NASA ได้ออกมาประกาศปรับแผนโครงการ Artemis ครั้งใหญ่ โดยการแถลงข่าวในกรุงวอชิงตันดีซี ในงาน
Ignition NASA’s Plan for The Moon และได้ประกาศลงใน NASA Unveils Initiatives to Achieve America’s National Space Policy ซึ่งสาระสำคัญนั้นก็คือการปรับแผนให้ Artemis กลายเป็นเน้นไปที่การตั้งถิ่นฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์โดยถาวร แทนที่จะเป็นการลงสำรวจเป็นครั้ง ๆ เหมือนกับแผนเดิม โดยเป้าหมายหลักของ NASA ตอนนี้ก็คือการส่งมนุษย์ลงบนผิวดวงจันทร์ให้ได้เป็นรอบชัดเจน เพื่อวางโครงสร้างสำหรับการตั้ง Moon Base ให้ได้ คล้ายกับแนวคิดการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่มีเป็นรอบชัดเจน

ภารกิจทั้งหมดจะถูกออกแบบใหม่ให้รองรับการลงจอดซ้ำอย่างมีรอบที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับปีละครั้ง ไปจนถึงทุก ๆ 6 เดือนในอนาคต พร้อมกับการปรับสถาปัตยกรรมของโครงการให้สามารถสร้าง Capability ได้ทีละขั้น ผ่านการทดสอบ การขนส่ง และการดำเนินงานจริงบนพื้นผิวดวงจันทร์ ถือว่าเป็นการปรับแผนดวงจันทร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่การประกาศในปี 2019
การกลับไปดวงจันทร์จะไม่ใช่แค่นับภารกิจเป็นรอบ ๆ แต่ต้องมีตารางชัดเจน
ถ้าเรามอง Artemis ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันมีลักษณะคล้าย Apollo เวอร์ชันอัปเกรด คือเป็น Mission ใหญ่ ใช้ทรัพยากรเยอะ และเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แผนใหม่ของ NASA คือการเปลี่ยนจาก “การไปดวงจันทร์เป็นครั้ง ๆ” ไปสู่ “การไปแบบมีรอบชัดเจน” หรือพูดง่าย ๆ คือทำให้มันเกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ คล้ายกับการส่งของไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยตั้งเป้าเริ่มจากการลงจอดอย่างน้อยปีละครั้ง และในระยะถัดไปจะเร่งไปถึงระดับทุก ๆ 6 เดือน หากระบบต่าง ๆ เริ่มนิ่งพอ

สิ่งที่จะทำให้ NASA ทำแบบนั้นได้ก็คือการมาของ Commercial และ Reusable Hardware อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งเป็นการยอมรับโดยนัยว่าระบบแบบเดิมที่พึ่งพา Hardware เฉพาะทางราคาแพงและใช้ครั้งเดียว ไม่สามารถเสกลไปสู่การตั้งถิ่นฐานได้แน่ ๆ ก่อนน้านี้ใน แผนการสามปีของโครงการ Artemis ภายใต้ NASA ของ Jared Isaacman ได้มีประกาศแล้วว่า Artemis III ที่ถูกเลื่อนมาเป็นปี 2027 จะไม่ได้รีบลงดวงจันทร์ทันที แต่จะใช้เป็นภารกิจทดสอบระบบในวงโคจรก่อน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาของ Artemis ไม่ได้อยู่ที่ “ไปไม่ถึง” แต่อยู่ที่ “ระบบยังไม่พร้อมจะไปซ้ำได้” มากกว่า
สิ่งนี้ทำให้ภาพของ Artemis เปลี่ยนไปพอสมควร จากเดิมที่เป็นการตั้งเป้าปักธงให้กลายเป็นเหมือนบททดสอบสำหรับสร้าง Capability ที่ต้องใช้ในระยะยาว เช่น การลงจอดซ้ำ การขนส่งคนและสิ่งขอ และการทำงานร่วมกันของหลายระบบที่ต้องทำงานร่วมกันได้
เตรียมตั้งฐานบนดวงจันทร์ เหมือนสถานีอวกาศนานาชาติ
