ภายในกลางปีนี้ 2026 JAXA จะส่งภารกิจ Martian Moons eXploration (MMX) ออกเดินทางสู่ดาวอังคาร จะนับได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีที่ญี่ปุ่นจะส่งยานอวกาศออกเดินทางสู่ดาวอังคารอีกครั้ง ซึ่งเป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่การโคจรรอบหรือส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคารแต่คือการไปสำรวจดวงจันทร์บริวารทั้งสองดวงของดาวอังคารอย่างละเอียดแบบที่ไม่เคยมียานอวกาศลำไหนทำมาก่อน พร้อมกับเก็บตัวอย่างของดวงจันทร์โฟบอสกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือหนึ่งในกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยีของญี่ปุ่นให้ทันกับเทรนด์การสำรวจอวกาศที่ทุกคนมุ่งเป้าไปที่ดาวอังคาร เพียงแค่โจทย์ของญี่ปุ่นไม่ได้สนใจไปที่การลงจอดดาวอังคารเหมือนกับชาติอื่น แต่ไปเล่นในโจทย์ศักยภาพสูงที่ไม่มีใครเคยทำแต่ตัวเองเชี่ยวชาญและให้ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมหาศาล

มาทำความรู้จัก MMX ในเชิงยุทธศาสตร์การสำรวจอวกาศ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์เบื้องหลังของภารกิจนี้ แล้วคุณจะพบว่าเกมการเมืองอวกาศของญี่ปุ่นไม่ได้ธรรมดาและสมกับที่ถูกเรียกว่ามหาอำนาจด้านอวกาศ
โชคชะตาเล่นตลกกับความพยายาม
ใครบอกว่าเราไม่เคยมีภารกิจที่ออกแบบมาเพื่อการสำรวจดวงจันทร์โฟบอสกับดีมอส จริง ๆ เรามีภารกิจที่มุ่งหน้าเพื่อทำการสำรวจและไขปริศนาเกี่ยวกับดวงจันทร์โฟบอสและดีมอสเยอะมาก แค่ชาติที่สนใจนั้นคือสหภาพโซเวียต
สหภาพโซเวียตพ่ายแพ้สหรัฐอเมริกาสำหรับภารกิจการตามหาชีวิตบนดาวอังคารจากภารกิจ Viking เมื่อแพ้แล้วโซเวียตต้องมองหาสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ อยู่ในเทรนด์การสำรวจดาวอังคาร และโซเวียตจะต้องเป็นที่หนึ่งในเกมที่ตัวเองเป็นคนกำหนด นั้นก็คือการสำรวจดวงจันทร์โฟบอส เพราะสหรัฐอเมริกามัวแต่ลุ่มหลงกับความสำเร็จของระบบการลงจอดของยาน Viking จนลืมสนใจการสำรวจดวงจันทร์ขนาดเล็กทั้งสองดวงของดาวอังคาร แต่ดวงจันทร์ทั้งสองดวงคือโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่าสูงมากเนื่องจากดวงจันทร์ทั้งสองดวงนั้นแตกต่างจากดวงจันทร์ของโลก มันมีขนาดเล็ก รูปร่างหน้าตาคล้ายกับก้อนดาวเคราะห์น้อยจนราวกับว่ามันทั้งสองคือดาวเคราะห์น้อยที่หลุดเข้ามาใกล้และโคจรรอบดาวอังคารหรือเปล่า

