Artemis II นั้นเป็นภารกิจที่น่าจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการส่งมนุษย์ไปวนรอบดวงจันทร์อีกครั้งนับตั้งแต่โครงการ Apollo ที่สิ้นสุดในปี 1972 โดยนี่จะเป็นครั้งแรกในโปรแกรม Artemis ที่จะมีการส่งมนุษย์จริง ๆ เดินทางไปพร้อมกับยาน Orion ยานอวกาศรุ่นใหม่ล่าสุดของ NASA เพื่อทดสอบระบบ Life Support System และเทคโนโลยีต่าง ๆ ว่าพร้อมแค่ไหนสำหรับการพาเราไปตั้งรกรากบนดวงจันทร์ในอนาคต

ภารกิจนี้ไม่ได้เน้นไปที่การลงจอดบนพื้นผิวแต่เป็นการบินทดสอบแบบ Crewed Lunar Flyby หรือการบินโฉบอ้อมทางด้านหลังของดวงจันทร์ด้วยเส้นทางแบบวิถีโค้งส่งกลับโลกโดยอิสระ หรือ Free Return Trajectory ซึ่งหมายความว่ายานจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวกลับมายังโลกโดยอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือทั้งสี่คน โดยลูกเรือทั้ง 4 คนนั้นก็ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen
ตารางการปล่อยภารกิจ Artemis II และช่วงเวลา
หรับตารางการปล่อยล่าสุดในปี 2026 นี้ NASA ได้กำหนดวันปล่อยเป้าหมายไว้เร็วที่สุดคือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 โดยหน้าต่างการปล่อย หรือ Launch Window ในรอบแรกจะเปิดตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 10 กุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนี้ความตื่นเต้นกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา จรวด SLS หรือ Space Launch System ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากอาคารประกอบ หรือ Vehicle Assembly Building มาตั้งตอยู่ที่ฐานปล่อย LC-39B ใน NASA Kennedy Space Center เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อ่านข่าวการเคลื่อนย้ายจรวด SLS มายังฐานปล่อยได้ที่ NASA เคลื่อนย้ายจรวด SLS สำหรับ Artemis II ออกมาตั้ง ณ ฐานปล่อยแล้ว
| Launch Window (นาที) | วันที่ | เวลา ณ ฐานปล่อย | เวลาประเทศไทย | สถานะ |
| 120 | วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 | 21:41 (แสงค่ำ) | 08:41 (เช้าวันถัดไป) | รอประกาศอย่างเป็นทางการ |
| 120 | วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 | 22:46 (แสงค่ำ) | 09:46 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 | 23:20 (แสงค่ำ) | 10:20 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 | 00:06 (แสงค่ำ) | 11:06 (เช้าวันเดียวกัน) | |
| 120 | วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 | 01:05 (กลางคืน) | 12:05 (เที่ยงวันเดียวกัน) | |
| 120 | วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2026 | 20:29 (แสงค่ำ) | 09:29 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2026 | 20:57 (แสงค่ำ) | 09:57 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2026 | 22:56 (แสงค่ำ) | 11:56 (เช้าวันถัดไป) | |
| 115 | วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2026 | 23:52 (แสงค่ำ) | 12:52 (เที่ยงวันถัดไป) | |
| 120 | วันพุธที่ 1 เมษายน 2026 | 18:24 (แสงเย็น) | 07:24 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2026 | 20:00 (แสงค่ำ) | 09:00 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2026 | 20:53 (แสงค่ำ) | 09:53 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2026 | 21:40 (แสงค่ำ) | 10:40 (เช้าวันถัดไป) | |
| 120 | วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2026 | 22:36 (แสงค่ำ) | 11:36 (เที่ยงวันถัดไป) | |
| 120 | วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2026 | 18:06 (แสงเย็น) | 07:06 (เช้าวันถัดไป) |
หากการทดสอบเติมเชื้อเพลิงครั้งสุดท้ายหรือ Wet Dress Rehearsal ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ผ่านไปได้ด้วยดี เราก็จะได้เห็นการพามนุษย์กลุ่มแรกในรอบกว่า 50 ปีมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ในช่วงเช้าตามเวลาในประเทศไทย การเดินทางในครั้งนี้จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 10 วัน ข้อมูลทุกอย่างที่ได้จากการที่มนุษย์เข้าไปนั่งอยู่ในยานจริง ๆ จะถูกนำไปใช้เตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ Artemis III ที่จะเป็นการลงจอดบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ต่อไป
รู้จักยาน Orion บ้านของนักบินอวกาศตลอดสิบวันของการเดินทาง
ยานอวกาศ Orion คือยานพาหนะล้ำสมัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อการสำรวจห้วงอวกาศลึก หรือ Deep Space โดยเฉพาะ ซึ่งหากมองจากภายนอกจะเห็นรูปทรงกรวยคว่ำที่ดูเรียบง่ายเหมือนในยุค Apollo แต่แฝงไปด้วยเทคโนโลยีการป้องกันความร้อนระดับสูงสุด
ตัวยานประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ Crew Module หรือโมดูลลูกเรือที่มีหน้าที่ปกป้องมนุษย์ และ European Service Module หรือโมดูลบริการจากยุโรปที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจในการส่งกำลังบำรุง ทั้งพลังงานไฟฟ้าผ่านแผงโซลาร์เซลล์รูปปีกสี่กาง และระบบขับดันที่ใช้เครื่องยนต์หลักในการปรับทิศทาง ผิวสัมผัสภายนอกของยานถูกเคลือบด้วยวัสดุสะท้อนแสงสีเงินแวววาวเพื่อช่วยระบายความร้อนจากดวงอาทิตย์ เจาะลึก European Service Module จาก Airbus และ ESA กับการร่วมมือในโครงการ Artemis

