หลังจากชุดการทดลอง TIGERS-X เดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติในวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 และส่งสัญญาณกลับมายังสถานีควบคุมภาคพื้นดินเพื่อเริ่มต้นการทำงานตามแผนที่วางไว้ตามที่เราได้รายงานไปในบทความ การทดลอง TIGERS-X ถูกติดตั้งบนสถานีอวกาศ ได้รับสัญญาณกลับโลก ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2026 ล่าสุดในวันที่ 5 มิถุนายน 2026 หลังการทดลองนาน 10 วัน TIGERS-X ก็ได้ถูก Deactivate หรือปิดการทำงานอย่างสมบูรณ์ และเตรียมเดินทางกลับโลกพร้อมกับยาน Dragon ในภารกิจ CRS-34 ของ SpaceX ในวันที่ 15 มิถุนายน 2026
ในบทความนี้จะมาสรุปถึงขั้นตอน กระบวนการทำงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคตลอด 10 วันของการทดลอง TIGERS-X ตั้งแต่วินาทีที่เริ่มต้นทำการเชื่อมต่อกับสถานีควบคุมภาคพื้นไปจนถึงวินาทีสุดท้ายว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนักวิจัยของไทยได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้างที่จะเป็นมรดกทางวิศวกรรมสำหรับ Payload ชิ้นอื่น ๆ ที่จะถูกส่งขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติในอนาคต

ชุดการทดลอง TIGERS-X มีเป้าหมายในการศึกษา Emulsion หรือการผสมของน้ำและน้ำมันในสภาวะไร้น้ำหนัก แม้เรื่องของ Emulsion จะเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวัน แต่ถึงอย่างนั้น Emulsion ก็เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่กำลังได้รับความสนใจในวงการอวกาศปัจจุบัน ที่สามารถนำองค์ความรู้ของการ Emulsion ไปใช้ในการผสมอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ไปจนถึงระบบประปาและสาธารณูปโภคในอวกาศต่อได้อีกเยอะมาก ๆ ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหาของบทความเพิ่มเติมได้ใน เจาะลึกการทำงานของ TIGERS-X การทดลองการแพทย์ของไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ
เริ่มต้นการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ
TIGERS-X นับว่าเป็นการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติแรกของไทยที่มีสถานีควบคุมภาคพื้นดินที่ประเทศไทย โดยการทดลองทั้งหมดจะถูกควบคุมคำสั่งจากสถานีภาคพื้นดินในประเทศไทย นักบินอวกาศจะมีหน้าที่เพียงแค่ติดตั้งเข้ากับ Ice Cubes Facility หรือ ICF ของบริษัท Space Application Services ในโมดูล Columbus ของสถานีอวกาศนานาชาติฝั่งยุโรป และถอดชุดการทดลองออกเมื่อสิ้นสุดการทดลองเท่านั้น ดังนั้นชุดการทดลองของ TIGERS-X จะไม่มีนักบินอวกาศเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการทดลองเลย ซึ่งการควบคุมชุดการทดลองทั้งหมดจะผ่านทางสัญญาณ S-band และ Ku-band ของระบบ รับ-ส่งสัญญาณบนสถานีอวกาศนานาชาติ ทางทีมวิจัยจำเป็นที่จะต้องทราบช่วงเวลาที่จะทำการติดต่อกับชุดการทดลองได้ในช่วง Acquisition of Signal หรือ AOS และช่วงที่ขาดการติดต่อ Loss of Signal หรือ LOS โดยข้อมูลของช่วง AOS และ LOS ซึ่งข้อมูลดังกล่าว จะมาจากองค์การอวกาศยุโรป ESA และทีมงานได้มีการสร้าง Dashboard เพื่อแสดงช่วงเวลา รวมถึงวางแผนการทดลอง