โครงการแรกที่ขึ้นมาคือ Phobos เป็นภารกิจของสหภาพโซเวียตที่ตอนนั้นทางโซเวียตทะเยอทยานมากในการส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์โฟบอสพร้อมกันถึงสองลำ คือ Phobos 1 และ Phobos 2 นี่คือภารกิจแรกที่มีชาติมากกว่า 14 ชาติร่วมกันรับข้อมูลจากยานอวกาศลำนี้รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยที่ NASA ใช้ Deep Space Network ในการรับสัญญาณของยานในภารกิจนี้ด้วย อันเนื่องมาจากความทุลักทุเลของภารกิจนี้ที่เมื่อปล่อยยานอวกาศออกจากจรวดได้แล้ว Phobos 1 พบปัญหาและไม่สามารถติดต่อกับโลกได้อีกเลยในช่วงที่ยานกำลังจะเดินทางไปยังดาวอังคาร ส่วน Phobos 2 ก็คือคอมพิวเตอร์สามตัวบนยาน เสียไปสองตัวทำให้เหลือคอมพิวเตอร์แค่ตัวเดียวที่ทำงานได้ ซึ่งการเดินทางไปถึงดวงจันทร์โฟบอสของ Phobos 2 ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล และในระหว่างที่มันเริ่มต้นภารกิจการสำรวจดวงจันทร์โฟบอสครั้งแรก เพียงแค่เวลา 40 นาทีที่ยานเข้าใกล้ดวงจันทร์โฟบอส ตัวยานก็ขาดการติดต่อกับโลกไปเฉย ซึ่งภาพถ่ายสุดท้ายที่ยานถ่ายกลับมาเห็นเป็นเงาของวัตถุอะไรบางอย่างขนาดใหญ่แล้วเหล่านักวิทยาศาสตร์โซเวียตในเวลาก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าเป็นจานบินมนุษย์ต่างดาว ก่อนที่เรื่องนี้จะซาลงและจบไปอย่างงง ๆ
หลังจากสิ้นสุดสหภาพโซเวียต รัสเซียก็ยังมีฝันถึงการสำรวจดวงจันทร์โฟบอสอยู่เรื่อย ๆ อย่างในภารกิจ Mars 96 ของรัสเซีย ที่ยานก็พังระหว่างอยู่ในวงโคจรของโลกหรือภารกิจทะเยอทะยานของรัสเซียที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยในฮ่องกง Fobos-Grunt ที่รัสเซียจะส่งยานไปเก็บตัวอย่างหินจากดวงจันทร์โฟบอสและเดินทางกลับโลก ก็ยานระเบิดอีก ทำให้ภาพของภารกิจที่จะสำรวจดวงจันทร์โฟบอสกับดีมอสมีแต่ความล้มเหลว ตัดภาพมาที่ทางฝั่งสหรัฐอเมริกา NASA เองก็ไม่ได้สนใจการสำรวจโฟบอสและดีมอสเท่ากับสหภาพโซเวียตเนื่องจากบริบทที่สหรัฐวางไว้ในเวลานั้นคือการเป็นผู้นำในการสำรวจ Planetary Science การที่ตัวเองจะลดตัวลงมาทำภารกิจ Planetary Science ที่ง่าย มีโจทย์ที่คมเพียงโจทย์เดียว เป็นสิ่งที่ NASA ในเวลานั้นเลือกที่จะไม่ทำและการส่งยานไปแค่สำรวจโฟบอสและดีมอสก็เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าสำหรับ NASA เมื่อเทียบกับการทำภารกิจถ่ายภาพพื้นผิวเพื่อการตามหาหลักฐานการมีอยู่ของน้ำและสิ่งมีชีวิตของดาวอังคารในอดีต ทำไมเราถึงบอกแบบนั้น ก็เพราะว่ายานอวกาศที่ใช้ในการถ่ายภาพพื้นผิวดาวอังคารมีวงโคจรแบบตัดขั้วเหนือใต้แต่ว่า โฟบอสและดีมอสมีวงโคจรขนานกับดาวอังคารอย่างเพอร์เฟคมาก ๆ และหากมองในกรณีของ NASA ในเมื่อ NASA ต้องจ่ายเงินให้กับการส่งยานไปดาวอังคารแล้วเพื่อแค่ถ่ายภาพดวงจันทร์ทั้งสองดวงชัด ๆ แล้วก็โคจรรอบดาวอังคาร กับส่งยานอวกาศถ่ายภาพพื้นผิวได้ทุกพื้นที่ของดาวอังคารพร้อมกับศึกษาสิ่งอื่น ๆ บนดาวอังคารได้อีกมาก แล้ววันดีคืนดีดวงจันทร์โฟบอสมาเฉียดใกล้ก็ค่อยหันกล้องถ่ายภาพไปถ่าย แบบนั้นคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ยังไงก็มากกว่าอยู่ดี เป็นใครก็เลือกวิธีที่สองที่สร้างยานถ่ายภาพพื้นผิวและศึกษาดาวอังคารที่จะมอบคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ที่มากกว่าในปริมาณเงินที่เท่ากันอยู่แล้ว