ในขณะที่ส่วนฐานล่างสุดคือ Heat Shield หรือเกราะกันความร้อนที่ทำจากวัสดุฉนวน Avcoat ซึ่งเป็นด่านหน้าในการเผชิญกับอุณหภูมิเฉียด 3,000 องศาเซลเซียสเมื่อต้องเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลกในขากลับ การออกแบบภายนอกนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างอากาศพลศาสตร์และความทนทานต่อสภาวะสุดขั้วในอวกาศได้อย่างลงตัว

ด้านในพื้นที่ใช้สอยขนาดประมาณ 9 ลูกบาศก์เมตร ลูกเรือทั้งสี่คนจะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่เรียกว่า Glass Cockpit ซึ่งเต็มไปด้วยหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัลความละเอียดสูงและแผงควบคุมที่ลดการใช้ปุ่มกดแบบกลไกให้น้อยที่สุดเพื่อความคล่องตัว ภายในยานมีที่นั่งสี่ตำแหน่งที่สามารถปรับเอนได้ แมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระ อาหาร และชุดอวกาศไว้อย่างเป็นสัดส่วน โดยมีระบบ Environmental Control หรือระบบควบคุมสภาพแวดล้อมคอยหมุนเวียนอากาศและรักษาอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลา
แม้พื้นที่ข้างในจะดูจำกัดสำหรับการใช้ชีวิตนานสิบวัน แต่การจัดวางที่เน้นความโปร่งใสของหน้าต่างทั้งสี่บานช่วยให้ลูกเรือไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป และยังทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นวิวของโลกและดวงจันทร์ได้แบบพาโนรามา
ย้อนมอง Artemis I กับการทดสอบครั้งแรกในปี 2022
ภารกิจ Artemis I เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2022 ณ ฐานปล่อย LC-39B โดยเป็นการทดสอบแบบไร้คนขับเพื่อพิสูจน์ขีดความสามารถของจรวด Space Launch System และยาน Orion ในสภาวะแวดล้อมจริงของห้วงอวกาศ
ยาน Orion ได้เดินทางเข้าสู่วงโคจรแบบ Distant Retrograde Orbit หรือวงโคจรย้อนกลับระยะไกลรอบดวงจันทร์ ซึ่งทำให้ยานทำสถิติเป็นยานอวกาศที่ออกแบบมาเพื่อมนุษย์ที่เดินทางไปได้ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยระยะทาง 432,210 กิโลเมตรจากโลก ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจ 25 วัน ระบบต่าง ๆ ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะประสิทธิภาพของ Heat Shield หรือเกราะกันความร้อนในขณะที่ยานทำ Reentry กลับสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 39,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากนั้นยานจะตกลงในมหาสมุทร Pacific Ocean หรือการทำ Splashdown เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2022 ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบครั้งนี้ทำให้วิศวกรพบประเด็นสำคัญเรื่องการสึกหรอของวัสดุเกราะกันความร้อนที่หลุดออกมาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ในบางจุด ซึ่งถือเป็นข้อมูลล้ำค่าที่นำไปสู่การปรับปรุงความปลอดภัยสำหรับลูกเรือในภารกิจถัดไป
ปัญหาความล่าช้า และการเลื่อนการปล่อย
ถึงแม้ความสำเร็จของ Artemis I จะเกิดขึ้น แต่เส้นทางสู่ Artemis II นั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะ NASA จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยจากกำหนดการเดิมในปี 2024 มาเป็นปี 2025 ในข่าว NASA เลื่อน Artemis II เป็น 2025 และการลงจอดเลื่อนเป็นปี 2026 ก่อนที่จะมีการเลื่อนอีกครั้งมาเป็นช่วงต้นปี 2026 นี้เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่สำคัญหลายประการ โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่องของ Heat Shield หรือเกราะกันความร้อนของยาน Orion ซึ่งจากการตรวจสอบหลังจบภารกิจ Artemis I วิศวกรพบว่าวัสดุฉนวนที่เรียกว่า Avcoat เกิดการหลุดร่อนในลักษณะที่เรียกว่า Spallation หรือการที่เนื้อวัสดุหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ แทนที่จะระเหยไปอย่างช้า ๆ ตามที่ได้ออกแบบไว้ ตามข่าว NASA เลื่อนภารกิจ Artemis II ไปเป็นปี 2026 หลังพบปัญหาแผ่นกันความร้อนของยาน Orion

สาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากการที่วัสดุมีความสามารถในการระบายแก๊ส หรือ Permeability ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เมื่อยานเสียดสีกับชั้นบรรยากาศในขณะทำ Reentry หรือการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความร้อนสูง แก๊สที่เกิดขึ้นภายในชั้นวัสดุจึงถูกกักขังไว้จนเกิดความดันมหาศาลและดันให้เนื้อ Avcoat แตกออกเป็นหลุมลึก แม้ว่าความหนาของฉนวนที่เหลืออยู่จะยังเพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัยของลูกเรือ แต่ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ NASA ต้องใช้เวลาในการสืบสวนหาสาเหตุนานนับปี จนสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าจะใช้การปรับเปลี่ยนเส้นทางการกลับสู่โลกให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Modified Entry Trajectory แทนการรื้อถอนและติดตั้ง Heat Shield ใหม่ซึ่งจะใช้เวลานานเกินไป
นอกจากเรื่องของเกราะกันความร้อนแล้ว ภารกิจนี้ยังเผชิญกับความท้าทายในระบบประคองชีพ หรือ Life Support System โดยเฉพาะในส่วนของ Environmental Control and Life Support System หรือ ECLSS ที่พบข้อบกพร่องในวงจรไฟฟ้าของวาล์วมอเตอร์ที่ใช้ในระบบกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 Scrubbers รวมถึงปัญหาด้านระบบไฟฟ้าในส่วนของแบตเตอรี่ภายใน Launch Abort System หรือระบบยกเลิกการปล่อยตัวในกรณีฉุกเฉิน ซึ่ง NASA มองว่าหัวใจสำคัญของการส่งมนุษย์ไปอวกาศคือการที่ลูกเรือต้องกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ดังนั้นการเลื่อนการปล่อยออกไปเพื่อตรวจสอบและแก้ไขระบบเหล่านี้ให้สมบูรณ์ที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลตามหลักวิศวกรรมและความเป็นมนุษย์ที่ให้คุณค่ากับชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด
ลูกเรือในภารกิจ Artemis II
การประกาศรายชื่อลูกเรือในภารกิจ Artemis II เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2023 ณ ศูนย์อวกาศ Johnson Space Center ในเมือง Houston รัฐเท็กซัส ตามที่เราได้รายงานไปใน เผยรายชื่อนักบินอวกาศ Artemis II ได้แก่ Koch, Hansen, Glover, Wiseman เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ NASA ได้เผยโฉมมนุษย์สี่คนแรกที่จะเดินทางไปไกลเกินกว่า Low Earth Orbit หรือวงโคจรต่ำของโลกในรอบกว่า 5 ทศวรรษ ลูกเรือชุดนี้ประกอบด้วยนักบินอวกาศจาก NASA จำนวนสามคน และนักบินอวกาศจาก CSA หรือ Canadian Space Agency อีกหนึ่งคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์และเรื่องราวที่น่าสนใจ
Reid Wiseman
เขาจะรับหน้าที่เป็น Commander หรือผู้บัญชาการภารกิจในครั้งนี้ โดย Reid Wiseman เป็นนักบินทดสอบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ NASA ในปี 2009 เขาเคยเดินทางไปปฏิบัติภารกิจบนอวกาศมาแล้วหนึ่งครั้งในภารกิจ Expedition 40/41 บนสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2014 เป็นเวลา 165 วัน โดยเขาเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอเรื่องราวชีวิตบนอวกาศผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างน่าสนใจ และยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง Chief of the Astronaut Office หรือหัวหน้าสำนักงานนักบินอวกาศ ซึ่งทำให้เขามีทักษะในการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำที่สูงมากสำหรับภารกิจที่ซับซ้อนนี้

Victor Glover
เขาจะรับหน้าที่เป็น Pilot หรือนักบินประจำยาน Orion โดย Victor Glover เป็นนักบินอวกาศผิวสีคนแรกที่จะเดินทางไปสู่ดวงจันทร์ เขาเคยเดินทางไปอวกาศมาแล้วหนึ่งครั้งในฐานะนักบินของภารกิจ SpaceX Crew-1 ในปี 2020 ซึ่งเป็นภารกิจส่งลูกเรือเชิงพาณิชย์ครั้งแรกสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เขาใช้เวลาอยู่บนสถานีอวกาศนานถึง 168 วัน และผ่านการทำ Spacewalk หรือการออกไปเดินในอวกาศมาแล้วสี่ครั้ง Victor ถูกพูดถึงอย่างมากในเรื่องของทักษะการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมและความสามารถในการถ่ายทอดประสบการณ์อวกาศด้วยมุมมองที่ลึกซึ้งและสร้างแรงบันดาลใจ
ทีมงานสเปซทีเอช เคยสัมภาษณ์พิเศษกับ Victor Glover และเผยแพร่ใน สัมภาษณ์พิเศษ Victor Glover มนุษย์กลุ่มแรกที่จะกลับไปดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis II ซึ่งเขาได้พูดถึงอาหารไทยจานโปรด และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประเทศไทย

Christina Koch
เธอจะรับหน้าที่เป็น Mission Specialist หรือผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ Christina Koch เป็นวิศวกรไฟฟ้าที่สร้างชื่อเสียงจากการถือครองสถิติผู้หญิงที่ใช้ชีวิตในอวกาศติดต่อกันยาวนานที่สุดถึง 328 วัน ในช่วงปี 2019 ถึง 2020 และเธอยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ทำ All-female Spacewalk หรือการเดินอวกาศโดยผู้หญิงล้วนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเดินทางไปกับ Artemis II ในครั้งนี้จะทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เดินทางไปถึงบริเวณรอบดวงจันทร์

Jeremy Hansen
เขาจะรับหน้าที่เป็น Mission Specialist อีกหนึ่งคน และถือเป็นตัวแทนจากประเทศแคนาดาที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะชาวแคนาดาคนแรกที่เดินทางออกนอกวงโคจรโลกไปสู่ดวงจันทร์ โดย Jeremy Hansen เป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศแคนาดา และแม้ว่าภารกิจ Artemis II จะเป็นการเดินทางไปอวกาศครั้งแรกของเขา แต่เขาก็มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ NASA มาอย่างยาวนาน ทั้งการรับหน้าที่เป็น Capcom หรือผู้ติดต่อสื่อสารระหว่างภาคพื้นดินกับสถานีอวกาศ และการเป็นชาวแคนาดาคนแรกที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคลาสนักบินอวกาศของ NASA ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่หน่วยงานอวกาศทั่วโลกมีต่อตัวเขา

ลูกเรือสำรองและทีม Capcom ที่จะสื่อสารกับลูกเรือ
นอกเหนือจากลูกเรือตัวจริงทั้งสี่คนแล้ว ภารกิจนี้ยังมีทีมสนับสนุนที่สำคัญอย่าง Backup Crew หรือลูกเรือสำรองซึ่งประกอบด้วย Andre Douglas จาก NASA และ Jenni Gibbons จาก CSA หรือองค์การอวกาศแคนาดา โดยทั้งคู่ต้องเข้ารับการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นในทุกขั้นตอนร่วมกับลูกเรือหลักเพื่อให้มีความพร้อมในระดับสูงสุดที่สามารถสลับตัวเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับลูกเรือคนใดคนหนึ่ง

การมี Backup Crew ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการด้านความปลอดภัย แต่ยังเป็นการขยายฐานองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำภารกิจระดับ Deep Space หรืออวกาศห้วงลึกให้กว้างขวางขึ้นภายในสำนักงานนักบินอวกาศเพื่อให้มีคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับภารกิจอื่น ๆ ในอนาคตอีกด้วย

