ข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Neil Gehrels Swift กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี จากการที่กิจกรรมบนดวงอาทิตย์จากช่วง Solar Maximum ที่ผ่านมาทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกหนาตัวขึ้นและสร้างแรงต้านการเคลื่อนที่กับกล้องโทรทรรศน์ที่มีวงโคจรใกล้โลกตัวนี้เป็นอย่างมาก ส่งผลให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ต้องระงับภารกิจการหันหน้ากล้องตามเดิมและพยายามประคองให้ตัวกล้องสามารถอยู่ภายในวงโคจรให้ได้นานที่สุด ซึ่งจากสถานการณ์ในตอนนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift มีความสูงห่างจากโลกน้อยกว่าตอนที่มันเริ่มต้นมากและกำลังจะเข้าใกล้ระดับความสูงที่น่ากังวลในฤดร้อนของปี 2026 นี้
แต่ NASA ได้เตรียมแผนไว้แล้วในการรับมือกับเหตุการณ์นี้ไว้แล้วเพราะกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift จะได้เป็นวัตถุอวกาศชิ้นแรกชิ้นแรกที่ได้รับการเร่งความเร็วในการโคจรด้วยหุ่นยนต์บังคับ เพื่อยกระดับความสูงของวงโคจรให้หลุดพ้นจากวิกฤตและด้วยเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบภารกิจของทั้งภาครัฐและเอกชนไปตลอดกาลกับหุ่นยนต์เพิ่มวงโคจรจาก Katalyst Space Technologies

ในบทความนี้เราจะมาดูแผนสำคัญที่อาจช่วยชีวิตกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ด้วยแผนการจากเอกชนที่จะเสนอให้ใช้ยานพร้อมแขนกลหุ่นยนต์ช่วยจับตัวยาน ที่จะจุดเครื่องยนต์ยกระดับวงโคจรของกล้อง Swift เพื่อป้องกันไม่ให้มันตกกลับลงสู่บรรยากาศของโลกตามแรงเสียดทานกับบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป
ทำไมกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ถึงกำลังตกโลก
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Neil Gehrels Swift เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศในโครงการ Medium Explorer (MIDEX) ของ NASA พูดง่าย ๆ คือมันเป็นกล้องที่มีเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ภายใต้งบประมาณที่จำกัดและกรอบระยะเวลาภารกิจหลัก (Primary mission) ที่สั้น โดยมีเป้าหมายในการจับการสังเกตการณ์ Gammar Ray Brust และสามารถหันกล้องไปทำการสังเกตได้อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งให้ข้อมูลตำแหน่งเป้าหมายในอวกาศได้อย่างครอบคลุมผ่านช่วงคลื่นที่แตกต่างกันตั้งแต่ Gammar, X-ray (เพื่อสังเกตปรากฏการณ์ Afterglow), UV และแสงที่ตามองเห็น ซึ่งในตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่มีกล้องโทรทรรศน์ตัวไหนที่มีความสามารถในการสังเกตการณ์ Gammar Ray Brust ที่ครอบคลุมหลายย่านแสงได้เทียบเท่ากับกล้อง Swift อีกแล้ว

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ถูกส่งขึ้นไปในอวกาศตั้งแต่ปี 2004 ด้วยจรวด Delta II ในวงโคจรใกล้โลกที่ความสูง 600 กิโลเมตรจากพื้น โดย Primary mission ของมันคือใช้งานเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่ดูเหมือนกล้องมันจะทำงานได้ดีเกินหน้าเกินตากล้องโทรทรรศน์ตัวอื่นไปหน่อยมันเลยถูกใช้งานเพิ่มไปนิดหน่อยเป็น 21 ปี ซึ่งมัน ‘โคตรจะขัด’ กับปรัชญาการออกแบบเดิมแบบสุดโต่ง เพราะเดิมที Swift ถูกสร้างมาให้เป็นกล้องเกรดประหยัด ต้นทุนต่ำ ไม่มีเครื่องยนต์ปรับวงโคจร ไม่มี Thruster ไม่มีถังเชื้อเพลิง ไม่มีแผนเพิ่มความสูง ไม่มีระบบ docking ไม่มีอะไรทั้งนั้น พูดง่าย ๆ คือ NASA กะจะใช้งานแค่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วโยนทิ้ง เพื่อส่งกล้องรุ่นใหม่ที่เจ๋งกว่าขึ้นไปแทน แต่ว่าแน่นอนว่านี่คือ NASA นี่คือสหรัฐอเมริกา ถ้าอะไรมันยังไม่พังยังไม่เสีย ใช้งานได้ ให้มูลค่าทางวิทยาศาสตร์ได้อยู่ ก็ใช้มันต่อไป! และนี่คือจุดเริ่มต้นของความวายปวง
