จากบทความ NASA ปรับแผน Artemis III จะยังไม่ลงดวงจันทร์ แต่ทดสอบบนวงโคจรโลก ที่ทำให้ได้รู้ว่าทาง NASA ภายใต้การบริหารของ Jared Isaacman ต้องการให้ตัวโครงการ Artemis มีความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นของภารกิจน้อยลงจนนำมาซึ่งการเลื่อนภารกิจ Artemis III ให้เข้ามาใกล้มากขึ้นจากปี 2028 ที่จะเป็นการนำมนุษย์ไปลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ กลายมาเป็นการซ้อมทดสอบระบบของยาน Orion ร่วมกับยาน Human Landing System บนวงโคจรต่ำของโลกในปี 2027 คล้ายกับภารกิจ Apollo 9 เมื่อปี 1969 ก่อนที่จะมีการพยายามลงจอดจริงในภารกิจ Artemis IV ในปี 2028

ทีนี้ ในการแลถงการณ์อัพเดทโครงการ Artemis ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทาง NASA ได้มีการปล่อยภาพที่แสดงให้เห็นภาพรวมของภารกิจในอนาคตอันใกล้ในระยะสามปีของโครงการ Artemis ผ่านบัญชี NASA Administration ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย ในบทความนี้เราจะพาทุกคนมาวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ Artemis ในระยะสามปีข้างหน้า
2026 ภารกิจ Artemis II มนุษย์เดินทางกลับสู่ดวงจันทร์
จากภาพเห็นได้ว่าในปี 2026 นั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากภารกิจ Artemis II แบบที่เรารู้กันอยู่เท่าไหร่นัก เป็นภารกิจพานักบินกลับไปเยือนดวงจันทร์แบบ Flyby ที่ใช้เวลา 10 วันในภารกิจคล้ายกับภารกิจ Apollo 8 เมื่อปลายปี 1968 ที่จะเป็น Milestone ครั้งสำคัญสำหรับมนุษยชาติในการพาชายผิวสีและผู้หญิงคนแรกออกจากวงโคจรโลกไปเยือนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก โดยแม้ว่าในวันนี้ตัวจรวด SLS สำหรับภารกิจดังกล่าวจะติดปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงไฮโดรเจนซึ่งเป็นปัญหากับโครงการมาตั้งแต่ Artemis I แต่ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าภารกิจดังกล่าวจะขึ้นบินไม่เร็วไปกว่าเดือนเมษายนของปีนี้

2027 ภารกิจ Artemis III และการซ้อมเพื่อทดสอบความพร้อม
ในส่วนของปี 2027 ดั้งเดิมแล้วจะไม่มีภารกิจของโครงการ Artemis เลยเนื่องจากว่าบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการพัฒนายาน Human Landing System ทั้ง SpaceX ผู้พัฒนายาน Starship HLS และ Blue Origin ผู้พัฒนา Blue Moon จำเป็นต้องใช้เวลาในการทำให้ยานลงจอดพร้อม แต่หลังจากการแถลงการอัพเดทโครงการครั้งล่าสุด ก็เป็นไปอย่างที่ Jared Isaacman กล่าวว่าพวกเขาต้องการปล่อยจรวดให้มากขึ้น ทำให้มีการปรับแผนโดยการเลื่อนภารกิจ Artemis III เร็วขึ้นมาหนึ่งปีและเปลี่ยนจากภารกิจลงจอดเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับยานลงจอดทั้งสองรุ่นในวงโคจรต่ำของโลกเพื่อสร้างความชำนาญในการปฏิบัติภารกิจภายใต้โครงการ Artemis ในอนาคต แต่ในเรื่องของโปรไฟล์ภารกิจที่ชัดเจนนั้นยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก เพียงแต่ได้รับการกล่าวว่าทาง NASA จะพยายามทดสอบยาน Orion ให้ได้กับยานลงจอดทั้งสองรุ่นหรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีรุ่นใดรุ่นหนึ่งมี่พร้อมเพียงพอในการเข้าร่วมภารกิจ แสดงให้เห็นว่า NASA ยังคงให้ความสำคัญกับการมีตัวเลือกที่สองมากกว่าแค่การทุ่มแรงให้กับทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง