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการสื่อสารระหว่างการเดินทางคือตำแหน่ง Capcom หรือ Capsule Communicator ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสียงเดียวที่จะพูดคุยโดยตรงกับลูกเรือจาก Mission Control หรือห้องควบคุมภารกิจใน Houston โดยในภารกิจ Artemis II นี้จะได้นักบินอวกาศผู้เชี่ยวชาญอย่าง Stan Love มาทำหน้าที่เป็น Lead Capcom หรือหัวหน้าผู้ติดต่อสื่อสารหลัก ซึ่งตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกลั่นกรองข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อนจากทีม Flight Controller ให้กลายเป็นคำแนะนำที่สั้นและกระชับเพื่อให้ลูกเรือสามารถตัดสินใจและปฏิบัติงานได้อย่างแม่นยำท่ามกลางสภาวะกดดันในระหว่างการเดินทางโอบล้อมดวงจันทร์ ซึ่งการใช้นักบินอวกาศด้วยกันเองมาทำหน้าที่นี้จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างโลกและอวกาศมีความเข้าใจในบริบทของกันและกันมากที่สุด
ลำดับเหตุการณ์การประกอบจรวด SLS และยาน Orion
จุดเริ่มต้นที่สำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2024 เมื่อส่วนของ Core Stage หรือโครงสร้างหลักของจรวด SLS ลำที่สองในประวัติศาสตร์เดินทางมาถึง NASA Kennedy Space Center ด้วยเรือบรรทุกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Pegasus หลังจากเดินทางผ่านเส้นทางน้ำมาจากฐานการผลิต Michoud Assembly Facility ในรัฐหลุยเซียอานา ซึ่งทีมวิศวกรได้ทำการเคลื่อนย้ายมันเข้าไปเตรียมความพร้อมภายในอาคาร Vehicle Assembly Building

เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2024 กระบวนการที่เรียกว่า Stacking หรือการวางเรียงซ้อนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการที่อาคาร Vehicle Assembly Building โดยทีมงานเริ่มจากการติดตั้งส่วนล่างสุดของ Solid Rocket Booster หรือจรวดช่วยส่งเชื้อเพลิงแข็งจำนวนสองแท่งลงบน Mobile Launcher ชิ้นส่วนของ Booster แต่ละท่อนซึ่งบรรจุเชื้อเพลิงแข็งไว้ภายในถูกยกและวางซ้อนกันทีละชั้นอย่างประณีตจนครบทั้ง 10 ส่วน การประกอบส่วนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากน้ำหนักที่มหาศาลและความสำคัญในการรักษาศูนย์ถ่วงของตัวจรวดทั้งหมด NASA เริ่มประกอบจรวด SLS สำหรับภารกิจ Artemis II
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทีมงานสเปซทีเอชได้เดินทางไปยัง NASA Kennedy Space Center เพื่อชมการประกอบดังกล่าว โดยได้เล่าไว้ในบทความ NASA พาทีมงานสเปซทีเอช ชมการประกอบจรวด SLS ในอาคาร VAB

จนกระทั่งในเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมานี้เอง คือช่วงเวลาของเหตุการณ์สำคัญเมื่อวิศวกรทำการเคลื่อนย้าย Core Stage จาก High Bay 2 ข้ามไปยัง High Bay 3 ซึ่งมี Mobile Launcher หรือฐานปล่อยแบบเคลื่อนที่รออยู่ โดยเครนได้ยกตัวจรวดขึ้นก่อนจะหย่อนลงไประหว่างกลางของ Solid Rocket Booster ทั้งสองข้างที่ถูกประกอบรอไว้ก่อนหน้าแล้ว
ในเดือนเดียวกันนั้นยาน Orion หรือยานอวกาศที่จะใช้บรรทุกลูกเรือทั้งสี่คนก็ได้เดินทางมาสมทบที่อาคาร VAB หลังจากผ่านกระบวนการทดสอบระบบประคองชีพและติดตั้งเกราะกันความร้อนอย่างละเอียด ยาน Orion ถูกยกขึ้นวางไว้ที่จุดสูงสุดของจรวด SLS และทำการติดตั้ง Launch Abort System หรือระบบยกเลิกการปล่อยตัวครอบทับไว้อีกชั้นหนึ่ง การรวมร่างในครั้งนี้ทำให้จรวดมีความสูงรวมกว่า 98 เมตร และเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการประกอบในเชิงโครงสร้าง พร้อมเข้าสู่ช่วงเวลาของการทดสอบความเข้ากันได้ของระบบซอฟต์แวร์และการสื่อสารทั้งหมดระหว่างยานและจรวด NASA ประกอบจรวด SLS และ Orion เสร็จแล้ว เตรียมปล่อย Artemis II ก่อนเดือนเมษายน 2026