ดังนั้น ไม่ใช่ดวงจันทร์โฟบอสกับดีมอสไม่น่าศึกษา มันคือดวงจันทร์สองดวงที่ไม่สามารถศึกษามันจากโลกได้ เพราะขนาดที่เล็กมากของมันทั้งคู่ มันยังคงมีปริศนามากมายรอคอยการสำรวจโดยยานอวกาศอยู่ และจริง ๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสนใจ มีผู้คนมากมายต้องการทำภารกิจในการสำรวจดวงจันทร์แปลกประหลาดทั้งสองดวงนี้อยู่ เพียงแค่ว่าตลอดประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ เราแค่ดวงซวย ทำให้ภารกิจที่มีเป้าหมายหลักคือการไปสำรวจดวงจันทร์สองดวงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักทีเลย
วิทยาศาสตร์ของโฟบอสและดีมอส
แม้เราจะมองว่าดวงจันทร์โฟบอสและดีมอสเป็นเพียงแค่ดวงจันทร์ขนาดเล็ก คล้ายกับก้อนดาวเคราะห์น้อย แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันน่าจะมีปริศนาหลาย ๆ ชิ้นถูกฝังอยู่ไว้ใต้พื้นผิวของดวงจันทร์ทั้งสองอยู่ หนึ่งในนั้นคือหลักฐานที่จะนำไปสู่คำตอบว่า ดวงจันทร์ทั้งสองกำเนิดและโคจรรอบดาวอังคารได้อย่างไร
เพราะเอาเข้าจริงการโคจรของดวงจันทร์ทั้งสองนี้แปลกประหลาดมากเนื่องจากมันเป็นดวงจันทร์ที่โคจรแทบจะขนานกับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร เพราะหากเราไปไล่ดูดวงจันทร์ทุกดวงในระบบสุริยะ มันแทบไม่มีดวงจันทร์ดวงไหนในระบบสุริยะที่โคจรขนานเส้นศูนย์สูตรที่เพอร์เฟคเท่ากับดวงจันทร์สองดวงนี้ หรือโฟบอสเป็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารด้วยความเร็วที่สูงกว่าดาวอังคารหมุนรอบตัวเองทำให้เราเรียกมันว่า real natural satellite
จากหลักฐานหลาย ๆ อย่างชี้ให้เห็นว่าดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้มีแนวโน้มที่จะดวงจันทร์ทั้งสองดวงจะไม่ได้เป็นดวงจันทร์ที่มีต้นกำเนิดหรือเนื้อเดียวกันกับดาวอังคาร แต่น่าจะเป็นดาวอังคารใช้แรงโน้มถ่วงของมันยึดโยงและผูกมันทั้งสองไว้ในวงโคจร
อย่างงานวิจัยล่าสุดของ NASA Ames Research Center ได้นำ Supercomputer มาทำการจำลองการกำเนิดของดวงจันทร์ทั้งสองดวง โดยพวกเขาได้นำทฤษฎีว่าดาวอังคารจับดาวเคราะห์น้อยมาทำการจำลองใหม่ โดยสมมุติฐานที่พวกเขาเพิ่มเข้าไปคือ ดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นน่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เพียงดวงเดียวที่เข้าใกล้ดาวอังคารมากเกินไปจำโดนดาวอังคารฉีกมัน ก่อนที่แรงโน้มถ่วงของดาวอังคารและดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวงโคจรของเศษวัตถุแต่ละชิ้นจนวงโคจรมาชนกันกลายเป็นวงแหวนรอบดาวอังคารก่อนที่สุดท้ายมันจะมารวมกันกลายเป็นดวงจันทร์โฟบอสและดีมอสที่เรารู้จักกันในวันนี้