หลังจากที่ชุดการทดลองได้รับการติดตั้งโดยนักบินอวกาศ Sophie Adenot และสามารถติดต่อกลับมายังสถานีภาคพื้นได้ สิ่งที่ทางทีมวิจัยต้องเรียนรู้ คือระบบในการออกคำสั่งเริ่มต้นทำการทดลองแบบที่เราเห็นภาพของ Mission Control ของภารกิจอวกาศอย่าง NASA หรือ JAXA ที่จะมีการรับคำสั่งและออกคำสั่งจากส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น Flight Director หรือ Flight Engineer ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและถูกบ่มเพาะจนทาง Mission Control มี Protocol ในการสื่อสารกับการปฏิบัติการภารกิจอวกาศแล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนทำให้ทางทีม TIGERS-X ต้องเรียนรู้ลำดับการออกคำสั่งและลำดับการสื่อสารเพื่อให้การดำเนินการสามารถดำเนินไปได้โดยปลอดภัยและปราศจากข้อผิดพลาด
โดยลำดับการสื่อสารคือ หัวหน้าของทีมวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ชื่อเรียกขานว่า “Science” จะทำการขานขออนุญาตทำการทดลองโดยระบุ Parameter การทดลองต่าง ๆ ให้กับทาง “Flight Engineer” ซึ่งรับหน้าที่ในการส่งคำสั่งไปยังการทดลอง โดยทั้งหมดจะถูกควบคุมโดย “Flight Director” ที่จะคอยอนุมัติทุกคำสั่ง รวมถึงตัดสินใจในกรณีที่เกิดปัญหาหรืออุปสรรค และมีสิทธิ์สั่งหยุดการทดลองหากพบว่าเกิดปัญหาขึ้นที่จะส่งผลต่อภาพรวมของภารกิจ

แม้สิ่งนี้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐานในการทำงาน แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมี Mission Operation และ Mission Control สำหรับปฏิบัติการบนสถานีอวกาศมาก่อน ภารกิจ TIGERS-X จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการสื่อสาร และระบบการสื่อสารอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการส่งคำสั่ง โดยตลอด 10 วันของการทดลองไม่มีการออกคำสั่งทำการทดลองที่ผิดพลาดเลยแม้แต่คำสั่งเดียว และนี่คือสิ่งที่แรกที่ทีมวิจัยได้เรียนรู้ในทันทีที่เริ่มต้นทำการทดลอง
การเชื่อมต่อกับสถานีฯ ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
ช่วงเวลา AOS และ LOS นับว่าเป็นประเด็นใหญ่ในการทำการทดลองเนื่องจากว่าการทดลอง TIGERS-X ต้องอาศัยการสื่อสารผ่านจากรับสัญญาณทั้ง S-band และ Ku-band ซึ่งทั้งสองคลื่นอาจจะไม่ได้มีช่วงเวลาที่ AOS และ LOS ในช่วงเดียวกัน บางช่วง S-band อาจจะมีช่วง AOS ก่อน Ku-band หรือบางช่วง Ku-band อาจจะมี AOS ที่ยาวนานกว่า S-band ซึ่งการจะทราบช่วงของ AOS และ LOS นี้ต้องอาศัยข้อมูลจากสถานีฯ เท่านั้น
ปกติแล้ว S-band จะมี Bandwidth ที่น้อยกว่า Ku-band แต่ถึงอย่างนั้นในความเป็นจริงทีมวิจัยพบว่าการจัดการสื่อสาร มีการทำ Load Balance จำกัดปริมาณการส่งข้อมูลของอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้เมื่อใช้งานจริงค่าความหน่วยของสัญญาณหรือ Latancy และ ความเร็วในการส่งข้อมูลนั้นแทบจะเท่ากันตลอดในทุกช่วงของสัญญาณ และเมื่อเข้าสู่ช่วง AOS ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรับ-ส่งข้อมูลเพื่อเริ่มต้นการทดลองได้ในทันที เพราะทางทีมงานได้พบว่าจะต้องรอเป็นระยะเวลาสักพักหนึ่งก่อนจึงจะสามารถส่งสำสั่ง “Ping” เพื่อติดต่อกับชุดการทดลองได้ จึงมีการตั้ง Standard Operating Procedure หรือ SOP ให้หลังจากเข้าช่วง AOS แล้วจะต้องรอเป็นระยะเวลา 1 นาทีก่อนจึงจะเริ่มต้นการ Ping เพื่อทำการเช็คค่า Latency และ Package Loss ของการสื่อสาร