จนกระทั่งในเดือน January 2026 ที่ผ่านมานี้เอง จรวด SLS และยาน Orion ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากอาคาร VAB ด้วยรถ Crawler-Transporter 2 หรือรถลำเลียงตีนตะขาบขนาดใหญ่เพื่อมุ่งหน้าสู่ฐานปล่อย Launch Pad 39B การเดินทางระยะทางไม่กี่กิโลเมตรนี้ใช้เวลานานนับสิบชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
Wet Dress Reharsal กิจกรรมชี้ชะตาการปล่อย
กิจกรรม Wet Dress Rehearsal หรือการซ้อมเติมเชื้อเพลิงและนับถอยหลังเสมือนจริง คือขั้นตอนที่ถือว่าน่ากังวลที่สุดก่อนการปล่อยยานจริง โดยเฉพาะกับจรวดที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Space Launch System หรือ SLS เพราะระบบทั้งหมดของจรวดและฐานปล่อย Mobile Launcher จะต้องทำงานร่วมกันภายใต้สภาวะอุณหภูมิติดลบสุดขั้ว การซ้อมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบซอฟต์แวร์ แต่เป็นการอัด Liquid Hydrogen และ Liquid Oxygen ปริมาณมหาศาลกว่า 2.6 ล้านลิตร เข้าไปในตัวจรวด เพื่อดูว่าระบบท่อ วาล์ว และเซนเซอร์นับหมื่นตัวจะตอบสนองอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับ Thermal Stress หรือความเครียดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนจากอากาศร้อนชื้นของรัฐ ฟลอริดาไปสู่จุดเยือกแข็งในชั่วพริบตา หากมีจุดใดจุดหนึ่งทำงานผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว นั่นอาจหมายถึงความล้มเหลวของภารกิจทั้งหมดได้ทันที
หากเราย้อนกลับไปดูบทเรียนจาก Artemis I จะพบว่าตารางการปล่อยที่เคยตั้งไว้ต้องพังทลายลงหลายต่อหลายครั้งก็เพราะเจ้ากิจกรรม WDR นี่เอง ในครั้งนั้น NASA ต้องพยายามทำ WDR ถึง 4 ครั้งใหญ่ ๆ ตลอดช่วงเดือนเมษายน ถึง มิถุนายน 2022 กว่าจะผ่านไปได้ SLS ผ่าน Wet Dress Rehearsal เตรียมย้ายกลับไปที่ VAB รอการปล่อยในเดือนสิงหาคม 2022

ปัญหาที่กลายเป็นฝันร้ายของวิศวกรคือเรื่องของ Hydrogen Leak หรือการรั่วไหลของไฮโดรเจนบริเวณรอยต่อที่เรียกว่า Quick Disconnect ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างท่อเชื้อเพลิงจากฐานปล่อยเข้าสู่ตัวจรวด เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีโมเลกุลเล็กที่สุดในจักรวาล มันจึงสามารถเล็ดลอดผ่านรอยซีลหรือช่องว่างขนาดเล็กจิ๋วที่เกิดขึ้นจากการหดตัวของโลหะเมื่อสัมผัสความเย็นจัดได้ง่ายมาก บั๊กทางกายภาพนี้เองที่ทำให้การนับถอยหลังต้องหยุดชะงักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทีมงานต้องปรับปรุงระบบซีลและวิธีการเติมเชื้อเพลิงใหม่ทั้งหมดสำหรับ Artemis II เราได้รายงานไว้ในบทความ ปัญหา Wet Dress Rehearsal ที่แสดงถึงความดันทุรังของ SLS
สิ่งที่น่ากังวลและอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ไม่ได้มีแค่เรื่องการรั่วไหลของเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความเสถียรของระบบ Ground Support Equipment หรืออุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินที่ต้องส่งแรงดันแก๊สไนโตรเจนไปควบคุมวาล์วต่าง ๆ ภายในตัวจรวด รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Ground Launch Sequencer ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการนับถอยหลังโดยอัตโนมัติในช่วง 10 นาทีสุดท้าย
หากเซนเซอร์ตรวจพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ระบบจะสั่ง Hold หรือหยุดการนับถอยหลังทันทีเพื่อความปลอดภัย การซ้อมครั้งนี้จึงเป็นการชี้ชะตาว่ากำหนดการปล่อยในแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะหาก WDR พบปัญหาใหญ่จนต้องแก้ไขหน้างาน ตารางเวลาที่วางไว้อย่างประณีตก็จะเกิดการ Delay หรือการเลื่อนออกไปแบบเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าความกดดันในห้อง Mission Control ตอนนี้คงพุ่งสูงทะลุเพดานแน่นอน
การปล่อย วงโคจร และการเดินทาง
ภารกิจ Artemis II เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการที่อาคาร Neil Armstrong Operations and Checkout Building เมื่อลูกเรือทั้งสี่คนสวมชุดอวกาศสีส้มสดใสที่เรียกว่า Orion Crew Survival System ก่อนจะก้าวขึ้นรถ Astrovan เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานปล่อย LC-39B เมื่อถึงฐานปล่อย ลูกเรือจะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดและเข้าสู่พื้นที่ที่เรียกว่า White Room ซึ่งเป็นห้องสะอาดจุดสุดท้ายก่อนเข้าสู่ตัวยาน โดยมีทีม Closeout Crew หรือเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยคอยช่วยเหลือในการรัดสายเข็มขัดและตรวจสอบระบบสื่อสารภายใน Orion ในขณะที่บรรยากาศภายในห้อง Mission Control จะเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่เป็นระเบียบ โดยมี Launch Director หรือผู้อำนวยการบินคอยรับฟังการยืนยันความพร้อม หรือการทำ Poll สำหรับสถานะ GO หรือ NO-GO จากทุกหน่วยงานก่อนที่การนับถอยหลังจะสิ้นสุดลง
อ่านรายละเอียดก่อนการปล่อยในบทความ สรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันปล่อย Artemis II และชมบรรยากาศการซ้อมขึ้นยาน

ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสุดท้ายที่จะชี้ชะตาการทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าคือ Charlie Blackwell-Thompson ซึ่งดำรงตำแหน่ง Launch Director หรือผู้อำนวยการการปล่อยตัวของภารกิจ Artemis II โดยเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้มาตั้งแต่ภารกิจ Artemis I ความรับผิดชอบของเธอนั้นครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการทีมงานฝ่ายเทคนิคนับพันคนภายในห้อง Firing Room ณ ศูนย์อวกาศ Kennedy Space Center ไปจนถึงการเป็นผู้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเพียงหนึ่งเดียวในการให้สัญญาณ Go สำหรับการปล่อยจริง ๆ

