Blue Origin เปิดตัว GS3 จรวดท่อนที่สามของ New Glenn รุกตลาดส่งดาวเทียมตรงสู่ GEO และภารกิจดวงจันทร์

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 Blue Origin ประกาศเปิดตัว GS3 จรวดท่อนที่สามสำหรับ New Glenn เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรค้างฟ้า หรือ Geostationary Orbit โดยตรง รวมถึงส่งยานอวกาศออกเดินทางจากโลกไปยังดวงจันทร์และอวกาศห้วงลึก บริษัทระบุว่า GS3 มีสัญญาสำหรับภารกิจในบริเวณระหว่างโลกกับดวงจันทร์ หรือ Cislunar กับลูกค้าภาครัฐแล้ว โดยวางแผนปล่อยในปี 2028 แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อลูกค้าหรือรายละเอียดภารกิจ การเพิ่มจรวดท่อนนี้จึงเป็นการขยายบริการของ New Glenn ให้ครอบคลุมปลายทางที่ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งเป็นตลาดที่ความสามารถในการส่งให้ถึงวงโคจรเป้าหมายมีความสำคัญพอ ๆ กับน้ำหนักที่บรรทุกได้

Blue Origin ระบุว่า เมื่อติดตั้ง GS3 จรวด New Glenn รุ่น 7×2 จะสามารถส่ง Payload เข้าสู่ GEO โดยตรงได้สูงสุด 8 ตัน และส่งเข้าสู่วิถีเดินทางไปดวงจันทร์ หรือ Trans-Lunar Injection หรือ TLI ได้สูงสุด 10 ตัน ส่วนรุ่น 9×4 จะเพิ่มขีดความสามารถเป็น 14 ตันสู่ GEO และ 20 ตันสู่ TLI การส่งดาวเทียมถึง GEO โดยตรงต่างจากการส่งไปยังวงโคจรถ่ายโอน หรือ Geostationary Transfer Orbit ซึ่งดาวเทียมยังต้องใช้ระบบขับดันของตัวเองเดินทางต่อ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงของลูกค้าไปได้มาก โดย GS3 จะติดตั้งอยู่ภายในส่วนเชื่อมต่อระหว่างท่อนจรวด จึงยังใช้ Payload Adapter และ Fairing แบบเดิม โดยไม่เบียดพื้นที่ Payload ของลูกค้า

ภาพจำลอง GS3 ขณะปล่อยออกจาก Second Stage ของจรวด New Glenn ด้านบนจะเป็นพื้นที่ติดตั้ง Payload ของลูกค้า ที่มา – Blue Origin

หัวใจของ GS3 คือเครื่องยนต์ BE-7 ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถให้ค่า Specific Impulse หรือ Isp ในสุญญากาศมากกว่า 460 วินาทีสำหรับรูปแบบภารกิจของ GS3 ในด้านการพัฒนา Blue Origin เปิดเผยว่าได้ทดสอบถังไฮโดรเจนเหลวที่ทำจากวัสดุ Composite ณ Launch Site One ในรัฐเท็กซัส โดยใช้ระบบของไหลสำหรับการบินเพิ่มแรงดันถึง 100% ของ Maximum Expected Operating Pressure (MEOP) หรือแรงดันใช้งานสูงสุดที่คาดว่าจะพบ เป็นเวลา 2.5 ชั่วโมง และทดสอบที่ 150% ของ MEOP อีก 10 นาที บริษัทคาดหวังว่าถังของ GS3 จะเป็นถังไฮโดรเจนเหลว Composite ใบแรกที่ได้บินสู่อวกาศ อย่างไรก็ดีสถานะดังกล่าวยังเป็นเป้าหมายในอนาคต ผลทดสอบที่ประกาศครั้งนี้เป็นหลักฐานความคืบหน้าของถังและระบบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ความสามารถในการทำภารกิจจริงยังต้องพิสูจน์ผ่านการทดสอบระบบรวมและการบิน โดยประกาศยังไม่ได้เปิดเผยราคาบริการ GS3 หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจาก New Glenn แบบสองท่อน

บรรยากาศการทดสอบของ GS3 ในภาพคือถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ ในสถานที่ทดสอบ Launch Site One ในรัฐ Texas ที่มา – Blue Origin

ในเชิงกลยุทธ์ตลาดเราอาจมองว่า GS3 เปิดทางให้ Blue Origin แข่งขันด้วยมูลค่าของบริการส่งถึงปลายทางมากขึ้น เพราะลูกค้าดาวเทียมบางกลุ่มอาจยอมจ่ายค่าปล่อยเพิ่ม หากแลกกับการลดเชื้อเพลิงที่ดาวเทียมต้องใช้ยกวงโคจร ลดเวลารอก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หรือเพิ่มอิสระในการออกแบบ Payload โดยเฉพาะภารกิจความมั่นคงที่ต้องการวงโคจรเฉพาะและการปล่อยดาวเทียมหลายชิ้นอย่างแม่นยำ ทิศทางนี้สอดคล้องกับการที่ Blue Origin เป็นหนึ่งในผู้ได้รับสัญญา National Security Space Launch Phase 3 Lane 2 ร่วมกับ SpaceX และ ULA ตั้งแต่ปี 2025

