ปลายปีที่แล้ว เราได้รายงานเรื่อง ครอบรอบ 9 ปี Exo Mars ย้อนรอยความสำเร็จ ความล้มเหลว และชะตากรรม Rosalind Franklin Rover ซึ่ง Exo Mars นั้นเป็นโครงการสำรวจดาวอังคารที่องค์การอวกาศ ESA ร่วมมือกับ Roscosmos ผ่านการใช้งานจรวด Proton ที่พัฒนาโดยรัสเซีย และแน่นอนว่าหลังจากที่เกิดสงครามรัสเซียยูเครน ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและยุโรปก็ได้จบสิ้นลงโดยทันที ทำให้โครงการส่งยานลงจอดและโรเวอร์ Rosalind Franklin ต้องหยุดไปด้วย แต่ล่าสุดก็ได้มีประกาศ Rosalind Franklin Support and Augmentation Project ออกมาแล้วว่า เราจะได้เห็น Rosalind Franklin บินกับจรวด Falcon Heavy ช่วงปลายปี 2028 และจะมี NASA รับหน้าที่ดูแลโครงการดังกล่าว ภายใต้ชื่อ Rosalind Franklin Support and Augmentation หรือ ROSA
เดิมที European Space Agency จับมือกับ Roscosmos ใช้จรวด Proton และระบบลงจอดของรัสเซียเป็น ตั้งแต่การส่งยาน TGO หรือ Trace Gas Orbiter ในปี 2016 ไปจนถึงแผนส่งโรเวอร์ Rosalind Franklin ลงพื้นผิวดาวอังคารในเฟสถัดไป และก็อย่างที่เราทราบกันดี Rosalind Franklin ต้องถูกเก็บไว้ในห้อง Cleanroom ของ Airbus ในฐานะวัตถุรออนาคต

ในปี 2024 ได้มีการเซ็น MoU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ต่อไปของภารกิจ Rosalind Franklin ระหว่าง NASA กับ ESA ทำให้โครงการนี้ดูจะมีอนาคตขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้มีประกาศอะไรต่อมาจนถึงในวันที่ 17 เมษายน 2026 ที่ NASA ออกมาพูดอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะนำส่ง Rosalind Franklin จนถึงพื้นผิวดาวอังคารให้สำเร็จ

โรเวอร์ Rosalind Franklin เป็นยานสำรวจดาวอังคารขนาดประมาณ 300 กิโลกรัม ใกล้เคียงรถยนต์ขนาดเล็กหนึ่งคัน ถูกออกแบบให้เป็น “นักขุด” มากกว่านักวิ่ง เพราะจุดเด่นที่สุดคือสว่านที่สามารถเจาะลงไปใต้พื้นผิวดาวอังคารได้ลึกถึงราว 2 เมตร ซึ่งลึกกว่าทุกโรเวอร์ที่เคยส่งไปก่อนหน้า โจทย์วิทยาศาสตร์ของมันคือการ “ขุดลงไปหาอดีต” โดยเฉพาะการตรวจหาสารอินทรีย์ Organic Molecules และ Biosignatures ที่อาจถูกเก็บรักษาไว้ใต้ดินในบริเวณอย่าง Oxia Planum ซึ่งเชื่อว่าเคยมีน้ำในอดีต ชื่อของมันตั้งชื่อตาม นักเคมีชาวอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการค้นพบโครงสร้างของ DNA โดยเฉพาะภาพถ่าย X-ray Diffraction ที่มีชื่อว่า “Photo 51” ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญให้โลกเข้าใจว่า DNA มีโครงสร้างเป็นเกลียวคู่

ตรงนี้เองที่ NASA เข้ามามีบทบาทแบบที่เรียกได้ว่า “อุ้มโปรเจกต์” อย่างแท้จริง ผ่านโครงการ ROSA โดย NASA ไม่ได้มาแค่ให้คำปรึกษา แต่ลงมือใส่ฮาร์ดแวร์ สำคัญเข้าไปแทนของรัสเซีย ตั้งแต่ระบบเบรกตอนลงจอด หรือ Descent Engines, Radioisotope Heater ไปจนถึงเครื่องมือวิทยาศาสตร์บางส่วน เพื่อให้ตัวโรเวอร์ Rosalind Franklin ลงสัมผัสผิวดาวอังคารได้ในที่สุด และยิ่งน่าสนใจไปอีกคือ การที่ NASA เลือก SpaceX และจรวด Falcon Heavy เข้ามาเป็นผู้ให้บริการปล่อยภายใต้สัญญา Launch Services Program NASA เลือกจรวดสำหรับปล่อยยานอวกาศอย่างไร รู้จัก Launch Services Program
ในมุมของ SpaceX นี่ไม่ใช่แค่การรับจ้างปล่อยจรวดอีกหนึ่งเที่ยวบิน แต่เป็น Milestone สำคัญ เพราะนี่จะเป็น “ภารกิจส่งยานไปดาวอังคารจริง ๆ ครั้งแรก” ของบริษัท ก่อนหน้านี้ Falcon Heavy เคยมีบทบาทในภารกิจสำรวจระบบสุริยะอยู่บ้าง แต่มีเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น Psyche ที่มุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์น้อยชื่อ Psyche และ Europa Clipper ที่จะไปศึกษาดวงจันทร์ Europa ของดาวพฤหัสบดี สรุปบรรยากาศ การปล่อย Europa Clipper หลังพายุเฮอริเคนถล่ม ซึ่งทั้งสองภารกิจเป็น Deep Space ที่ต้องการพลังการปล่อยสูง แต่ก็ยังไม่ใช่การลงจอดบนดาวอังคารอย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้น การที่ Falcon Heavy ถูกเลือกให้ส่ง Rosalind Franklin ไปยังดาวอังคารในปี 2028 จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ SpaceX ขยับจากผู้ให้บริการการปล่อยเชิงพาณิชย์ ไปสู่การเป็นจรวดหลักของภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ อย่างแท้จริง และถ้ามองไปไกลกว่านั้น นี่อาจเป็นการซ้อมเงียบ ๆ ที่จะรองรับภารกิจขนาดใหญ่กว่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Starship หรือแม้แต่ภารกิจมนุษย์ไปดาวอังคารที่ Elon Musk พูดถึงมาตลอดด้วย
และสุดท้าย ก็น่าสนใจเหมือนกันที่อเมริกาเข้ามาเสนอตัว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว จีนเองก็สามารถเข้ามาเสนอตัวได้เช่นเดียวกัน และนี่จะกลายเป็นเหตุการณ์เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง The Martian เลย เพราะจีนและยุโรปเองไม่ได้มีข้อห้ามในด้านการทำงานอวกาศร่วมกัน อย่างโครงการ Chang’e เองก็มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากฝั่งยุโรปติดไปด้วยเช่นกัน การเข้ามาของ NASA จึงสะท้อนความเป็นพันธมิตรกันอย่างยาวนานและจะไม่ทิ้งยุโรปได้อย่างน่าสนใจ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co