เมื่อนาฬิกานับถอยหลังแตะที่ T-0 จรวด Space Launch System จะเริ่มจุดเครื่องยนต์ RS-25 จำนวนสี่เครื่องพร้อมกับ Solid Rocket Booster หรือจรวดช่วยส่งเชื้อเพลิงแข็งสองข้างเพื่อสร้างแรงขับมหาศาลพายานทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยประมาณ 2 นาที หลังการปล่อย จรวดช่วยส่งเชื้อเพลิงแข็งจะแยกตัวออกมาและตกลงสู่มหาสมุทร และเมื่อถึงเวลาประมาณ 8 นาที หลังการปล่อย เครื่องยนต์หลักของ Core Stage หรือโครงสร้างหลักจะดับลงและแยกตัวออกไป ทิ้งให้ยาน Orion และเครื่องยนต์ส่วนบนอย่าง Interim Cryogenic Propulsion Stage หรือ ICPS อยู่ในวงโคจรเริ่มต้นรอบโลกเพื่อทำการตรวจสอบระบบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มขั้นตอนการเดินทางสู่ดวงจันทร์จริง ๆ
หน้าที่การควบคุมภารกิจจะถูกส่งต่อจากทีม Launch Director ที่รัฐฟลอริดา ไปยังศูนย์อวกาศ Johnson Space Center ในเมือง Houston รัฐเท็กซัส ทันที โดยทีมงานในห้อง Mission Control Center หรือ MCC จะรับไม้ต่อในการติดตามข้อมูล Telemetry และการบริหารจัดการวิถีวงโคจรทั้งหมดต่อจากนี้ไปจนจบภารกิจ
Flight Director และ Flight Operation
สำหรับภารกิจประวัติศาสตร์อย่าง Artemis II นี้ NASA ได้คัดเลือกทีม Flight Director ทั้งหมด 5 คน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานในห้อง Mission Control Center ณ เมือง Houston รัฐ Texas ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงระยะเวลา 10 วันของภารกิจ โดยมี Jeff Radigan หรือเจ้าของรหัสเรียกขาน Resolute Flight รับหน้าที่เป็น Lead Flight Director ซึ่งเป็นผู้ดูแลภาพรวมของภารกิจทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ Jeff มีประสบการณ์ทำงานใน NASA มากว่า 20 ปี และผ่านการควบคุมภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติมาอย่างโชกโชน

การบริหารจัดการในห้อง Mission Control จะถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาสำคัญตามความเชี่ยวชาญของ Flight Director แต่ละคน โดยมี Judd Frieling รับหน้าที่เป็น Lead Ascent Flight Director ซึ่งจะดูแลในช่วงเวลาวิกฤตที่สุดอย่างการปล่อยยานและการทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ หรือช่วง Ascent จนกระทั่งยาน Orion แยกตัวออกจากจรวดส่วนบนอย่าง Interim Cryogenic Propulsion Stage หรือ ICPS และเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของภารกิจ Rick Henfling จะรับบทบาทเป็น Lead Entry Flight Director เพื่อดูแลขั้นตอนการ Reentry หรือการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและการ Splashdown ลงสู่มหาสมุทรอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมี Zebulon Scoville และ Allison Bolinger มาร่วมทีมเพื่อสลับสับเปลี่ยนเวรยามเพื่อให้การควบคุมภารกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก

การที่ NASA เลือกทีม Flight Director ถึง 5 คนนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อการสลับกะการทำงานเท่านั้น แต่เป็นการรวบรวมความเชี่ยวชาญที่หลากหลายมาไว้ด้วยกันเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบในอวกาศห้วงลึก ทีมงานที่ Houston นี้เองที่จะเป็นผู้อนุมัติขั้นตอนสำคัญอย่าง Trans-Lunar Injection หรือการจุดเครื่องยนต์เพื่อมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ และเป็นที่ปรึกษาหลักให้กับลูกเรือในทุกฝีก้าว การทำงานสอดประสานกันของคนทั้ง 5 นี้คือการพิสูจน์ถึงระบบการบริหารจัดการที่เน้นเหตุผลและความปลอดภัยสูงสุด

ลำดับเหตุการณ์หลังจากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของลูกเรือ
- ช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังการปล่อย ยาน Orion จะยังไม่มุ่งหน้าไปดวงจันทร์ทันที แต่จะโคจรอยู่รอบโลกในวงโคจรที่เรียกว่า High Earth Orbit หรือวงโคจรโลกในระดับสูง ซึ่งมีจุดสูงสุด หรือ Apogee อยู่ห่างจากโลกหลายหมื่นกิโลเมตร ในช่วงเวลานี้ลูกเรือจะทำการทดสอบ Proximity Operations หรือการควบคุมยานในระยะใกล้ร่วมกับเครื่องยนต์ ICPS เพื่อฝึกฝนทักษะการบังคับมือเผื่อกรณีฉุกเฉินในอนาคต และเป็นการตรวจสอบว่าระบบ Environmental Control หรือระบบควบคุมสภาพแวดล้อมภายในยานทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบก่อนจะตัดขาดจากโลก
- ประมาณ 24 หลังการปล่อย เมื่อทุกระบบได้รับการยืนยันว่าพร้อม เครื่องยนต์ ICPS จะทำการจุดระเบิดครั้งสำคัญที่เรียกว่า Trans-Lunar Injection หรือการฉีดเข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ เพื่อส่งยาน Orion หลุดจากแรงโน้มถ่วงของโลกและพุ่งตรงสู่เป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปกว่าสี่แสนกิโลเมตร
- ประมาณ 4 วัน หลังการปล่อย ยาน Orion จะเดินทางถึงจุดที่ใกล้ดวงจันทร์ที่สุด โดยจะทำการบินโฉบทางด้านหลังของดวงจันทร์ที่ระยะความสูงประมาณ 10,300 กิโลเมตรจากพื้นผิว ภารกิจนี้ใช้เส้นทางแบบ Free Return Trajectory หรือวิถีโค้งส่งกลับโลกโดยอิสระ ซึ่งหมายความว่าแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนหนังสติ๊กที่เหวี่ยงยานให้วนกลับมาหาโลกได้เองโดยอัตโนมัติ แม้เครื่องยนต์หลักจะขัดข้องในระหว่างนี้
- ประมาณ 10 วัน หลังการปล่อย หลังจากใช้เวลาเดินทางกลับโลกอีกประมาณ 4-5 วัน ยาน Orion จะทำการแยกตัวออกจาก Service Module และหันส่วนเกราะกันความร้อนเข้าหาชั้นบรรยากาศโลกเพื่อทำ Reentry หรือการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนจะกางร่มชูชีพเพื่อทำการ Splashdown หรือการตกกระทบผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อจบภารกิจประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์
ลูกเรือจะทำอะไรในขณะเดินทาง
การใช้ชีวิตอยู่ภายในยาน Orion ตลอดระยะเวลา 10 วันนั้นมีความแตกต่างจากการใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติ อย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดเพียงประมาณ 9 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับรถเอสยูวีคันใหญ่ ๆ เท่านั้น ภารกิจหลักของลูกเรือในช่วงแรกคือการทดสอบระบบที่เรียกว่า Proximity Operations หรือการควบคุมยานในระยะใกล้ โดยหลังจากแยกตัวออกจากเครื่องยนต์ ICPS ลูกเรือจะใช้การบังคับด้วยมือ หรือ Manual Piloting เพื่อฝึกซ้อมการนำยานเข้าใกล้และถอยห่างจากเครื่องยนต์ส่วนบน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อยานในภารกิจ Artemis III ในอนาคต นอกจากนี้ลูกเรือต้องคอยตรวจสอบระบบ Environmental Control and Life Support System หรือระบบควบคุมสภาพแวดล้อมและประคองชีพอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าระบบกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์และความดันอากาศภายในห้องโดยสารทำงานได้ดีเยี่ยมในสภาวะที่มีมนุษย์อยู่จริงสี่คน