จากเดิมที่โครงการ Artemis จะเน้นพูดถึงการสร้างสถานีอวกาศ Lunar Gateway รอบดวงจันทร์ ตอนนี้ NASA มุ่งเน้นไปที่การตั้งฐานบนดวงจันทร์หรือ Moon Base คล้ายกับกรณีของโครงการ International Lunar Research Station หรือ ILRS ของฝั่งจีน
แผน Moon Base ที่ประกาศออกมาถูกออกแบบเป็น 3 Phase แบบค่อนข้างตรงไปตรงมา และที่สำคัญคือมันไม่ได้เริ่มจาก Habitat หรือฐานถาวรทันที แต่เริ่มจากการสะสม Capability ทีละชิ้นก่อน ซึ่งสะท้อนบทเรียนจากทั้ง Apollo และ Artemis ที่ผ่านมา

ใน Phase แรก Build, Test, Learn NASA จะเร่งตารางการลงจอดของยานอวกาศในโครงการ Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าการส่ง Payload ขึ้นไปยังดวงจันทร์ในระดับหลายสิบภารกิจ เริ่มตั้งแต่ Rover, Scientific Instrument ไปจนถึง Technology Demonstration ที่เกี่ยวข้องกับ Mobility, Power, Communication และ Navigation แนวคิดตรงนี้ค่อนข้างชัดว่า NASA ต้องการเปลี่ยนดวงจันทร์ให้กลายเป็นสนามทดสอบสำหรับเทคโนโลยีที่จะต้องใช้จริงในระยะยาว
พอเข้าสู่ Phase ที่สอง Early Infrastructure สิ่งที่เปลี่ยนคือจาก “ทดลอง” เริ่มกลายเป็น “ใช้งาน” NASA จะเริ่มสร้าง Infrastructure ที่รองรับการอยู่อาศัยในระดับกึ่งถาวร มีระบบ Logistics ที่ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญคือนักบินอวกาศจะเริ่มกลับไปดวงจันทร์บ่อยขึ้นในลักษณะ Expedition คล้ายกับบนสถานีอวกาศนานาชาติมากกว่าการไปครั้งเดียวแล้วจบ ขณะเดียวกันงานที่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศจะเริ่มมีบทบาทจริงในระบบ เช่น JAXA กับ Pressurized Rover หรือ Payload และระบบสนับสนุนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นแค่การร่วมมือเชิงสัญลักษณือีกแล้ว

Phase สุดท้ายคือ Enable Long-Duration Human Presence ซึ่งเป็นจุดที่ NASA เรียกว่า Transition จาก Expedition ไปสู่การอยู่อย่างถาวรอย่างแท้จริง เมื่อ Human Landing System ที่รองรับ Cargo หนักเริ่มพร้อมใช้งาน NASA จะสามารถขน Infrastructure ขนาดใหญ่ขึ้นไปได้ เช่น Habitat จริง, ระบบพลังงาน, และ Mobility Platform ต่าง ๆ โดยมีพันธมิตรอย่าง ESA และ CSA เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem ผ่าน Habitat Module, Utility Vehicle และระบบ Logistics อื่น ๆ
พับแผน Lunar Gateway ไปก่อน
ในประกาศครั้งนี้ NASA ระบุอย่างชัดเจนว่า มีแผนจะพักโครงการ Gateway ในรูปแบบปัจจุบันไว้ก่อน และปรับโฟกัสไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์โดยตรงมากขึ้น แทนที่จะเดินหน้าพัฒนา Lunar Gateway ซึ่งเดิมถูกออกแบบให้เป็นสถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมต่อของภารกิจต่าง ๆ ในสถาปัตยกรรม Artemis โดย NASA ย้ำว่าจะยังคงนำ Hardware และแนวคิดต่าง ๆ จากพันธมิตรระหว่างประเทศที่พัฒนาไปแล้วมา ปรับวัตถุประสงค์หรือในประกาศใช้คำว่า “Repurpose” ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ของการสร้างการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนบนดวงจันทร์