เราเคยเล่าไปแล้วว่าแม้สถานที่ที่เราจะเรียกว่าอวกาศ จะหมายถึงสถานที่ที่ว่างเปล่า แต่ที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกมันก็ยังมีชั้นบรรยากาศของโลกห่อหุ้มอยู่ ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน ประวัติการศึกษา Geocorona บรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกที่ยังคงเป็นปริศนา แม้ชั้นบรรยากาศของโลกที่ระดับความสูงที่เราเรียกว่าอวกาศจะเบาบางมากจนไม่สามารถสร้างแรงยกของปีกเครื่องบินได้แล้ว แต่ชั้นบรรยากาศที่เบาบางเหล่านี้ยังคงสร้างแรงต้านให้กับวัตถุที่โคจรอยู่ และทำให้เกิดการสูญเสียความเร็วในการโคจรและตกลงเข้าสู่โลกในที่สุด และแรงต้านของชั้นบรรยากาศในแต่ละวันนั้นก็ไม่เท่ากันอีกซึ่งเป็นผลมาจากพลวัตน์ภายในชั้นบรรยากาศที่มีผลจากกิจกรรมทางพื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในแต่ละวันดาวเทียมจะสูญเสียความเร็วในอัตราที่ไม่แน่นอน เพื่อรักษาความเสถียรของวงโคจรดาวเทียม มันจึงจำเป็นต้องมีระบบเพิ่มความเร็วในการโคจรของมันเพื่อให้สามารถคงความเสถียรให้ได้นานที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สุดท้ายดาวเทียมเหล่านี้ก็จะตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอยู่ดี เหมือนกับที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift กำลังเผชิญอยู่
วงโคจรแรกเริ่มของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift อยู่ที่ 600 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก แต่ตอนนี้ความสูงของมันเหลือแค่ 400 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกแล้ว ที่ความสูงระดับนี้ยากต่อการควบคุมและหันหน้ากล้องโทรทรรศน์อวกาศไปยังตำแหน่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า และยิ่งมีการปรับหันของกล้องโทรทรรศน์ยิ่งทำให้เกิดแรงต้านอากาศที่เพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งทำให้กล้องลดความเร็วลงกว่าเดิมอีก ดังนั้น NASA จึงหมดความหวังและคิดว่าคงถึงเวลาที่เราจะปล่อยให้กล้องที่ใช้งานมาเกิน 10 เท่าของที่ได้ออกแบบไว้ตกกลับโลกได้แล้ว แต่ว่าจู่ ๆ Katalyst Space Technologies ก็ยื่นมือเข้ามาพร้อมข้อเสนอที่หักห้ามใจไม่ได้ นั้นคือหุ่นยนต์เพิ่มวงโคจร
หุ่นยนต์เพิ่มวงโคจรจาก Startup
แนวคิดการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในอวกาศมีมานานแล้ว กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการออกแบบมาเพื่อให้ “ซ่อมได้” เพราะการจะไปเชื่อมต่อหรือเปลี่ยนอะไหล่กลางอวกาศนั้น มันต้องถูกคิดมาตั้งแต่ยังเป็นแค่แบบร่างบนแผ่นกระดาษ ทั้งการติดตั้ง Docking Port, ช่องสำหรับ Service, ไปจนถึงระบบเติมเชื้อเพลิง เหมือนที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เป็น