ซึ่งวิธีการเดียวที่จะพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้จริงหรือไม่จริงนั้น มีอยู่วิธีเดียวคือการส่งยานไปสำรวจและเก็บตัวอย่างดินจากพื้นผิวของโฟบอสหรือดีมอสกลับมาวิเคราะห์ต่อยังโลก และนี่แหละคือหัวใจหลักของภารกิจ MMX ของ JAXA
MMX กับดีไซน์หน้าตาแปลก ๆ
ยาน MMX เป็นยานอวกาศหน้าตาแปลก ๆ ของญี่ปุ่น ที่มันจะมีทั้งขาตั้ง เครื่องยนต์และถังเชื้อเพลิงยักษ์ และยานขนาดเล็กอีก ที่หน้าตาของยานมันแปลกประหลาดขนาดนี้ก็เพราะรอบนี้โจทย์ที่ MMX เผชิญมันยากกว่า Hayabusa II เราหลายคนอาจจะมีภาพจำหรือคิดไปกันเองว่า ดวงจันทร์โฟบอสเป้าหมายหลักของภารกิจ มันเป็นเพียงแค่ก้อนหินรูปร่างตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยธรรมดา ๆ ดังนั้นภารกิจมันก็ไม่น่าจะยากไปกว่าตอนสมัยของ Hayabusa II นี่
แต่ความเป็นจริงแล้วไม่เลย ภารกิจของ MMX ยากกว่า Hayabusa II มากแม้ว่ามันจะดูคล้ายกัน อย่างแรกคือดวงจันทร์โฟบอสใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยริวกุที่เป็นเป้าหมายของ Hayabusa II ถึง 25 เท่า และแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์โฟบอสก็ทรงพลังมากกว่า 50 เท่า นั้นทำให้วิธีการ Touch and Go ของ Hayabusa II ไม่สามารถทำได้ MMX จึงต้องใช้วิธีใหม่ในการไปเก็บตัวอย่าง นั้นคือการลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์โฟบอส ตัวยานจึงต้องมีขาตั้งไว้รองรับสำหรับการลงจอดด้วย

ตัวยานยังมีถังเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สามารถแยกออกจากตัวยานหลักเมื่อถึงวงโคจรของดาวอังคารอีกด้วย ถังเชื้อเพลิงยักษ์นี้จะถูกใช้ใน Cruse phase ของยานระหว่างออกจากโลกจนถึงดาวอังคาร เราไม่สามารถใช้ Electric propulsion ในการเข้าวงโคจรของดาวอังคารและปรับวงโคจรให้ไล่ตามดวงจันทร์โฟบอสได้ ทางญี่ปุ่นจึงออกแบบให้มี Bus ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นรถแท๊กซี่นำส่งยานให้ไปถึงวงโคจรของดาวอังคารก่อนแล้วค่อยปลดออก
และส่วนสุดท้ายของยานคือตัวยานหลักที่ต้องสงวนเชื้อเพลิงและพลังงานทั้งหมดสำหรับการกลับโลก ที่ตัวยานจะสลัดส่วน lander ออก ทิ้ง lander ไว้ที่พื้นผิวแล้วตัวยานหลักจะออกเดินทางเพื่อส่งตัวอย่างของดวงจันทร์โฟบอสกลับโลก
MMX ไม่ได้มีอุปกรณ์สำหรับการเก็บตัวอย่างเพียงอย่างเดียวแต่มันยังแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์คุณภาพสูงที่ทันสมัยไปอีกมาก ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่ม Eyes and Mapping และกลุ่มตรวจวัดสภาพแวดล้อมกับองค์ประกอบทางเคมีของดวงจันทร์โฟบอส
