า การที่ Amazon Leo เป็นลูกค้ารายใหญ่ถึง 18 ภารกิจจึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้ Ariane 6 มีอัตราการปล่อยทที่ต่อเนื่องพอจะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด Arianespace เริ่มปล่อย Amazon Leo ด้วย Ariane 6 ในปี 2026 โดยภารกิจแรกส่งดาวเทียม 32 ดวง ภารกิจที่สองส่งอีก 32 ดวง และ ภารกิจล่าสุดเพิ่มเป็น 36 ดวง

ฝั่ง United Launch Alliance เองก็เพิ่มรอบการปล่อย

ฝั่ง ULA ก็เห็นผลของ Amazon Leo ชัดเจนไม่แพ้กัน Amazon ซื้อเที่ยวบินจาก ULA รวม 47 ภารกิจ แบ่งเป็นจรวด Vulcan Centaur 38 ภารกิจและ Atlas V 9 ภารกิจ โดย Atlas V ซึ่งเป็นจรวดรุ่นเก่าที่กำลังจะปลดระวาง กลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการเริ่มปล่อยกลุ่มดาวเทียม Amazon Leo ก่อนที่ Vulcan จะเข้ามารับช่วงเต็มรูปแบบหลังจากนั้น

ข้อมูลจาก ULA ระบุว่า Atlas V ได้ส่งดาวเทียม Amazon Leo ขึ้นสู่วงโคจรไปแล้วเป็นจำนวนมากผ่าน โดยภารกิจ Atlas V ในการปล่อย Amazon Leo 7 ในเดือนพฤษภาคม 2026 ได้ปล่อยดาวเทียมชุดละ 29 ดวง ทำให้ Atlas V ที่เคยถูกมองว่าอยู่ปลายอายุการใช้งาน กลับถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเร่งสร้าง Constellation ใหม่ของ Amazon

Atlas V เตรียมนำส่งดาวเทียม Amazon LEO ในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่มา – ULA

นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะปกติจรวดอย่าง Atlas V, Ariane 6 หรือ Vulcan ไม่ได้มีความต้องการประจำที่มาจากภายในแบบ Falcon 9 ที่มี Starlink เป็นลูกค้าประจำของตัวเอง SpaceX สามารถปล่อย Falcon 9 ได้ถี่มาก เพราะ Starlink เป็น Payload ของบริษัทเอง ยิงเอง ใช้เอง และสร้าง Cadence เอง แต่ Demand แบบนั้นไม่ได้กระจายออกไปสู่ผู้ให้บริการปล่อยรายอื่น

Amazon Leo ต่างออกไป Amazon มีดาวเทียม มีธุรกิจ มีเป้าหมายทาง Network แต่ไม่มีจรวดดังนั้น Demand ที่เกิดขึ้นจึงถูกส่งออกไปยังตลาดการปล่อย ภายนอก ผลคือผู้ให้บริการอย่าง ULA, Arianespace, Blue Origin และแม้แต่ SpaceX เอง ได้รับ Demand แบบ การปล่อยดาวเทียมหลักหลายพันด้วยที่ปกติมีเพียง SpaceX เท่านั้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก Starlink

นี่คือความต่างระหว่าง Starlink กับ Amazon Leo ในเชิงเศรษฐศาสตร์

ถ้าย้อนดูตลาด launch แบบเดิม ลูกค้ารายใหญ่ของการปล่อยจรวดระดับนี้มักเป็นดาวเทียมสื่อสาร GEO, Payload รัฐบาล, ภารกิจสำรวจอวกาศ หรือกลุ่มดาวเทียมขนาดเล็ก ซึ่งมักไม่ได้เกิดถี่พอจะสร้างการเร่งการปล่อยแบบอุตสาหกรรมได้ ลูกค้าหนึ่งรายอาจมีดาวเทียมหนึ่งดวง ใช้เวลาสร้างหลายปี แล้วปล่อยครั้งเดียวจบ จากนั้นจรวดก็ต้องรอลูกค้ารายถัดไป