แต่กล้องโทรทรรศน์ส่วนใหญ่ในอวกาศไม่ได้ถูกออกแบบมาให้โชคดีแบบนั้น พออุปกรณ์หมดอายุขัย เชื้อเพลิงเกลี้ยง หรือควบคุมทิศทางไม่ได้ ทางเลือกส่วนใหญ่คือการปลดระวาง ปล่อยให้ตกกลับโลกหรือไม่ก็กลายเป็นขยะอวกาศ ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นตรรกะที่ดูสมเหตุสมผล เพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราก็แค่ส่งกล้องรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำกว่าขึ้นไปแทนเพื่อการค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เหมือนกรณีกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ที่ส่งตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ขึ้นไปทดแทน แต่ปัญหาคือ ฝ่ายผู้ให้ทุนอย่างรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยเสมอไป
ถ้าของเก่ายังพอถลุงใช้ต่อได้ พวกเขาจะสั่งยืดอายุการใช้งานไปจนกว่ามันจะพังคามือ หรือจนกว่าจะมีโปรเจกต์ระดับเปลี่ยนองค์ความรู้มนุษยชาติเกิดขึ้นมา เช่นกรณีจของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ หรือที่หนักกว่านั้นคือจนกว่า ศัตรูของชาติ (อย่างจีน) จะมีของที่เจ๋งกว่าจนมาสั่นคลอนความเป็นเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ พวกเขาถึงจะยอมอนุมัติงบให้ไปต่อ เหมือนกรณีของกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา

ในกรณีของ Swift การต่ออายุครั้งนี้เกิดจากจังหวะนรกที่ประจวบเหมาะ เมื่อบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่กำลังหาที่ลงเพื่อทำ Technology Demonstration จาก Katalyst Space Technologies คือหุ่นยนต์ LINK หุ่นยนต์ปรับวงโคจรของดาวเทียม
Katalyst Space Technologies เป็นบริษัท Startup อวกาศน้องใหม่จาก Arizona บริษัทก่อตั้งปี 2020 โดยตัวบริษัทมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงโมเดลดาวเทียมแบบ “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” (Single-use model) ที่เรากล่าวไปข้างต้นให้กลายเป็นสามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้ไม่รู้จบ โดยทาง Katalyst Space Technologies บอกว่าเขาไม่ได้มองว่าดาวเทียมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่หมดอายุจะเป็นแค่ของตกยุคแต่มองว่ามันคือโอกาสในการนำความคล่องตัว (Agile decision-making) มาสู่ธุรกิจอวกาศผ่านการติดตั้งฮาร์ดแวร์ใหม่และเพิ่มขีดความสามารถให้กับดาวเทียมหลังจากที่ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรไปแล้ว ทำให้วงโคจรไม่ต้องเต็มไปด้วยขยะอวกาศหรือต้องคอยส่งดาวเทียมรุ่นใหม่ไปเติมเหมือนกับทุกวันนี้
เพราะเอาเข้าจริง ดาวเทียมจำนวนมากในวงโคจรทำหน้าที่หลัก ๆ เป็นแค่คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลหรือตัวทวนสัญญาณเท่านั้น ปัญหาที่ทำให้ต้องปลดระวางส่วนใหญ่จึงมาจากแค่เชื้อเพลิงหมดหรือสูญเสียการควบคุมวงโคจร แปลว่าถ้าเรามีวิธีเติมเชื้อเพลิงหรือฉุดมันขึ้นไปในราคาที่ถูกกว่าการส่งดาวเทียมใหม่ทั้งดวง ทำให้บางทีนี่อาจจะเป็นธุรกิจที่ดีก็ได้
ซึ่งเมื่อปี 2025 บริษัท Katalyst เพิ่งซื้อกิจการ Atomos Space ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านใน Orbital Transfer Vehicles กับ Autonomous Rendezvous and Docking ซึ่งการควบรวมกิจการในครั้งนี้ทำให้ Katalyst มีแต้มต่อเรื่องของยานหุ่นยนต์ที่จะไปนัดพบกับดาวเทียม ทำให้งานเหล่านี้เร็วขึ้น และด้วยศักยภาพในตอนนี้พวกเขาก็มั่นใจว่าพร้อมแล้วที่จะดำเนินกิจการ เพียงแค่ต้องหาลูกค้าคนแรกที่สนใจเท่านั้น