สำหรับการดูแลสุขภาพในสภาวะไร้น้ำหนัก ลูกเรือจำเป็นต้องออกกำลังกายทุกวันเพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของมวลกระดูก แม้ยาน Orion จะมีพื้นที่น้อยแต่ NASA ได้ติดตั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายแบบพิเศษที่เรียกว่า Flywheel ซึ่งใช้แรงต้านจากความเฉื่อยในการช่วยให้ลูกเรือสามารถทำท่า Squat หรือ Deadlift ภายในพื้นที่จำกัดได้

ส่วนเรื่องการรับประทานอาหาร ลูกเรือจะมีรายการอาหารที่ผ่านการคำนวณสารอาหารมาอย่างแม่นยำ โดยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภท Rehydratable หรืออาหารที่ต้องเติมน้ำร้อนก่อนทาน ซึ่งในภารกิจนี้จะมีการทดสอบระบบจัดการของเสียรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Universal Waste Management System หรือระบบห้องน้ำอวกาศขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายและถูกสุขลักษณะมากขึ้นสำหรับทั้งลูกเรือชายและหญิง

นอกเหนือจากภารกิจทางวิศวกรรมแล้ว ลูกเรือยังมีหน้าที่สำคัญในด้านวิทยาศาสตร์และการสื่อสาร โดยจะมีการบันทึกภาพถ่ายความละเอียดสูงของโลกและดวงจันทร์ผ่านหน้าต่างของยาน Orion ซึ่งถือเป็นมุมมองที่มนุษย์ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองมานานกว่าครึ่งศตวรรษ อีกทั้งยังมีการเก็บข้อมูลเรื่องรังสีในอวกาศผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า HERA หรือ Hybrid Electronic Radiation Assessor เพื่อประเมินว่าร่างกายของมนุษย์จะตอบสนองต่อ Deep Space Radiation หรือรังสีในห้วงอวกาศลึกอย่างไรเมื่อต้องเดินทางผ่านแถบรังสี Van Allen Belts ออกไป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในลำดับถัดไป
รวมสิ่งของแปลกที่เดินทางไปกับ Artemis II
นอกเหนือจากลูกเรือและอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัยแล้ว ยาน Orion ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนไทม์แคปซูลเคลื่อนที่ที่บรรจุสิ่งของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจไว้ในสิ่งที่เรียกว่า Official Flight Kit หรือชุดอุปกรณ์การบินทางการ ซึ่ง NASA เพิ่งเปิดเผยรายชื่อสิ่งของกว่า 2,300 ชิ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา
หนึ่งในสิ่งของที่น่าทึ่งที่สุดคือชิ้นส่วนผ้า Muslin ขนาด 1×1 นิ้วจากปีกของเครื่องบิน Wright Flyer ซึ่งเป็นเครื่องบินลำแรกของโลกโดยสองพี่น้องตระกูล Wright ในปี 1903 ซึ่งชิ้นส่วนลักษณะเดียวกันนี้เคยนำเอาไปยังดาวอังคารกับเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องบินลำแรกบนดาวเคราะห์ดวงอื่นมาแล้วด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีธงชาติสหรัฐฯ ผืนประวัติศาสตร์ที่เคยผ่านภารกิจสำคัญมาแล้วทั้ง STS-1 ภารกิจแรกของกระสวยอวกาศ และ STS-135 ภารกิจสุดท้ายของกระสวยอวกาศ ที่ก็ได้ถูกนไปบินในภารกิจ Demo-2 ของ SpaceX ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการส่งต่อไม้ต่อระหว่างยุคสมัยได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งไอเทมที่ “แปลก” และมีเรื่องราวซ่อนอยู่คือธงของภารกิจ Apollo 18 ซึ่งเป็นภารกิจที่ถูกยกเลิกไปเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ธงผืนนี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีและรอคอยโอกาสที่จะได้เดินทางไปดวงจันทร์มานานครึ่งศตวรรษ จนในที่สุดมันก็ได้ทำหน้าที่ของมันจริง ๆ ในภารกิจ Artemis II นี้เอง
นอกจากนี้ในส่วนของสิ่งของที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ ยาน Orion ยังได้บรรจุตัวอย่างดินจากโคนต้นไม้ Moon Trees ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เคยเดินทางไปกับภารกิจ Artemis I มาก่อน การนำดินจากโลกที่ต้นไม้เหล่านี้หยั่งรากลึกกลับไปวนรอบดวงจันทร์อีกครั้งคือการแสดงถึงวงจรแห่งชีวิตและการสำรวจที่ไม่สิ้นสุด และยังมีเมล็ดพันธุ์ต้นไม้จาก CSA หรือองค์การอวกาศแคนาดา รวมถึงธงจาก ESA หรือองค์การอวกาศยุโรปที่ร่วมเดินทางไปในฐานะพันธมิตรนานาชาติด้วย