กลุ่มแรกคืออุปกรณ์สำหรับการมองและทำแผนที่ ประกอบไปด้วย TENGOO กล้องความละเอียดสูงที่ทำหน้าที่ถ่ายภาพพื้นผิวของโฟบอสแบบละเอียด เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจภูมิประเทศ หลุมอุกกาบาต รอยแตก สันเขา หรือก้อนหินบนพื้นผิว รวมถึงช่วยทีมวิศวกรเลือกจุดลงจอดที่ปลอดภัยที่สุด เพราะการลงจอดบนโฟบอสไม่ใช่การลงจอดบนดาวเคราะห์หรือดวงจันทร์แบบที่เราคุ้นเคย แต่คือการพยายามจอดยานอวกาศลงบนก้อนวัตถุที่แรงโน้มถ่วงต่ำมาก แต่ยังไม่ต่ำพอให้เราทำตัวเหมือนกำลังจิ้มดาวเคราะห์น้อยแบบ Hayabusa II ได้
อีกตัวคือ OROCHI กล้องหลายช่วงคลื่นที่ไม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายภาพให้สวยเฉย ๆ แต่เป็นการดูว่าพื้นผิวของโฟบอสมีสีและคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่แตกต่างกันอย่างไร พูดง่าย ๆ คือเวลาเรามองหินด้วยตาเปล่า เราอาจเห็นมันเป็นสีเทา ๆ ดำ ๆ เหมือนกันไปหมด แต่สำหรับกล้องหลายช่วงคลื่น ความต่างเล็ก ๆ ของสีและการสะท้อนแสงอาจหมายถึงความต่างของแร่ธาตุ อายุของพื้นผิว หรือแม้แต่ร่องรอยของวัตถุจากดาวอังคารที่ถูกดีดขึ้นมาปะปนอยู่บนพื้นผิวของโฟบอส
ส่วน LIDAR จะทำหน้าที่เหมือนไม้บรรทัดเลเซอร์ของยาน ยิงแสงลงไปแล้ววัดเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา เพื่อสร้างแผนที่ความสูงต่ำของพื้นผิวโฟบอสอย่างละเอียด สิ่งนี้สำคัญมากเพราะบนโลกเรามองภูเขา เหว หรือเนินได้ด้วยตาเปล่า แต่สำหรับยานอวกาศที่ต้องลงจอดบนโลกขนาดจิ๋วที่มีแรงโน้มถ่วงเพี้ยน ๆ การรู้ว่าพื้นที่ตรงไหนสูงต่ำเท่าไหร่ คือความต่างระหว่างการลงจอดสำเร็จกับการเอายานไปวางผิดมุมแล้วกลิ้งเป็นกระป๋องน้ำอัดลมในอวกาศ
กลุ่มที่สองคือเครื่องมือสำหรับทำความเข้าใจว่าโฟบอสทำมาจากอะไรและสภาพแวดล้อมรอบ ๆ มันเป็นอย่างไร เช่น MIRS หรือ MMX InfraRed Spectrometer ที่จะวัดอินฟราเรดจากพื้นผิวเพื่อดูองค์ประกอบของแร่และสารระเหยต่าง ๆ ถ้าโฟบอสเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดาวอังคารจับมา เราอาจคาดหวังให้มันมีลายเซ็นทางเคมีบางอย่างคล้ายกับวัตถุในกลุ่มดาวเคราะห์น้อย แต่ถ้ามันเกิดจากเศษซากของการชนขนาดใหญ่ของดาวอังคารเอง ส่วนประกอบทางเคมีของมันก็ควรจะเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่ง
MEGANE เป็นเครื่องมือที่ NASA สนับสนุนให้กับภารกิจนี้ ใช้ตรวจวัดรังสีแกมมาและนิวตรอนเพื่ออ่านองค์ประกอบธาตุบนพื้นผิวของโฟบอสในภาพรวม มันคือการมองดวงจันทร์โฟบอสด้วยภาษาของฟิสิกส์นิวเคลียร์ ไม่ใช่ด้วยตาเปล่า ซึ่งจะช่วยตอบว่าพื้นผิวของโฟบอสมีธาตุอะไรอยู่บ้างในระดับที่การถ่ายภาพอย่างเดียวตอบไม่ได้