2028 การลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้ง
มาถึงจุดที่น่าสนใจที่ชวนวิเคราะห์และชวนตั้งคำถามได้มากที่สุดในภาพคือในปี 2028 ที่ดั้งเดิมจะเป็นปีของภารกิจ Artemis III ที่เป็นภารกิจสำหรับการลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่กลายเป็นว่าเมื่อ Artemis III ถูกเลื่อนมาปี 2027 ทำให้ภารกิจ Artemis IV และภารกิจหลังจากนั้นต้องถูกเลื่อนขึ้นตามกันมา โดยเราจะได้เห็นว่าแผนปัจจุบันของ NASA จะให้ปี 2028 มีภารกิจ Artemis อย่างน้อย ๆ สามภารกิจตั้งแต่ Artemis IV ไปจนถึง Artemis VI
เนื่องด้วยจากแถลงการณ์ NASA Adds Mission to Artemis Lunar Program, Updates Architecture เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า NASA อยากจะปรับมาตรฐานและ Configuration ของจรวด SLS ทำให้รู้ว่าพวกจรวด SLS รุ่นหลังจากนี้อย่าง Block 1B และ Block 2 จะได้รับการปรับเปลี่ยนหรือไม่ก็ถึงขั้นรื้อสถาปัตยกรรมเดิมออกไป ประกอบกับภาพ Graphic ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์แสดงให้เห็นจรวด SLS หนึ่งในสองลำพร้อมกับหน้าตาแปลกออกไปที่อยู่ฝั่งซ้ายของภาพในส่วนปี 2028 โดยหากสังเกตจะเห็นได้ว่า “เดี๋ยวนะ ทำไมตัวจรวดท่อนบนของ SLS มันดูสูงแปลก ๆ แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนรุ่น Block 1B ที่เคยเห็นใน Graphic ที่เคยปล่อยออกมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” และถ้ามองเลื่อนมาทางขวาอีกนิดก็จะเห็นได้ถึงความผิดปกติอีกจุดหนึ่งอย่างยาน Orion ที่ถูกติดตั้งกับท่อนจรวดที่ไม่ค่อยจะดูคุ้นตาเท่าไหร่

เดิมทีแล้วยาน Orion ที่ถูกส่งกับจรวด SLS ได้ถูกออกแบบไว้ให้ปล่อยกับท่อนจรวดท่อนบนด้วยกันสองรุ่นอย่าง ICPS หรือ Interim Cryogenic Propulsion Stage และ EUS หรือ Exploration Upper Stage โดยตัวท่อนจรวด ICPS ถูกวางแผนให้ใช้กับจรวด SLS Block 1 ในภารกิจตั้งแต่ Artemis I ถึง Artemis III ในขณะที่ท่อนจรวด EUS ดั้งเดิมแล้วได้ถูกวางแผนให้ใช้กับจรวด SLS Block 1B และ Block 2 ตั้งแต่ภารกิจตั้งแต่ Artemis IV เป็นต้นไป แต่เมื่อมีการปรับแผนภารกิจของโครงการทำให้มันมีผลกระทบสายการผลิตของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่หลายบริษัทได้รับมอบหมาย จากเดิมที่ในระยะสามปีนี้จะมีจรวด SLS เพียงสองลำก็กลับต้องมีถึง 5 ลำ ทำให้ผู้ผลิตตัวท่อนจรวด EUS อย่าง Boeing นั้นน่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่เนื่องด้วยการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของจรวด SLS ทำให้ภารกิจ Artemis IV ไม่น่าจะได้ใช้จรวด SLS Block 1B ที่ต้องพึ่งพาท่อนจรวด EUS ในอนาคตอันใกล้
แต่คำถามที่สำคัญคือ “ถ้าไม่ใช่ Block 1B แล้วในภาพ Graphic นี้ SLS ใช้อะไร” คำตอบของคำถามนี้ให้เราลองถอยออกมาจากโครงการ Artemis ออกมาซักก้าว เราจะเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมของกิจกรรมด้านอวกาศของสหรัฐฯ ได้กว้างขึ้น หากเราเทียบกับอะไรที่พอคุ้นตาแล้วจะเห็นได้ว่าท่อนจรวดท่อนบนที่อยู่กับยาน Orion และจรวด SLS ตามรูปนั้นมีความใกล้เคียงกับท่อนจรวด Centaur V ที่ถูกใช้งานบนจรวด Vulcan Centaur ทำให้หลายคนอาจจะตั้งคำถามอีกว่า “ทำไมต้องเป็น Centaur V”

จริง ๆ เรื่องนี้ต้องมาพูดถึงเรื่องพัฒนาการของท่อนจรวด Centaur V ว่าอะไรทำให้มันกลายมาเป็นสิ่งที่มันเป็นและจะกลายเป็นตัวเลือกสำหรับท่อนจรวด SLS ในอนาคต ดั้งเดิมแล้วท่อนจรวด Centaur V เกิดมาจากความต้องการของการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่เพื่อเตรียมทดแทบจรวดรุ่นเก่าอย่าง Delta IV ที่เก่าและแพงกับจรวด Atlas V ที่มีปัญหาเรื่องของ Supply ชิ้นส่วนเนื่องด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ ULA บริษัทผู้ให้บริการปล่อยจรวดทั้งสองรุ่นจำเป็นต้องพัฒนาจรวดทดแทนจนมาจบที่จรวด Vulcan Centaur ที่เป็นจรวดผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณของทั้ง Delta IV และ Atlas V (อ่านเรื่องราวโดยละเอียดได้ที่ รู้จักกับจรวด Vulcan Centaur ผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของจรวดตระกูล Atlas)
ประกอบกับ แหม บังเอิญจริง ๆ ที่ว่าจรวดท่อนบนของ SLS Block 1 อย่าง ICPS เป็นท่อนจรวดที่ได้รับการอัพเกรดมาจากท่อนจรวด CDSS หรือ Cryogenic Delta Upper Stage ที่ถูกใช้งานกับจรวดตระกูล Delta แล้วบังเอิญอีกต่อตรงที่ว่า จริง ๆ แล้วท่อนจรวด Centaur V ที่ถูกสร้างมาเพื่อ Vulcan Centaur ก็มีสมรรถนะไม่ต่างจาก CDSS ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ICPS จากกันมาก เลยกลายเป็นว่ามันพอจะทดแทนกันได้ในระดับหนึ่ง ใครว่าจรวดไม่สามารถประกอบกันเป็น LEGO ได้ (ฮา)