และหวยก็ตกลงมาอยู่ที่ NASA กับกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้เกิด deal สุดมหัศจรรย์ที่ Katalyst ต้องสร้างหุ่นยนต์ไปกู้กล้อง Swift ก่อนที่ Swift จะตกกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
หุ่นยนต์ที่ยังไม่เคยทดสอบที่ไหนแม้แต่ที่เดียว
ความเจ๋งของตอนนี้คือ Katalyst ก็ยังไม่เคยทดสอบหุ่นยนต์ตัวนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และกล้อง Swift ก็กำลังตกโลกอยู่รอมร่อ ทาง Katalyst ตอนนี้ต้องเร่งมือในการพัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้ให้สามารถทำงานได้จริงและต้องไม่เจ๊งด้วย
โดย Katalyst ได้บอกว่าตามเดิม Campaign นี้พวกเขาวางแผนไว้ที่ 24 เดือน แต่ว่า NASA บอกว่ามันอยู่สถานการณ์ที่วิกฤตแล้ว พวกเขาเลยเร่งโครงการให้เหลือเพียง 8 เดือนและพร้อมปล่อยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ ซึ่ง Katalyst ได้ทำสัญญากับ NASA ในโครงการ SBIR Phase III ในมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์เสนอไปอยู่ที่ 30 ล้านเหรียสหรัฐนั้นน้อยกว่ามูลค่าของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift มาก (500 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยเสนอหุ่นยนต์ชื่อว่า LINK ขึ้นไปทำภารกิจกู้วงโคจรของกล้อง Swift
และอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ Docking ปรับความสูง หรืออะไรทั้งนั้น ดังนั้นตัวหุ่นยนต์ที่จะไป Rendezvous กับกล้อง Swift นั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จับและยึดกับตัว Bus ของกล้องให้ได้ ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะหากไปจับส่วนอื่นอย่าง Sunshield หรือแผงโซลาร์เซลล์ มันอาจจะทำให้กล้องไม่เคลื่อนที่ตามหรือพังได้ ดังนั้นพวกเขาต้องเอาหุ่นยนต์ไปจับกับส่วนที่แข็งแรงที่สุดและสามารถดันกล้องให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ นั้นคือ Launch Adapter Ring (LAR) ซึ่งเป็นวงแหวนโลหะที่ใช้ยึดดาวเทียมเข้ากับจรวดในช่วงการปล่อยครั้งแรก การใช้ LAR เป็นจุดเชื่อมต่อมีข้อดีคือมีความแข็งแรงเชิงโครงสร้างสูงและเป็นมาตรฐานที่มีอยู่ในดาวเทียมส่วนใหญ่ แม้ดาวเทียมเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซ่อมบำรุงก็ตาม

ซึ่งเมื่อได้ตำแหน่งที่จะจับแล้วก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับ LINK มีแขนกล Retrofit Attachment System ขึ้นมาเพื่อจับกับ LAR ของ Swift ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว พวกเขาจะใช้เครื่องยนต์ของ LINK เร่งความเร็วดัน Swift ให้กลับไปอยู่ที่วงโคจรความสูง 600 กิโลเมตรเหมือนเดิม
เอาจริงแม้จะฟังเหมือนง่ายแต่การดันมันขึ้นไปยังวงโคจรเดิมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมันต้องเริ่มตั้งแต่ส่งจรวดขึ้นไป เอา LINK ไป Rendezvous กับ Swift ทำการยื่นแขนกลไปจับกับ Swift และต้องค่อย ๆ ผลัก Swift กลับขึ้นสู่วงโคจรเดิมซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลักเดือนได้เลย เพราะต้องทำการผลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้ Swift เสียสมดุลและหักเสียหาย