สิ่งของที่น่ารักและได้รับความสนใจอย่างมากคือผลงานจากโครงการ Moon Mascot หรือการประกวดออกแบบ Zero Gravity Indicator หรือตัวบ่งชี้สภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่ง NASA ได้เลือกตุ๊กตาสัญลักษณ์ที่ผ่านการชนะเลิศมาผูกไว้ภายในยานเพื่อเป็นสัญญาณบอกลูกเรือว่าพวกเขาได้เข้าสู่สภาวะไร้น้ำหนักแล้ว เมื่อเครื่องยนต์ตัดการทำงานและตุ๊กตาตัวนี้เริ่มลอยเคว้งคว้างอยู่ในสายตาของลูกเรือ
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับคนธรรมดาอย่างเรา ๆ นั่นคือ SD Card ที่บรรจุรายชื่อของมนุษย์นับล้านคนที่ลงชื่อในแคมเปญ Send Your Name to Space รวมถึงสิ่งของที่คาดไม่ถึงอย่างเข็มกลัดจากงาน Houston Livestock Show & Rodeo ซึ่งเป็นการสดุดีต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของรัฐเท็กซัส ที่เป็นบ้านของ Mission Control มาอย่างยาวนาน
การเดินหน้าสู่ Artemis III และความคืบหน้า
ความสำเร็จของ Artemis II จะไม่ใช่เพียงแค่การจบภารกิจโฉบดวงจันทร์ แต่คือการเปิดประตูสู่บทต่อไปที่ท้าทายกว่าหลายเท่าตัวในเชิงเทคนิค โดยเป้าหมายถัดไปคือ Artemis III ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์จะลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในบริเวณ South Pole หรือขั้วใต้ของดวงจันทร์ ความแตกต่างสำคัญในเชิง Technical คือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เพียงยาน Orion มาเป็นการทำงานร่วมกับระบบขนส่งมวลชนอวกาศยุคใหม่อย่าง Starship HLS ของ SpaceX ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยี On-orbit Propellant Transfer หรือการถ่ายโอนเชื้อเพลิงในวงโคจรโลกปริมาณมหาศาลเพื่อให้ Starship มีพลังงานเพียงพอในการลงจอดและพาลูกเรือกลับสู่วงโคจร นอกจากนี้ชุดอวกาศ AxEMU จาก Axiom Space ที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้ายในปี 2026 นี้ จะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่ามนุษย์จะสามารถปฏิบัติงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและมืดมิดของหลุมอุกกาบาตบริเวณขั้วใต้ได้นานแค่ไหน

ในเชิงการเมือง ภารกิจนี้คือการประกาศชัยชนะของโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มพันธมิตร Artemis Accords ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 61 ประเทศแล้ว รวมถึงไทยด้วย (ล่าสุดคือประเทศ โอมาน เมื่อต้นปี 2026 นี้เอง) การที่นานาชาติต่างพร้อมใจกันลงนามในข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อวกาศไม่ใช่พื้นที่ของการล่าอาณานิคมแบบยุคเก่า แต่เป็นพื้นที่ของการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมและการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน อย่างไรก็ตามเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีแรงกดดันจากการแข่งขันกับโครงการอวกาศของประเทศจีนที่ตั้งเป้าส่งมนุษย์ลงจอดภายในปี 2030 และกำลังส่งยาน Chang’e 7 ไปสำรวจทรัพยากรน้ำในบริเวณขั้วใต้ในปีนี้เช่นกัน (ซึ่งแน่นอนว่าไทยเราก็ร่วมมือกับเขาด้วย) การแข่งขันในยุคใหม่นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่คือเรื่องของความยั่งยืนหรือ Sustainability ว่าใครจะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงบนดวงจันทร์ได้ก่อนกัน
NASA เริ่มประกอบ SLS สำหรับ Artemis III แล้ว ด้วยวิธีการใหม่ที่ช่วยลดความล่าช้า
SpaceX อัพเดทดีไซน์ Human Landing System และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภารกิจ Artemis III
สรุปทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับจุดลงจอด Artemis III โดยละเอียด
สุดท้ายในเชิงปรัชญาการหลอมรวมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความเป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน ภารกิจ Artemis II คือคำตอบของการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราถึงต้องไป” เราไม่ได้ไปเพียงเพื่อเก็บก้อนหินกลับมา หรือเพื่อปักธงประกาศอำนาจ แต่เราไปเพื่อรักษาแสงเทียนแห่งองค์ความรู้ของมนุษยชาติไม่ให้มืดดับลง การที่ลูกเรือทั้งสี่คนนำพาชื่อของมนุษย์นับล้านและประวัติศาสตร์ของการบินไปวนรอบดวงจันทร์ คือการประกาศว่าตัวตนของเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบนี้อีกต่อไป นี่คือการออกเดินทางจากถ้ำ (The Allegory of the Cave) เพื่อไปเห็นแสงสว่างที่แท้จริงของจักรวาล และเมื่อพวกเขากลับมา สิ่งที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังจะไม่ใช่แค่ข้อมูลดิบทางวิทยาศาสตร์ แต่คือแรงบันดาลใจที่บอกว่า “ความเป็นไปได้” ของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่เรายังไม่หยุดตั้งคำถามและยังคงเชื่อมั่นในเหตุผลและหัวใจของกันและกัน
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co