แต่สิ่งที่น่าสนใจ และค่อนข้างเป็นคำถามใหญ่ คือชะตากรรมของโมดูลหลักที่กำลังอยู่ในสายการผลิตหรือพัฒนาไปแล้ว เช่น HALO , PPE และ iHAB ของฝั่งยุโรป อัพเดทความคืบหน้าการสร้าง Lunar Gateway ปลายปี 2026 โมดูลแรกเกือบสมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับการใช้งานในสถาปัตยกรรม Gateway แบบเดิม หาก Gateway ในรูปแบบนั้นถูก “พัก” จริง โมดูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้งานในบริบทไหนต่อ จะถูกปรับให้รองรับภารกิจอื่น เช่น Support Platform สำหรับ Cislunar Logistics หรือถูกรือใหม่ให้เข้ากับสถาปัตยกรรมใหม่บนพื้นผิวดวงจันทร์โดยตรง
การที่ NASA ไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงเทคนิคหรือ Roadmap ที่ชัดเจนว่าการ Repurpose นั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การพักโครงการ Gateway ครั้งนี้เป็นเพียงการปรับจังหวะชั่วคราว หรือเป็นการยอมรับโดยนัยว่าสถาปัตยกรรมเดิมอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวอีกต่อไป และถ้าเป็นอย่างหลังก็ถือว่าน่าตกใจไม่น้อย
แต่ที่แน่ ๆ ในการประกาศนี้เราได้เห็นการเอาชิ้นส่วนนึงของ Gateway กลับมาใช้แน่ ๆ นั่นก็คือ PPE หรือตัวระบบขับเคลื่อนของสถานีฯ ที่จะถูกใช้ในยานไปดาวอังคารรุ่นต่อไป
เปิดทางสู่ดาวอังคาร ครั้งแรกกับภารกิจนิวเคลียร์
หนึ่งในประกาศที่ใหญ่ที่สุดที่อาจจะถูกมองข้ามเพราะ Moon Base กลบข่าว คือการที่ NASA ยืนยันว่าจะส่งยาน Space Reactor-1 Freedom ไปยังดาวอังคารภายในปี 2028 โดยใช้ระบบ Nuclear Electric Propulsion ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ NASA จะนำ Reactor นิวเคลียร์ไปใช้งานจริงในการสำรวจอวกาศ ไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บหรือการศึกษาเชิงแนวคิดเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะกลายเป็น Learning Curve สำคัญสำหรับงานนิวเคลียร์ในอวกาศ
แนวคิดของ Nuclear Electric Propulsion ฟังดูอาจจะรุนแรง แต่จริง ๆ เราไม่ได้เอาความร้อนไปพ่นเป็น แต่เป็นการเอาเตา Reactor ไปผลิตไฟแล้วใช้ไฟไปขับ Ion Engine หรือระบบ Hall Thruster ที่เรารู้จักและใช้กันอยู่แล้ว
ตัว SR-1 Freedom ถูกวางให้เป็นยานที่การสาธิต Capability ใหม่ของมนุษยชาติในการขนส่งมวลในอวกาศห้วงลึกอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะข้อจำกัดของระบบ Propulsion แบบเดิม ไม่ว่าจะเป็น Chemical หรือ Solar Electric ไม่สามารถที่จะทำงานได้ดีพอเมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่แสงอาทิตย์เริ่มไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน Soalr Arrays โดยที่ตัว Electrect Propulsion ของ SR-1 Freedom นั้นก็ไม่ได้มาจากไหนแต่เกิดจากการเอา PPE หรือเครื่องยนต์ Electrict ของ Lunar Gateway เดิมมารีไซเคิลนั่นเอง

เมื่อไปถึงดาวอังคาร ยานลำนี้จะปล่อยยานลงจอดในชื่อ Skyfall ซึ่งประกอบไปด้วยเฮลิคอปเตอร์แบบ Ingenuity หลายลำ เพื่อทำการสำรวจพื้นผิวต่อเนื่องจากภารกิจ Ingenuity ที่เราเห็นในยุค Perseverance นี่ไม่ใช่แค่การส่งยานไปอีกหนึ่งลำ แต่เป็นการเริ่มต้นของ Distributed Exploration ที่ใช้ยานแม่เป็นแพลตฟอร์มลงจอดแล้วปล่อยระบบย่อยออกไปทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ
เมื่อ NASA เปลี่ยนเกม คู่แข่งและพันธมิตรจะเล่นยังไงต่อ
ถ้ามองในมุมการเมืองระหว่างประเทศนั้น NASA กำลังส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่าการปรับสถาปัตยกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่มันคือการ “เร่งเกม” ในการแข่งขันกับจีนโดยตรง จากเดิมที่ Artemis เป็นโครงการที่โฟกัสเป็นภารกิจ ๆ ไป มี Timeline ห่าง ๆ และเปิดช่องให้ความไม่แน่นอนสะสม การเปลี่ยนไปสู่โมเดลแบบเป็นรอบ ๆ และ Infrastructure-Based ทำให้สหรัฐฯ พยายามสร้างโมเมนตัม ที่ต่อเนื่องและจับต้องได้มากกว่า
เมื่อการไปดวงจันทร์ไม่ใช่ Event ใหญ่ แต่กลายเป็นระบบที่เกิดขึ้นซ้ำได้ ความต้องการ Payload, งานวิจัย, เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยธรรมชาติ มันไม่ใช่โลกที่ประเทศหนึ่งรอจังหวะฝากของไปกับ Mission ใหญ่ปีละครั้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้มีความร่วมมือต่อเนื่อง คล้ายกับสิ่งที่เราเห็นบนสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงหลัง ที่ประเทศอย่างไทยเริ่มมีบทบาทผ่าน Payload, Experiment และงานวิจัยที่ถูกส่งขึ้นไปถี่ขึ้น และค่อย ๆ สร้างองค์ความรู้ของตัวเองในระบบนั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศขนาดใหญ่ระดับ ESA และ JAXA ก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปโฟกัส Contribution ที่เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ Payload ย่อย เช่น Pressurized Rover ของ JAXA หรือ Habitat Module ของยุโรป ซึ่งเป็นการวางตัวเองเข้าไปเป็นจุดสำคัญในสถาปัตยกรรมใหม่ของ NASA มากกว่าการเป็นผู้ร่วมเป็นครั้ง ๆ
คำถามที่น่าสนใจคือ จีนซึ่งกำลังพัฒนา ILRS จะมองเกมนี้อย่างไร เพราะในเชิงโครงสร้าง ILRS ก็พยายามสร้าง “ฐานถาวร” เหมือนกัน แต่ใช้โมเดลที่รัฐนำมากกว่า ถ้า NASA สามารถสร้าง Ecosystem ที่ดึงดูดพันธมิตร ได้จริง มันอาจทำให้ฝั่ง Artemis กลายเป็น platform ที่ “ง่ายกว่าในการเข้าร่วม” และมี การสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจมากกว่าเรียกได้ว่าพลิกเกมเลยทีเดียว
สำหรับประเทศอย่างไทย นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อระบบเปลี่ยนจาก Mission-Based ไปเป็น Ecosystem-Based โอกาสจะไม่ได้มาในรูปแบบ “โอกาสครั้งเดียว” อีกต่อไป แต่จะมาในรูปแบบ “โอกาสต่อเนื่อง” ซึ่งเปิดให้ประเทศสามารถสร้าง Capability ของตัวเองขึ้นมาได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นว่าเราจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในระบบนี้
สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงของ NASA ครั้งนี้ไม่ได้แค่ตั้งคำถามว่าอเมริกาจะไปดวงจันทร์ได้บ่อยแค่ไหน แต่กำลังตั้งคำถามกับทุกประเทศที่อยากเล่นเกมอวกาศเหมือนกันว่า “คุณจะเข้าไปอยู่ใน supply chain นี้ยังไง” และถ้าไม่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อระบบเริ่มนิ่งขึ้นจริง ๆ พื้นที่ในเกมนี้อาจถูกจับจองไปหมดแล้วก็เป็นได้
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co