นอกจากนี้ยังมี CMDM สำหรับตรวจวัดฝุ่นในระบบดาวอังคาร และ MSA สำหรับวัดอนุภาคมีประจุรอบ ๆ ยาน สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันคือส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจระบบดาวอังคารทั้งระบบ เพราะโฟบอสไม่ได้ลอยอยู่โดด ๆ ในสุญญากาศแบบไม่มีบริบท มันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ ฝุ่น อนุภาคมีประจุ และแรงโน้มถ่วงคอยกระทำอยู่ตลอดเวลา
โรเวอร์ขนาดเล็กจากยุโรป เพื่อศึกษาพื้นผิว
แล้วที่น่ารักที่สุดคือ MMX ยังไม่ได้ไปคนเดียว เพราะมันจะพา Rover ขนาดเล็กที่พัฒนาโดยฝรั่งเศสและเยอรมนีภายใต้ชื่อ IDEFIX ลงไปยังพื้นผิวของโฟบอสด้วย Rover ตัวนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ขับเที่ยวเล่นไกล ๆ แบบ Mars Rover ของ NASA แต่มีหน้าที่สำคัญมากคือการทดสอบและวัดสภาพพื้นผิวจริงของโฟบอสก่อนที่ยานหลักจะลงจอดเก็บตัวอย่าง เพราะปัญหาของโฟบอสคือเราแทบไม่รู้เลยว่าพื้นผิวของมันเป็นแบบไหน มันอาจแน่น มันอาจฟู มันอาจเป็นฝุ่นหนา หรือมันอาจมีพฤติกรรมประหลาดเมื่ออยู่ในแรงโน้มถ่วงต่ำมาก การส่ง Rover ลงไปก่อนจึงเหมือนการเอานิ้วไปจิ้มเค้กก่อนตัด ว่าข้างในมันนุ่ม แข็ง หรือยุบทั้งก้อน

ส่วนการเก็บตัวอย่างของ MMX เองก็ไม่ได้ใช้วิธีเดียว แต่ใช้สองวิธีควบคู่กัน วิธีแรกคือ Pneumatic Sampler หรือระบบเป่าก๊าซเพื่อดันดินและฝุ่นจากพื้นผิวให้เข้าไปในภาชนะเก็บตัวอย่าง วิธีนี้เหมาะกับการเก็บวัสดุผิวบนที่สัมผัสกับสภาพแวดล้อมอวกาศโดยตรง ส่วนอีกวิธีคือ Coring Sampler ที่จะเจาะลงไปเก็บตัวอย่างใต้พื้นผิวเล็กน้อย เพื่อให้ได้วัสดุที่อาจถูกรบกวนจากรังสีและ Space Weathering น้อยกว่า
นี่คือความฉลาดของภารกิจนี้ เพราะถ้าเราจะตอบว่าโฟบอสมาจากไหน เราไม่ควรดูแค่ฝุ่นผิวบนที่ถูกอวกาศเผา ถูกอนุภาคพลังงานสูงยิงใส่มานานนับพันล้านปี แต่เราต้องพยายามเอาวัสดุที่ลึกลงไปอีกนิดกลับมาด้วย แม้มันจะลึกแค่ไม่กี่เซนติเมตร แต่นั่นอาจเป็นความต่างระหว่างการอ่านหน้าปกของหนังสือกับการได้เปิดเข้าไปอ่านหน้าแรกจริง ๆ
ยุทธศาสตร์แบบญี่ปุ่น ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ
ถ้ามองผ่าน ๆ MMX อาจดูเหมือนภารกิจ Planetary Science ทั่วไป คือส่งยานไปสำรวจ เก็บตัวอย่าง แล้วกลับโลก แต่ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ MMX คือภารกิจที่สะท้อนตัวตนของญี่ปุ่นในวงการอวกาศชัดมาก ญี่ปุ่นไม่ได้แข่งกับ NASA ด้วยการส่ง Rover ไปขับบนดาวอังคาร เพราะถ้าแข่งแบบนั้น NASA มีทั้งประสบการณ์ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลนำไปไกลมากแล้ว ญี่ปุ่นไม่ได้แข่งกับจีนด้วยการประกาศว่าจะเอาธงไปปักบนดาวอังคารให้ได้เร็วที่สุด และไม่ได้แข่งกับยุโรปด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Orbiter หรือ Remote Sensing ขนาดใหญ่ แต่ญี่ปุ่นเลือกเส้นทางที่ตัวเองมีแต้มต่อมากที่สุด นั่นคือ Sample Return