หากมี Package Loss ระหว่างการทดสอบมากทางทีมจะตัดสินใจยกเลิกการส่งการทดลองเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการสื่อสารข้อมูลที่อาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดในชุดการทดลองได้ เช่น ในช่วงเช้าวันแรกของการทดลองเมื่อทำการทดสอบการเชื่อมต่อพบว่า Package Loss ถึง 100% แต่หลังจากนั้นทางทีมวิจัยก็สามารถกลับมาติดต่อกับชุดการทดลองได้เป็นปกติในช่วงบ่ายจึงอธิบายว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเกิดจาก Operation บางอย่างบนสถานีอวกาศที่ดึงขีดความสามารถของการสื่อสารไปทั้งหมด
โดยในตอนแรกทีมวิจัยวางแผนว่าจะทำการทดลองเพียงแค่ 6 วัน โดยทำการทดลองเพียงแค่วันละ 120 นาทีและจะทำการบันทึกผลการทดลอง 240 นาทีต่อวัน แต่หน้างานจริงทีมเลือกที่จะใช้ทุกโอกาสของช่วง AOS เพื่อที่จะทำการทดลองเพื่อให้สามารถเก็บผลการทดลองให้ได้มากที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะเมื่อทีมวิจัยได้เริ่มต้นทำการทดลองจริงพวกเขาได้พบว่าปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองมีมากกว่าที่คิด
การแก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ
ตั้งแต่วันแรกของการทดลอง ทีมได้พบกับปัญหา “ฟองอากาศ” ที่ทีมเรียกว่า “Micro-Bubble” การค้นพบปัญหาดังกล่าวเกิดจากน้ำและน้ำมันไม่ได้อยู่ภายในท่ออย่างที่ควรจะเป็น แต่เต็มไปด้วยฟองอากาศ สิ่งนี้ทำให้ทางทีมวิจัยเกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมากเนื่องจากการที่มีฟองอากาศเกิดขึ้นภายในระบบอาจหมายถึงการรั่วของระบบของเหลวภายในชุดการทดลอง ซึ่งทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ได้ระดมสมองเพื่อแก้ปัญหานี้เป็นระยะเวลาหลายวัน จนในที่สุดทางทีมได้ตั้งสมมุติฐานว่าเป็นไปได้ที่ความดันภายในสถานีอวกาศนานาชาติจะลดลงจากความดันปกติที่ 1 ATM และทำให้ความดันภายในถุงขยายตัวขึ้น เหมือนกับขวดน้ำที่พองตัวเมื่อขึ้นเครื่องบิน
ตามเอกสารมาตรฐานของ NASA สถานีอวกาศนานาชาติจะรักษาความดันภายในอยู่ที่ 0.7-1.01 ATM แปลว่ามีโอกาสที่ความดันภายในสถานีอวกาศนานาชาติโดยรวมจะลดลงและทำให้ชุดการทดลองที่เป็นระบบปิดขยายตัว จนทำให้ฟองอากาศค้างที่ท่อขาเข้าของชุดการทดลอง นำไปสู่ความดันภายในชุดการทดลองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ชุดการทดลองอาจจะรั่วไหล ท่อหลุด หรือฉีกขาดได้เมื่อเริ่มต้นทำการปั๊ม
ทางทีมนักวิทยาศาสตร์จึงต้องทำการคำนวณความเสี่ยงของชุดการทดลองว่าหากเริ่มต้นการทำงานจะเกิดปัญหาที่นำมาสู่ “Catastrophic Failure” หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้ความดันจะเพิ่มขึ้นแต่ระบบท่อยังสามารถที่จะรองรับแรงดันได้อยู่ทำให้ทีมวิจัยสามารถดำเนินการทดลองได้ต่อและมั่นใจได้ว่าชุดการทดลองไม่ได้รั่วไหล สำหรับกรณีที่พบฟองอากาศเกิดขึ้นในท่อฝั่ง Inlet ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันก่อนการทดลองนั้น ทางทีมวิจัยได้ตั้ง Protocol ในการเริ่มต้นการทดลองในแต่ละวันให้ทำการเปิดปั๊มเพื่อไล่ฟองอากาศออกจากท่อก่อนที่จะทำการทดลองเพื่อให้สามารถทำการทดลองได้โดยปราศจากฟองอากาศที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้นแล้วทางทีมได้ใช้โอกาสที่มีฟองอากาศอยู่ภายในชุดการทดลองมาร่วมใช้ในการศึกษาถึงพฤติกรรมของฟองภายในสภาวะไร้น้ำหนักซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในโจทย์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากของเหลวที่ใช้ในการทดลองคือ BFluid ซึ่งเป็นสารโภชนาการทางหลอดเลือดดำ หรือ TPN