ทีนี้มานั่งวิเคราะห์กันดีกว่าว่าอะไรที่น่าจะเป็นเหตุผลในการนำท่อนจรวด Centaur V มาใช้กับ SLS อย่างที่บอกไว้เมื่อสองย่อหน้าที่แล้ว จรวด Delta IV ถือเป็นจรวดที่มีสถาปัตยกรรมที่เก่าพอสมควรแถมใช้งบประมาณในการสร้างค่อนข้างสูง ทำให้ท่อนจรวด DCSS แพงตามงบประมาณโดยรวมของจรวด พอยิ่งนำมาอัพเกรดเป็นท่อนจรวด ICPS ที่ต้องใช้งานในภารกิจการเดินทางในอวกาศห้วงลึกที่ไกลเกินกว่าวงโคจรของโลก ทำให้งบประมาณในการสร้างยิ่งสูงขึ้นไปอีก แถมจรวด Delta IV Heavy ก็ดันปลดประจำการไปตั้งแต่ปี 2024 คำสั่งซื้อท่อนจรวด ICPS ก็มีแค่สามท่อน การจะกลับไปเปิดสายการผลิตในการสร้างท่อนจรวดที่เลิกสร้างไปแล้วก็ดูจะเป็นการสร้างภาระให้กับงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนโดยใช่เหตุ
แต่เนื่องด้วยการมาถึงของจรวด Vulcan Centaur ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เทคนิคการสร้างจรวดนั้นใช้ต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้ท่อนจรวด Centur V ก็ได้รับผลพลอยได้ในการสร้างที่ใช้ต้นทุนน้อยลงตามไปได้ ทำให้การดัดแปลงการสร้างท่อนจรวด Centaur V สำหรับจรวด SLS ก็อาจจะไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงขนาดนั้นแถม Vulcan Centaur ก็น่าจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี ทำให้ท่อนจรวด EUS และจรวด SLS Block 1B อาจจะรอไปก่อนเพื่อให้ทุกอย่างพร้อมกว่านี้ได้อีกซักพักหนึ่ง ถ้านี่เป็นจรวดรุ่นคั่นกลางระหว่าง SLS Block 1 กับ Block 1B จริง เราก็อาจจะได้ชื่อจรวด SLS Configuration ใหม่นี้ว่า SLS Centaur ก็ได้ เป็นไปตามที่ Jared Isaacman บอกไว้ว่าพวกเขาต้องการระบบที่ลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นและปล่อยได้มากขึ้น

แต่นั่นไม่ได้แปลว่า SLS Block 1B กับ Block 2 จะหายไปเลย เพราะอย่าลืมว่าโมดูลของสถานี Lunar Gateway ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาจรวดสองรุ่นนี้อยู่ ตามแผนเดิม เปิดแผน Artemis IV ภารกิจสร้าง Lunar Gateway ทำให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า NASA ไม่มีทางโยนจรวด SLS ทั้งสองรุ่นทิ้งไป เว้นแต่ว่า Starship ของ SpaceX นั้นจะได้รับ Certified ในการส่งของขนาดใหญ่ไปดวงจันทร์ได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่แน่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในช่วงหลังจากนี้อีกสามปี
ส่วนนอกจาก SLS พร้อมท่อนจรวด Centaur V ในภาพแล้วเรื่องฐานที่มั่นบนพื้นผิวของดวงจันทร์ก็อาจจะดูได้รับความสำคัญมากกว่าสถานี Lunar Gateway ที่ถูกวางแผนให้เป็นจุดแวะพักของเหล่านักบินอวกาศก่อนการลงจอดบนพื้นผิวของดังจันทร์ แสดงให้เห็นว่าการสร้างฐานที่มั่นระยะยาวบนพื้นผิวของดวงจันทร์ก็ดูจะได้รับความสำคัญโดย NASA ไม่ต่างจากฐานที่มั่นของโครงการ Interational Lunar Research Station จากฝั่งของจีน ในส่วนของการลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ NASA ได้คาดหวังให้มีการลงจอดลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ถึงสองครั้งด้วยกันภายในปี 2028 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเมื่อปี 1969 ที่ทาง NASA ได้ส่งยานสองลำไปลงจอดบนดวงจันทร์ในภารกิจ Apollo 11 และ Apollo 12 เอาเป็นว่าสามปีต่อจากนี้โครงการอวกาศฝั่งสหรัฐฯ คงมีความคึกคักมากขึ้นแน่ ๆ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co