ตั้งแต่ Hayabusa ไปยังดาวเคราะห์น้อย Itokawa จนถึง Hayabusa II ที่ไปเก็บตัวอย่างจาก Ryugu ญี่ปุ่นได้สร้างความชำนาญเฉพาะทางที่ไม่มีใครกล้าดูถูกอีกแล้ว นั่นคือการเดินทางไปยังวัตถุขนาดเล็ก แรงโน้มถ่วงต่ำ ควบคุมยานอย่างละเอียด เก็บตัวอย่าง และพามันกลับโลก ภารกิจเหล่านี้ไม่ใช่แค่การทำวิทยาศาสตร์ แต่มันคือการประกาศว่า ญี่ปุ่นอาจไม่ได้มีจรวดใหญ่ที่สุด ไม่ได้มีงบประมาณมากที่สุด แต่มีความสามารถในการทำภารกิจที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนที่สุดแบบหนึ่งในโลก

MMX จึงเป็นเหมือนการเอาความสำเร็จของ Hayabusa II ไปยกระดับจากดาวเคราะห์น้อยธรรมดาเข้าสู่ระบบดาวอังคาร ซึ่งเป็นสนามใหญ่ของการเมืองอวกาศโลก ถ้า Hayabusa II คือการพิสูจน์ว่าเราสามารถเก็บตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อยได้ MMX ก็คือการบอกว่า เทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้สามารถถูกขยายไปใช้ในบริบทที่ยากกว่า ไกลกว่า และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์มากกว่าได้
และถ้าภารกิจนี้สำเร็จ ญี่ปุ่นจะกลายเป็นชาติแรกที่เก็บตัวอย่างจากบริเวณระบบดาวอังคารกลับมายังโลกได้ ก่อนที่ Mars Sample Return ของ NASA และ ESA จะประสบความสำเร็จเสียอีก นี่เป็นประเด็นที่ใหญ่กว่าความเท่ของการได้หินกลับมา เพราะในเกมการสำรวจดาวอังคาร ใครที่เอาตัวอย่างจากระบบดาวอังคารกลับโลกได้ก่อน คนนั้นจะได้เปิดบทใหม่ของ Planetary Science ก่อนคนอื่น
เพราะตัวอย่างที่กลับมายังโลกไม่ได้หมายถึงหินไม่กี่กรัม แต่มันหมายถึงห้องแล็บทั้งโลกจะสามารถใช้เครื่องมือที่ใหญ่ หนัก ซับซ้อน และละเอียดกว่าสิ่งที่เราส่งไปกับยานอวกาศได้หลายเท่าในการวิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านั้น เราสามารถวัดไอโซโทป ดูโครงสร้างระดับจุลภาค ตรวจองค์ประกอบแร่ ทำการทดลองซ้ำ และเก็บตัวอย่างไว้ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไปในอนาคตที่อาจมีเครื่องมือดีกว่าเราหลายร้อยเท่าได้ศึกษา เหมือนที่ตัวอย่างหินดวงจันทร์จาก Apollo ยังถูกนำมาศึกษาใหม่เรื่อย ๆ จนถึงวันนี้
โฟบอสอาจเป็นห้องเก็บหลักฐานของดาวอังคาร
สิ่งที่ทำให้โฟบอสน่าสนใจยิ่งกว่าการเป็นดวงจันทร์แปลก ๆ คือมันอาจไม่ได้เก็บแค่ประวัติของตัวเอง แต่ยังอาจเก็บประวัติของดาวอังคารไว้ด้วย ตลอดหลายพันล้านปีที่ผ่านมา ดาวอังคารถูกอุกกาบาตชนครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่เกิดการชนขนาดใหญ่ เศษหินจากดาวอังคารบางส่วนอาจถูกดีดขึ้นสู่อวกาศ และบางส่วนอาจไปตกสะสมอยู่บนโฟบอส เพราะโฟบอสโคจรอยู่ใกล้ดาวอังคารมาก นั่นแปลว่าตัวอย่างที่ MMX เก็บกลับมาอาจไม่ได้มีแค่วัสดุของโฟบอส แต่มีโอกาสปะปนไปด้วยเศษฝุ่นหรือหินขนาดเล็กจากดาวอังคาร