ที่มีกรดอะมิโนและน้ำตาลกลูโคสผสมอยู่ การที่มีสารละลายอยู่ในนำ้จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Zeta Potential ที่ดึงดูดฟองอากาศให้อยู่ในสารละลายได้นานมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นสาเหตุหลักของการพบฟองอากาศจำนวนมากภายในการทดลอง รวมถึงยังพบปรากฏการณ์การต่าง ๆ เกี่ยวกับฟองอากาศ น้ำและน้ำมันที่นักวิจัยแยกจัดหมวดหมู่ปรากฏการณ์เพื่อนำไปใช้ศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้ต่อและเพิ่มเติมได้อีกมากมาย รวมถึงปรากฏการณ์ที่ผลิตภัณฑ์ Emulsion แยกตัวออกจากกัน นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดไปจากที่คาดไว้ของนักวิจัยและคาดว่าน่าจะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ Emulsion ได้อีกเพิ่มเติม
อีกหนึ่งปัญหาที่พบคือเรื่องของ Microchannel ภายใน Lab-on-a-Chip หมายเลข 2 และหมายเลข 4 พบปัญหาไม่สามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ โดยทีมวิจัยได้แยกการทำงานของชุดการทดลองออกเป็น 2 ชุดคือ ชุด Microchannel 1 และ 3 กับขุด Microchannel 2 และ 4 โดยเริ่มต้นทำการทดลองตั้งแต่วันแรกจะเป็นชุด Microchannel 1 และ 3 เมื่อน้ำภายในถุงบรรจุ 1 และ 3 หมดทางทีมจะเริ่มต้นการทดลองต่อที่ Microchannel 2 และ 4
ในวันที่ 6 ทีมได้เริ่มต้นใช้งาน Microchannel 2 เป็นครั้งแรก เมื่อเปิดการทำงานแล้วทางทีมกลับพบว่าเมื่อถึงรอบการสูบน้ำที่ตรงกับที่น้ำควรจะไหลเข้ามาใน Microchannel แล้ว ระบบกลับยังไม่มีน้ำเข้ามา ทางทีมจึงหยุดการใช้งาน Microchannel ไว้ก่อนเพื่อป้องกันระบบสูบอากาศเข้าไปมากเกินไปส่งผลให้ความดันในถุงเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้ระบบท่อมีปัญหา กับ Microchannel 4 ที่แม้จะจ่ายน้ำได้ตามปกติ แต่ว่าปรากฏการณ์ภายใน Microchannel 4 นี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าการไหลของน้ำและน้ำมันมีการแยกท่อการไหลออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนใน Microchannel 1 และ 3 ทำให้เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไม่ตรงกับความคาดหมายของนักวิจัยแต่ก็น่าสนใจที่จะศึกษาต่อเป็นอย่างมาก
การจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลจากการทดลอง
ตลอด 10 วันของการทดลอง TIGERS-X สร้างปริมาณข้อมูลและผลลัพธ์ของการทดลองมหาศษล แน่นอนว่าทางทีมวิจัยไม่สามารถรวบรวมข้อมูล จัดการข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดลองที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดได้ด้วยมือของนักวิจัยที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงได้ จึงเกิดการแบ่งช่วงเวลาในการทำงานคือช่วงที่มีรอบ AOS ต่อเนื่อง ทางทีมจะทำการทดลอง ส่วนช่วงที่มีรอบ AOS ค่อนข้างห่างกัน ทีมหลักจะพักผ่อนและให้ทีมสำรองทำการดาวน์โหลดข้อมูลจากชุดการทดลองมายังสถานีภาคพื้นดิน ถึงอย่างนั้นแม้จะบริหารจัดการเวลาในการทำงานดีแค่ไหน แต่ข้อมูลที่ได้รับมาก็มีปริมาณที่มากและมหาศาลต่อการจัดการอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ทีมจึงต้องสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการกับฐานข้อมูล เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์สามารถดึงข้อมูลของการทดลองมาทำการวิเคราะห์ผลได้โดยง่าย