Payload Fairing ของจรวด Falcon 9 ที่ด้านในบรรทุกดาวเทียม Amazon LEO เพื่อทำการปล่อย ที่มา – Amazon

ดังนั้น Amazon Leo จึงไม่ได้ซื้อการปล่อย เพื่อ “เอาดาวเทียมขึ้นฟ้า” เฉย ๆ แต่กำลังซื้อเวลา ซื้อ Cadence และซื้อความสามารถในการสร้าง Constellation ผลที่เกิดขึ้นกับตลาดคือผู้ให้บริการหลายเจ้าหลายเจ้ามีอัตราความสำเร็จที่ชัดขึ้น โดยเฉพาะ ULA และ Arianespace ที่มีสัญญา Amazon Leo เป็นก้อนใหญ่ สำหรับ ULA นี่ช่วยรองรับ Transition จาก Atlas V ไป Vulcan Centaur ส่วนสำหรับ Arianespace นี่ช่วยให้ Ariane 6 มีงานเชิงพาณิชย์จำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้นของอายุการใช้งาน

ส่วน Blue Origin แม้ New Glenn จะยังต้องพิสูจน์ Cadence ของตัวเองหลังก่อนหน้านี้เกิดปัญหาตัวจรวดระเบิดคาฐานปล่อยส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเที่ยวบินถัดไปพอสมควร แต่สัญญา Amazon Leo ก็เป็น Demand ที่รออยู่แล้วทันทีที่จรวดพร้อมใช้งานในระดับ operational สิ่งนี้สำคัญ เพราะจรวดรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะปล่อยไม่ได้เพียงอย่างเดียว แต่ล้มเหลวเพราะไม่มีลูกค้าพอที่จะทำให้ระบบผลิต ระบบปฏิบัติการ และ Cadence โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นได้จากตัวเลขคือ Amazon Leo กำลังทำให้ payload ต่อ mission ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงแรก Atlas V ปล่อยดาวเทียมชุดละ 27 ดวง จากนั้นเพิ่มเป็น 29 ดวงในภารกิจถัดมา ส่วน Ariane 6 เริ่มจาก 32 ดวง และขยับเป็น 36 ดวงในเที่ยวบิน LE-03

สรุปตัวเลขที่น่าสนใจที่ Amazon LEO ได้สร้างไว้ให้กับตลาด โดยรวบรวมในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ได้แก่

  • ในเวลาเพียงแค่ 14 เดือนมีการปล่อยดาวเทียมไปแล้วเป็น 367 ดวงในวงโคจร
  • ในปี 2025 ปีเดียวมีการปล่อยไป 180 ดวง และในปี 2026 ในครึ่งปีแรกปล่อยไป 187 ดวง
  • Ariane 6 ที่ปกติตลาดค่อนข้างเล็ก ได้ภารกิจจาก Amazon Leo แล้ว 3 เที่ยวในไม่ถึง 5 เดือน
  • Atlas V จาก ULA ตั้งแต่ปี 2025 มีการปล่อยไปแล้ว 6 เที่ยวบิน
  • เฉพาะการปล่อย Amazon LEO ก็ทำให้บริษัทเหล่านี้ทำลายสถิติการปล่อยในปีก่อน ๆ ของตัวเองไปแล้ว

เมื่อมีลูกค้าหนึ่งรายซื้อการปล่อยหลายสิบถึงมากกว่าหลายร้อยภารกิจ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่รายได้จากการปล่อยจรวด แต่คือความจำเป็นที่ผู้ให้บริากรปล่อยต้องทำให้ระบบทั้งระบบรองรับการผลิตซ้ำและปฏิบัติการซ้ำได้จริง ในระยะถัดไป สิ่งที่ควรจับตาคือ Vulcan Centaur จะเริ่มรับภาระ Amazon Leo จาก Atlas V ได้เร็วแค่ไหน Ariane 6 จะรักษา Cadence ได้ต่อเนื่องหรือไม่ และ New Glenn จะสามารถเข้ามาเป็นหนึ่งในจรวดทำการปล่อยหลักของ Amazon Leo ได้ตามที่วางแผนไว้หรือเปล่า

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.