วันที่ 29 มิถุนายน 2026 บริษัท Rocket Lab ประกาศข่าวใหญ่ที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมาก็คือ Rocket Lab to acquire Iridium Communications ด้วยการเข้าซื้อกิจการ Iridium บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก ในดีลมูลค่า Enterprise Value ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9 แสนล้านบาท โดย Rocket Lab จะซื้อหุ้นทั้งหมดของ Iridium ที่ราคา 54 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็นเงินสด 27 ดอลลาร์ และส่วนที่เหลือเป็นหุ้นของ Rocket Lab ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา ดีลนี้ได้รับการอนุมัติจากบอร์ดของทั้งสองบริษัทแล้ว และคาดว่าจะปิดดีลได้ในช่วงกลางปี 2027
สิ่งที่ Rocket Lab ได้จากดีลนี้คือทั้งเครือข่ายดาวเทียม คลื่นความถี่ ฐานลูกค้า และประสบการณ์การให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมจริงที่สั่งสมมาหลายสิบปี Iridium มีลูกค้าที่ใช้งานอยู่มากกว่า 2.55 ล้านรายทั่วโลก และมี Partner มากกว่า 500 ราย ให้บริการตั้งแต่การสื่อสารด้วยเสียง ข้อมูล Internet of Things หรือ IoT บริการด้าน Positioning Navigation and Timing หรือ PNT ไปจนถึงบริการด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการบิน ทางทะเล ภาครัฐ กลาโหม และกิจการในพื้นที่ห่างไกลที่เครือข่ายภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง

Iridium เป็นชื่อที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอวกาศ เพราะนี่คือหนึ่งในเจ้าของไอเดีย Constellation เชิงพาณิชย์ยุคแรก ๆ ของโลก แนวคิดดั้งเดิมของ Iridium เกิดขึ้นจากวิศวกรของ Motorola ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่ต้องการสร้างระบบโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั้งโลก โดยใช้ดาวเทียมวงโคจรต่ำหลายดวงทำงานร่วมกัน แทนที่จะพึ่งดาวเทียมค้างฟ้าไม่กี่ดวงเหมือนระบบสื่อสารดาวเทียมแบบดั้งเดิม พูดง่าย ๆ คือ ก่อนที่โลกจะมี Starlink, Amazon Leo หรือ OneWeb
แม้ในตอนนั้นบริษัทจะขาดทุนย่อยยับจากการให้บริการ แต่การกลับมาของ Iridium ในยุคใหม่คือโครงการ Iridium NEXT หรือการสร้าง Constellation รุ่นที่สองขึ้นมาทดแทนดาวเทียมชุดแรกที่เริ่มแก่ตัวลงหลังใช้งานมาตั้งแต่ยุค 1990 โดย Iridium NEXT ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนดาวเทียมเก่าเป็นดาวเทียมใหม่ แต่เป็นการอัปเกรดทั้งเครือข่ายให้รองรับบริการยุคใหม่มากขึ้น ตั้งแต่ Broadband L-band, IoT, Tracking, Aviation Safety, Maritime Communications ไปจนถึง Payload เสริมอย่าง Aireon สำหรับติดตามเครื่องบินทั่วโลกจากอวกาศ ผ่านระบบ ADS-B