ถ้าโชคดี ตัวอย่างจากโฟบอสอาจกลายเป็นเหมือนกล่องจดหมายเก่าของดาวอังคาร ที่มีเศษข้อความจากหลายยุคหลายสมัยของดาวอังคารถูกพัดมาตกไว้รวมกัน แม้มันอาจไม่ใช่ตัวอย่างจากพื้นที่เฉพาะเจาะจงแบบที่ Mars Rover เจาะเก็บบนพื้นผิว แต่ข้อดีของมันคืออาจเป็นตัวอย่างที่สุ่มมาจากหลายพื้นที่ หลายช่วงเวลา และหลายเหตุการณ์การชนบนดาวอังคาร
นี่คือเหตุผลที่ MMX มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์สูงมาก เพราะมันไม่ได้ตอบแค่คำถามว่าโฟบอสกับดีมอสเกิดมาได้อย่างไร แต่มันยังอาจช่วยให้เราเข้าใจประวัติของดาวอังคาร สภาพแวดล้อมของระบบดาวอังคาร และกระบวนการแลกเปลี่ยนวัตถุระหว่างดาวเคราะห์กับดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กได้ด้วย
ถ้าผลการวิเคราะห์บอกว่าโฟบอสมีองค์ประกอบคล้ายดาวเคราะห์น้อยคาร์บอนสูงจากระบบสุริยะชั้นนอก สมมุติฐานเรื่องการถูกจับโดยแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ถ้าตัวอย่างแสดงลักษณะที่สอดคล้องกับวัสดุจากดาวอังคารหรือเศษซากการชนขนาดใหญ่ สมมุติฐานเรื่อง Giant Impact ก็จะกลับมามีน้ำหนัก และถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงกับทั้งสองแบบ นั่นก็ยิ่งสนุก เพราะธรรมชาติกำลังบอกเราว่าโมเดลที่เราคิดไว้อาจยังหยาบเกินไป ดวงจันทร์ Phobos ของดาวอังคารอาจจะเก็บความลับการหายไปของชั้นบรรยากาศดาวอังคารไว้อยู่
ภารกิจที่เล็กกว่าดาวอังคาร แต่ไม่เล็กกว่าใคร
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน MMX จะออกเดินทางจากโลกด้วยจรวด H3 มุ่งหน้าไปยังดาวอังคาร เข้าสู่ระบบดาวอังคาร สำรวจโฟบอสและดีมอส ลงจอดบนโฟบอส เก็บตัวอย่าง ปล่อย Rover ลงไปทำงาน แล้วส่งแคปซูลตัวอย่างกลับมายังโลกในช่วงต้นทศวรรษ 2030
วันนั้นตัวอย่างหินและฝุ่นเพียงไม่กี่กรัมจากโฟบอสอาจดูเล็กมากเมื่อเทียบกับดาวอังคารทั้งดวง แต่ในวิทยาศาสตร์อวกาศ บางครั้งคำตอบของดาวเคราะห์ทั้งดวงก็อาจซ่อนอยู่ในฝุ่นเพียงหยิบมือเดียว และนั่นคือความงดงามของ MMX ภารกิจที่ไม่ได้พยายามไปยืนบนดาวอังคาร แต่เลือกจะไปถามดวงจันทร์เล็ก ๆ ข้างดาวอังคารแทนว่า จริง ๆ แล้วระบบดาวอังคารเคยผ่านอะไรมาบ้าง
เพราะบางครั้ง ถ้าเราอยากเข้าใจดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง เราอาจไม่จำเป็นต้องมองตรงไปที่ตัวมันเสมอไป แต่อาจต้องหันไปมองเศษเล็กเศษน้อยที่โคจรอยู่รอบ ๆ มัน ซึ่งเก็บความทรงจำของอดีตไว้เงียบ ๆ มานานหลายพันล้านปี
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co