ลดเวลาที่วิศวกรจะต้องทำงานเพื่อดึงข้อมูลที่น่าสนใจให้กับนักวิทยาศาสตร์และทำให้สามารถออกแบบและปรับเปลี่ยนการทดลองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการสร้างเครื่องมือเพื่อจัดการกับข้อมูล เช่นการรวมภาพ Mosaic ของกล้องถ่ายภาพสองตัวให้เป็นภาพวิดีโอเดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการดูพฤติกรรมของของไหลใน Microchannel และสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Image Processing เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามผลการทดลองและลดเวลาในการวิเคราะห์ผล ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ของทีมวิจัยเพื่อห้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด
รวมตัวเลขที่น่าสนใจจากการทดลอง
การทดลอง TIGERS-X นับว่าเป็นการทดลองการผสมของของไหลชิ้นแรกของประเทศไทยและเป็นการทดลองที่มี Mission Control ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ตลอด 10 วันที่ผ่านมาการทดลอง TIGERS-X ได้สร้างข้อมูลวิทยาศาสตร์และส่งข้อมูลกลับมาผ่านระบบสื่อสารของสถานีอวกาศนานาชาติ
- ชุดการทดลอง TIGERS-X ตั้งแต่ถูกเชื่อมและรับส่งข้อมูลชุดแรกจนถึงชุดสุดท้าย กินระยะเวลา 9 วัน 14 ชั่วโมง 57 นาที 23 วินาที
- มีการบันทึกวิดีโอการทดลองเป็นวิดีโอความละเอียดสูงจำนวน 2,159 ไฟล์ หากเปิดเล่นทั้งหมด จะต้องใช้เวลาดู 3 วัน 22 นาที นับเป็นขนาดทั้งหมด 110 GB ซึ่งข้อมูลจำนวน 63 GB ได้ถูกโหลดกลับลงมายังโลก เพื่อวิเคราะห์ในทันที โดยไม่ต้องรอชุดการทดลองถูกส่งคืนกลับมา
- ปั๊มน้ำทำงานทั้ง 8 ตัวบนชุดการทดลอง ทำงานไปทั้งหมดรวมแล้ว 218 ครั้ง ระยะเวลารวมกัน 15 นาที 12 วินาที
- หากนับรอบการทำงานทั้งหมดของอุปกรณ์ทุกชิ้น จะนับเป็น 831,443 รอบการทำงาน ผ่านชุดคำสั่งสำเร็จรูป 1,407 คำสั่ง ที่ถูกส่งจากภาคพื้นดิน
ตัวเลขเหล่านี้ถูกอัดแน่นอยู่ในช่วงเวลาเพียงแค่ 10 วัน นับว่าการทดลอง TIGERS-X เป็นการทดลองที่สร้างสถิติและขีดความสามารถใหม่ของประเทศไทยในอุตสาหกรรมอวกาศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจะเป็นกรณีศึกษษให้กับการทดลองที่จะเกิดขึ้นถัด ๆ ไปในอนาคต พิสูจน์ว่าคนไทยสามารถสร้างชุดการทดลองที่จะส่งไปดำเนินการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติได้จริง และจะช่วยให้ต้นทุนของการทำการทดลองในอวกาศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทีมวิจัยได้เรียนรู้องค์ความรู้ที่ไม่สามารถหาศึกษาที่ไหนได้โดยง่าย และองค์ความรู้ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากเราไม่มีการทำภารกิจไปยังบนสถานีอวกาศนานาชาติ ดังนั้น TIGERS-X คือการทดลองที่จะเป็นฐานและมรดกองค์ความรู้ทางวิศวกรรมที่จะส่งต่อให้กับวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ รวมถึงเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยรุ่นใหม่อีกมากมายที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมการปฏิบัติภารกิจของชุดการทดลอง TIGERS-X ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของวงการอวกาศไทยในอนาคต
สำหรับผลการลองทางวิทยาศาสตร์ และข้อมูลการค้นพบใหม่ จะถูกประกาศหลังจากทีมได้วิเคราะห์ข้อมูลและตีพิมพ์งานวิจัยทั้งในด้านพฤติกรรมของของไหล พฤติกรรมการผสม และกรณีศึกษาที่จะนำไปสู่การปรับปรุงระบบอาหารและเวชภัณฑ์สำหรับโลกและอวกาศในอนาคต
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co