อัพเดทการซ่อมฐานปล่อยของรัสเซีย หลังเสียหายจากภารกิจ Soyuz ซ่อมแซมเสร็จแล้ว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ฐานปล่อยยาน Soyuz เสียหายหนักหลังจากภารกิจ Soyuz MS-28 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งฐานปล่อยดังกล่าวเป็นฐานปล่อยแห่งเดียวในรัสเซียที่สามารถปล่อยยานอวกาศ Progress และ Soyuz สำหรับภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติได้นั้น ล่าสุดทาง Roscosmos ก็ได้ออกมาอัพเดทการซ่อมแซมฐานปล่อยดังกล่าวเพื่อเตรียมกลับมาใช้งานสำหรับการส่งทั้งลูกเรือและเสบียงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติอีกครั้ง โดยฐานปล่อยที่ได้รับความเสียหายนั้นก็คือฐานปล่อย Site 31 ใน Baikonur Cosmodrome ของรัสเซียซึ่งตั้งอยู่ในประเทศคาซักสถาน ฐานปล่อยดังกล่าวเป็นฐานปล่อยแห่งเดียว ณ ตอนนี้ที่รองรับการปล่อยจรวด Soyuz 2 รุ่นใหม่ ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 2019 ส่วนฐานปล่อยประวัติศาสตร์ Launch Site 1 ที่เรียกกันว่า “Gagarin’s Start” ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการส่งมนุษย์คนแรกเดินทางขึ้นสู่อวกาศในปี 1961 และใช้งานมาอย่างต่อเนื่องกว่า 58 ปีนั้นถูกเลิกใช้งานอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฐานปล่อย Site 31 นั้นเกิดขึ้นในส่วนของ Mobile Service Platform ซึ่งเป็นส่วนของระบบต่าง ๆ เช่น ระบบการจุดเครื่องยนต์จรวด และสำหรับให้เจ้าหน้าที่ทำ Service ต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ Soyuz ถูกยกขึ้นตั้งบนฐานปล่อยแล้ว โดยโครงสร้างนี้หลังจากการปล่อยได้พังถล่มลงมายัง Flame Deflector หรือช่องที่ระบายไอร้อนด้านล่างตัวจรวด ในรายงานเดิมที่เราอ้างถึงไปนั้นระบุว่าการซ่อมแซมอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน ด้วยเหตุนี้เองภารกิจการส่งเสบียง Progress MS-33 ก็ต้องถูกเลื่อนออกมาจากช่วงกลางเดือนธันวาคมด้วยเช่นกัน

จรวด Soyuz สำหรับภารกิจ Soyuz MS-28 บนฐานปล่อย Site 31 ที่มา – NASA

Roscosmos ได้ออกมารายงานผ่านทาง Telegram อัพเดทถึงความคืบหน้าการซ่อมแซมฐานปล่อยดังกล่าวเป็นระยะ ในเดือนธันวาคม 2025 เราได้เห็นรัสเซียเริ่มปฏิบัติการซ่อมแซมฐานปล่อย Site 31 โดยได้มีทีมวิศวกรเข้ามาประเมินหน้างานและเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ได้เห็น โดยทีมงานมากกว่า 130 ชีวิตได้เร่งทำงานเพื่อให้ฐานปล่อยแห่งนี้สามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ Roscosmos ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ผ่านทาง Telegram บอกว่าฐานปล่อย Site 31 ได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วและเตรียมถูกเปิดใช้งานอีกครั้งสำหรับภารกิจการส่งยาน Progress MS-33 ในวันที่ 22 มีนาคม 2026 นี้ รวมระยะเวลาในการซ่อมแซมจนถึงการเปิดใช้งานอีกครั้งอยู่ที่ 115 วัน

บรรยากาศในเดือนธันวาคมที่ Roscosmos เริ่มปฏิบัติการซ่อมแซมฐานปล่อยที่ได้รับความเสียหาย ที่มา – Roscosmos

จากข้อมูลที่ Roscosmos เปิดเผย งานปรับปรุงในครั้งนี้ครอบคลุมโครงสร้างของ Service Cabin และระบบสนับสนุนภาคพื้นดินของแท่นปล่อย โดยมีการเตรียมและทาสีโครงสร้างรวมกว่า 2,350 ตารางเมตร เปลี่ยนชุดตัวยึดทั้งหมดเป็นของใหม่ รวมถึง เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่ทั้งระบบและทำการปรับตั้งใหม่ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบและบำรุงรักษากลไกของ Service Cabin อย่างละเอียด พร้อมกับดำเนินการเชื่อมโครงสร้างเพิ่มเติมรวมความยาวกว่า 250 เมตร เพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างแท่นปล่อย

เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งโครงสร้างในส่วน Mobile Service Platform ใต้ฐานปล่อย ที่มา – Roscosmos

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคอวกาศของรัสเซียต้องเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2022 ที่เศรษฐกิจรัสเซียถูกจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ทำให้หลายโครงการอวกาศต้องถูกปรับลดหรือเลื่อนออกไป ภายใต้สถานการณ์นี้ Roscosmos ต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ โดยเน้นการรักษาขีดความสามารถหลัก เช่น การปล่อยจรวดตระกูล Soyuz และการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ขณะที่โครงการใหม่หรือการขยายขีดความสามารถบางส่วนถูกชะลอหรือปรับขนาดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะที่รัสเซียเองก็ยังคงต้องโฟกัสกับโครงการ Russian Orbital Service Station หรือ ROSS ซึ่งจะเป็นสถานีอวกาศแห่งใหม่ของรัสเซียหลังยุคของสถานีอวกาศนานาชาติ รัสเซียเองต้องพัฒนาทั้ง ยานอวกาศรุ่นใหม่ โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน และแท่นปล่อยจรวด เพื่อรองรับยุคหลังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือการพัฒนายานอวกาศ Orel ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นยานลูกเรือรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ยานตระกูล Soyuz ในระยะยาว และถูกวางให้สามารถรองรับภารกิจทั้งในวงโคจรโลกต่ำและภารกิจอวกาศลึกในอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการปล่อยยานรุ่นใหม่ เช่น ฐานปล่อยสำหรับจรวดรุ่นถัดไปที่ Vostochny Cosmodrome ซึ่งถูกวางให้เป็นฐานปล่อยหลักของรัสเซียในอนาคตแทน Baikonur Cosmodrome ด้วยเช่นกัน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.