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้มีคู่แข่งที่ให้บริการส่งตรงสู่วงโคจรพลังงานสูงอยู่แล้ว เช่น Vulcan ของ ULA ซึ่งใช้ท่อนบน Centaur V และมีความสามารถส่งตรงสู่ GEO ดังนั้น GS3 จึงเป็นทั้งการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าและการเติมความสามารถที่ Blue Origin ต้องมีเพื่อเข้าแข่งขันในตลาดนี้อย่างเต็มตัว

กลยุทธ์ถัดไปที่น่าจับตาจึงอาจเป็นการใช้ New Glenn เป็นฐานของบริการหลายระดับ ตั้งแต่ภารกิจที่ใช้จรวดสองท่อน ไปจนถึงภารกิจที่เพิ่ม GS3 เพื่อส่งตรงสู่ GEO หรือเดินทางออกจากโลก โดยใช้ส่วนเชื่อมต่อ Payload และพื้นที่บรรทุกเดิมช่วยลดภาระการปรับตัวของลูกค้า ส่วนสัญญา Cislunar ปี 2028 อาจทำหน้าที่เป็นภารกิจตั้งต้นสำหรับสร้างประวัติการใช้งาน ก่อนขยายไปยังลูกค้ารายอื่น แต่ความคุ้มค่าของแนวทางนี้ยังขึ้นอยู่กับราคาที่เพิ่มขึ้น ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการปล่อยตามกำหนด เพราะการมีจรวดท่อนที่สามย่อมเพิ่มทั้งอุปกรณ์และขั้นตอนที่ต้องทำงานสำเร็จตามลำดับ สุดท้ายคำถามทางธุรกิจจึงอยู่ที่ว่า ลูกค้าประหยัดเวลา เชื้อเพลิง และต้นทุนรวมของภารกิจได้มากพอจะเลือก GS3 หรือไม่ หากทำได้ Blue Origin ก็จะมีจุดขายที่ชัดขึ้นในฐานะผู้ให้บริการขนส่งสู่วงโคจรเฉพาะและอวกาศห้วงลึก โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกภารกิจตัดสินกันด้วยราคาต่อกิโลกรัมเพียงตัวเดียว

ของแถม เปิดตัวเครื่องยนต์รุ่นใหม่ North Star

ของแถมจาก Blue Origin ในวันเดียวกันคือการเปิดตัวเครื่องยนต์ Northstar เครื่องยนต์สำหรับจรวดท่อนแรกที่ใช้ Liquid Oxygen และ Liquefied Natural Gas โดยให้แรงขับประมาณ 3.18 เมกะนิวตัน เทียบกับ BE-4 เท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 11.7% พร้อมลดมวลเครื่องยนต์ลง 30% และลดจำนวนชิ้นส่วนลง 50% Northstar ยังคงใช้วงจร Oxygen-Rich Staged Combustion และสถาปัตยกรรม Turbopump แบบเพลาเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่ Blue Origin มีประสบการณ์พัฒนามาแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงมุ่งทั้งเพิ่มสมรรถนะและทำให้เครื่องยนต์เบาลง ผลิตง่ายขึ้นในเวลาเดียวกัน จุดที่น่าสนใจพอ ๆ กับแรงขับคือวิธีผลิต Blue Origin ระบุว่า Northstar มากกว่า 65% ผลิตด้วย Additive Manufacturing หรือการขึ้นรูปวัสดุทีละชั้น ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีที่เราคุ้นกันในชื่อ 3D Printing โดยอาศัยขีดความสามารถการผลิตขนาดใหญ่ภายในบริษัท และสามารถประกอบเครื่องยนต์ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

เครื่องยนต์ North Star จะสังเกตว่ามีการออกแบบที่ค่อนข้างเรียบง่ายและทันสมัย โดยมีจำนวนชิ้นส่วนลดลงถึง 50% ที่มา – Blue Origin

เมื่อมองคู่กับ GS3 ภาพกลยุทธ์ที่อ่านได้คือ Blue Origin กำลังพยายามขยายทั้งปลายทางที่ให้บริการและความสามารถในการผลิตฮาร์ดแวร์ให้ทันความต้องการ เพราะต่อให้จรวดส่งของไปได้ไกลแค่ไหน หากโรงงานผลิตเครื่องยนต์ไม่ทัน ตารางปล่อยก็ยังขยายได้ยาก การลดชิ้นส่วนและเวลาประกอบของ Northstar จึงอาจช่วยลดภาระการผลิตและต้นทุนต่อเครื่อง ขณะที่ GS3 ช่วยเพิ่มทางเลือกของภารกิจที่บริษัทนำไปขายได้ อย่างไรก็ตาม ประกาศครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุกำหนดบินครั้งแรกของ Northstar หรือแผนนำไปติดตั้งกับจรวดแต่ละรุ่นอย่างชัดเจน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะเข้ามาแทน BE-4 เมื่อใด สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ Blue Origin จะเปลี่ยนตัวเลขจากโรงงานและแท่นทดสอบให้กลายเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งมอบได้สม่ำเสมอและเชื่อถือได้ในการบินจริงเร็วเพียงใด เพราะนั่นจะเป็นตัวตัดสินว่าความก้าวหน้าครั้งนี้ช่วยให้บริษัทแข่งขันด้านราคาและความถี่ในการปล่อยได้มากแค่ไหนนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.