สิ่งที่น่าสนใจคือ Iridium กลับมาได้อีกรอบแบบแทบจะต้องให้เครดิต Falcon 9 ตรง ๆ เพราะระหว่างปี 2017-2019 SpaceX ใช้ Falcon 9 ปล่อยดาวเทียม Iridium NEXT ทั้งหมด 75 ดวงขึ้นสู่วงโคจรใน 8 เที่ยวบินทำให้ Iridium สามารถเปลี่ยนผ่านจาก Constellation รุ่นเก่าไปสู่เครือข่ายใหม่ได้สำเร็จในเวลาไม่ถึงสองปี หลังจากเคยเป็นบริษัทที่เกือบล้มละลายในยุคแรกของ Satellite Phone นี่จึงเป็นอีกชั้นของ irony ที่สวยมาก คือ Constellation รุ่นบุกเบิกของโลกกลับมายืนได้อีกครั้งด้วยจรวดของบริษัท New Space และวันนี้บริษัท New Space อีกรายอย่าง Rocket Lab ก็กำลังซื้อ Iridium เพื่อใช้มันเป็นฐานของอาณาจักร Constellation ของตัวเองต่อไป

Constellation ของ Iridium NEXT ในปัจจุบันประกอบด้วยดาวเทียมใช้งานหลัก 66 ดวง พร้อมดาวเทียมสำรองในวงโคจรอีก 14 ดวง ทำงานในย่าน L-band ซึ่งมีจุดแข็งคือความทนทานต่อสภาพอากาศและความน่าเชื่อถือในการสื่อสารในพื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดินใช้งานไม่ได้ เช่น กลางมหาสมุทร ขั้วโลก พื้นที่ภูเขา เขตภัยพิบัติ หรือสนามรบ เครือข่ายนี้ไม่ใช่ Broadband ความเร็วสูงแบบ Starlink แต่เป็นโครงข่ายสื่อสารวิกฤตที่เน้นความทั่วถึง ความเสถียร และความอยู่รอดของการเชื่อมต่อมากกว่า
แม้จะเป็นบริษัทเก่าแก่ แต่ในปี 2025 บริษัททำรายได้รวม 871.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันแปลว่า Rocket Lab ไม่ได้ซื้อแค่สินทรัพย์อวกาศ แต่ซื้อกระแสเงินสดประจำจากธุรกิจบริการดาวเทียมที่มีลูกค้าใช้งานจริงอยู่แล้ว เข้ามาเติมให้บริษัทที่เดิมรายได้ยังผูกกับการปล่อยดาวเทียมและการขายระบบยานอวกาศเป็นหลัก
นี่คือจุดที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจกว่าการซื้อกิจการตามปกติ Rocket Lab เดิมมีภาพจำเป็นบริษัท Launch และ Space Systems กล่าวคือ ปล่อยดาวเทียมด้วย Electron, พัฒนา Neutron, ผลิตดาวเทียม, ผลิตชิ้นส่วน ระบบควบคุม ยานอวกาศ และ Payload ให้ลูกค้า แต่หลังดีลนี้ Rocket Lab จะข้ามจากการเป็น “คนรับจ้างพาของขึ้นอวกาศ” และ “คนสร้างของให้คนอื่น” ไปสู่การเป็นเจ้าของ Infrastructure อวกาศของตัวเอง

ภาพนี้ใกล้กับโมเดลที่ SpaceX ใช้กับ Starlink มาก Rocket Lab ไม่ได้แค่ต้องการปล่อยจรวดให้คนอื่น แต่ต้องการมี Demand ของตัวเอง มี Payload ของตัวเอง และมีบริการปลายทางของตัวเอง เพราะสุดท้ายธุรกิจอวกาศยุคใหม่ไม่ได้จบที่การส่งของขึ้นวงโคจรอีกแล้ว แต่จะจบที่คำถามว่า “ของที่อยู่บนนั้นหารายได้อย่างไร” SpaceX ใช้ Falcon 9 ลดต้นทุนการปล่อย Starlink แล้วใช้ Starlink สร้างรายได้ประจำกลับมาหล่อเลี้ยงทั้งระบบ ส่วน Rocket Lab กำลังพยายามประกอบสูตรเดียวกันในสเกลของตัวเอง คือมีจรวด มีดาวเทียม มีคลื่นความถี่ให้บริการ และที่สำคัญคือมีลูกค้า
แต่ดีลนี้ก็มีรายละเอียดเชิง Launch ที่น่าสนใจ เพราะถ้า Rocket Lab ต้องการปล่อยดาวเทียม Iridium NEXT เพิ่ม หรือสร้าง Iridium รุ่นถัดไปในสเกลใกล้เคียงกับ Constellation เดิม บริษัทอาจยังไม่สามารถใช้ Electron ทำงานนี้ได้โดยตรง เนื่องจาก Iridium NEXT หนึ่งดวงมีมวลระดับหลายร้อยกิโลกรัม และในอดีต SpaceX ใช้ Falcon 9 ปล่อยขึ้นทีละ 10 ดวงต่อเที่ยวบิน นั่นทำให้ภารกิจลักษณะนี้เหมาะกับจรวดขนาดกลางถึงหนักมากกว่า Electron ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับ Payload ขนาดเล็ก ดังนั้นในทางปฏิบัติ Rocket Lab มีสองทางเลือก คือรอให้ Neutron จรวดรุ่นใหม่ของตัวเองพร้อมใช้งานเพื่อปล่อยและเติมดาวเทียมใน Fleet ของ Iridium ด้วยระบบของตัวเอง หรือยังต้องใช้บริการ Launch Provider รายอื่นไปก่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตรงนี้เองที่ทำให้ดีล Iridium ไม่ได้เป็นแค่การซื้อเครือข่ายดาวเทียม แต่กลายเป็นแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ให้ Rocket Lab ต้องทำให้ Neutron เกิดจริง เพราะหากบริษัทควบคุมได้ทั้งดาวเทียม เครือข่าย คลื่นความถี่ และจรวดสำหรับดูแล Constellation ของตัวเองได้สำเร็จ Rocket Lab ก็จะขยับเข้าใกล้โมเดลเดียวกับ SpaceX มากขึ้น
ก่อนหน้านี้เราเพิ่งเห็นดีลที่มีทิศทางคล้ายกัน เมื่อ Amazon ประกาศเข้าซื้อ Globalstar มูลค่า หมื่นล้านล้านดอลลาร์ ที่เราเคยรายงานไปใน Amazon ประกาศซื้อ Globalstar กลายเป็นผู้ดูแลดาวเทียมที่ Apple ใช้ เพื่อเติมความสามารถด้าน Direct-to-Device หรือ D2D ให้กับ Amazon Leo พร้อมสานต่อบริการดาวเทียมสำหรับอุปกรณ์ของ Apple เช่น Emergency SOS ผ่านดาวเทียม และเรายังได้เห็นการเติบโตในตลาดการปล่อยที่ถูกดันโดย Amazon LEO อย่างชัดเจน ที่เรารายงานไปในบทความ Amazon Leo กำลังทำให้ตลาดจรวดนอก SpaceX โตอย่างมีนัยสำคัญ กรณีนี้ของ Rocket Lab ซื้อกิจการ Iridium สะท้อนภาพเดียวกันว่า บริษัทดาวเทียมยุคเก่า ซึ่งมีสิ่งที่ผู้เล่นยุคใหม่อยากได้มากที่สุดอย่างคลื่นความถี่ เครือข่าย และลูกค้า กำลังกลายเป็นเป้าหมายของบริษัทอวกาศยุคใหม่ที่ต้องการเร่งสร้าง Ecosystem ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ไม่ได้แปลว่า Rocket Lab จะกลายเป็น SpaceX หมายเลขสอง เพราะ Iridium กับ Starlink อยู่คนละตลาดกันระดับหนึ่ง Starlink เป็น Broadband Constellation ที่เน้นปริมาณข้อมูลสูงและฐานผู้ใช้ Consumer กับ Enterprise จำนวนมาก ขณะที่ Iridium แข็งแรงในตลาด Mission-Critical Communications, IoT, Maritime, Aviation, Government และ PNT อีกทั้ง Rocket Lab ยังต้องรับภาระการเงินจากดีลขนาดใหญ่ จากเงินกู้มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์จาก Deutsche Bank และ Wells Fargo เพื่อช่วยจัดหาเงินสดในส่วนของดีลนี้ นั่นแปลว่าแม้โอกาสจะใหญ่มาก ความเสี่ยงด้านการเงิน การรวมกิจการ และการพัฒนา Constellation รุ่นถัดไปก็ใหญ่ตามไปด้วย
แต่ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ Rocket Lab ไม่ได้ซื้ออดีตของ Iridium แต่กำลังซื้ออนาคตที่ตัวเองยังไม่มี และถ้าบริษัทต่อชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกันได้จริง ดีลนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Rocket Lab จากบริษัทที่พา Payload ของคนอื่นขึ้นสู่วงโคจร กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของ Infrastructure อวกาศที่สำคัญที่สุดรายหนึ่งของยุคนี้ก็เป็นได้
สามารถอ่านอัพเดทโครงการและแผนการตลาดของ Rocket Lab ได้ที่ วิเคราะห์ Neutron ของ Rocket Lab ในปี 2026 ความคืบหน้าและเที่ยวบินแรก
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co