โดย Katalyst วางแผนจะปล่อยหุ่นยนต์ LINK นี้กับ จรวด Pegasus XL ของบริษัท Northrop Grumman Pegasus XL เป็นจรวดแบบ “Air-launched” ซึ่งจะถูกปล่อยจากเครื่องบิน Lockheed L-1011 “Stargazer” แต่ว่าหากคิดแล้วก็นับว่าแปลกเพราว่าการส่งด้วย Peagasus XL มันราคาแพงกว่าการส่งแบบ Ride Share และตัว LINK ก็เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่น่าจะสามารถใช้การ Ride Share แบบเที่ยวบิน transporter ของ SpaceX ได้อย่างสบาย แต่ที่พวกเขาเลือกใช้ Peagasus XL อาจจะมาจากที่นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเข้าวงโคจรให้ได้เร็วที่สุด วงโคจรของ Swif ที่ต้องไป Rendezvous เป็นวงโคจรที่มี Inclination 21 องศา เพื่อหลีกเลี่ยงรังสีในบริเวณ South Atlantic Anomaly (SAA) การปล่อยจากเครื่องบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก (บริเวณ Kwajalein Atoll) ช่วยให้เข้าสู่วงโคจรนี้ได้ง่ายกว่าการปล่อยจากฐานยิงบนบกทั่วไป และเวลาในการดำเนินภารกิจของพวกเขาน้อยมาก จรวด Peagasus XL นั้นคิวว่างกว่า Falcon 9 แถมพลังกำลังก็เพียงพอสำหรับการบรรทุก LINK ที่มีน้ำหนักเบามาก ดังนั้นรวม ๆ แล้วนี่คือสิ่งที่คุ้มกว่า Falcon 9 แบบ Ride Share แน่นอน
เมื่อในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 NASA ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากล้องโทรทรรศน์ Swift ได้ระงับการทำงานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ลงชั่วคราว เหลือเพียงแค่ Burst Alert ของ Swift จะยังคงตรวจจับการระเบิดรังสีแกมมาต่อไป การปรับให้กล้องระงับการทำงานหลักชั่วคราวนั้นเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาให้กับภารกิจกู้ชีพนี้ โดยความสูงที่วิกฤตของ Swift จะอยู่ที่ 300 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ทีมงานของกล้อง Swift จะพยายามรักษาระดับความสูงให้ไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรเหนือพื้น เพื่อให้ LINK สามารถไปเชื่อมต่อได้ทันภายในฤดูร้อนของปี 2026
LINK ของ Katalyst มีแผนส่งขึ้นสู่อวกาศในช่วงมิถุนายน 2026 โดยหาก LINK สามารถทำได้สำเร็จมันจะกลายเป็นสุดยอด Technology Demonstration ที่สร้างตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมความมั่นคง เพราะดาวเทียมหลาย ๆ ดวงของสหรัฐอเมริกา นั้นแม้จะเป็นเทคโนโลยีเก่าแต่ว่ามันยังคงใช้งานได้ เช่น ดาวเทียมสอดแนม การที่ LINK สามารถเดินทางไปแล้วไปทำการเติมเชื้อเพลิงหรือซ่อมบำรุงได้จะทำให้ความลับของชาติเหล่านี้ไม่รั่วไหล หรือถูกชาติศัตรูเข้ามาจับไปเพื่อทำการศึกษาต่อ และนั่นหมายความว่าหากเราทำกับดาวเทียมฝั่งเราได้ เราก็ย่อมสามารถทำสิ่งเหล่านี้กับดาวเทียมของฝั่งศัตรูได้ ในการทำลาย บั่นทอนความสามารถ ศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นได้ทั้งดาบสองคม
มีการคาดการณ์ว่าตลาดการซ่อมบำรุงดาวเทียมในอวกาศอาจจะมีมูลค่าถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งหาก Katalyst สามารถทำอย่างที่เราคาดหวังไว้ได้จริง ๆ มันจะเปิดตลาดใหม่ของอวกาศในทันที และถ้าแนวคิดของ Katalyst มันถูกต้องจริงมันจะทำให้เรามาตั้งคำถามกันต่อว่า สิ่งนี้ทำให้วงการอวกาศสามารถไปต่อ Katalyst จริงหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วเป็นแค่แนวคิดที่จะยิ่งตอกย้ำให้วงการใช้ของที่เก่าตกยุคไปอย่างไม่รู้จบ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co