การทดลอง TIGERS-X ถูกติดตั้งบนสถานีอวกาศ ได้รับสัญญาณกลับโลกแล้ว

หลังจากออกเดินทางสู่อวกาศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 ไปกับยาน Dragon ของ SpaceX ในภารกิจขนส่งสัมภาระไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ CRS-34 ที่เราเคยรายงานไปใน เรื่องราวการมาส่ง TIGERS-X เดินทางขึ้นสู่อวกาศในเที่ยวบิน CRS-34 การทดลอง TIGERS-X หรือ Thailand Innovative G-Force Varied Emulsification Research for Space Exploration ได้เดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 ก่อนที่กระบวนการหลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงทยอยนำการทดลองต่าง ๆ ออกจากยาน Dragon เข้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ตรวจสอบสภาพหลังการเดินทาง และเตรียมเข้าสู่ระบบปฏิบัติการจริงบนสถานี หนึ่งใน Payload เหล่านั้นคือ TIGERS-X การทดลองด้านของเหลวและการแพทย์อวกาศของไทย ที่ถูกออกแบบให้ทำงานผ่านระบบ Lab-on-a-Chip ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อศึกษาพฤติกรรมการผสมและการไหลของของเหลวในสภาพไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์และระบบอาหาร

ในช่วงก่อนการติดตั้ง ทีมวิจัยของ TIGERS-X ใช้เวลาหลายวันในการซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติการจริง ทั้งการตรวจสอบระบบภาคพื้นดิน การทดสอบ Telecommand การเตรียม Timeline ของการทดลอง การจำลองสถานการณ์ AOS และ LOS ของระบบสื่อสาร ตลอดจนการเตรียมกระบวนการตอบสนองหากข้อมูล Telemetry ที่ได้รับกลับมาจากสถานีไม่เป็นไปตามที่คาดไว้

ทีมงานขณะกำลังรอรับสัญญาณจากการทดลอง TIGERS-X บนสถานีอวกาศนานาชาติ ที่มา – Chulabhorn Royal Academy

ในที่สุด วันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ทาง Space Applications Services ผู้ดูแลแพลตฟอร์ม ICE Cubes บนสถานีอวกาศนานาชาติ ได้แจ้งกับทีมวิจัยว่า นักบินอวกาศ Sophie Adenot แห่งองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ได้นำการทดลอง TIGERS-X เข้าติดตั้งบนแพลตฟอร์ม ICE Cubes ภายในโมดูล Columbus ซึ่งเป็นส่วนปฏิบัติการของฝั่งยุโรปบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในเวลา 22:10 ตามเวลาประเทศไทย การติดตั้งดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หมายความว่า TIGERS-X ได้เข้าสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานของสถานีอวกาศนานาชาติจริง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้รองรับการทดลองเชิงพาณิชย์และวิทยาศาสตร์จากภาคพื้นดิน

หลังการติดตั้ง นักบินอวกาศได้มีการพูดคุยกับทีมของ Space Applications Services เป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อยืนยันความเรียบร้อยของขั้นตอน Installation และตรวจสอบสถานะเบื้องต้น ก่อนที่ระบบจะถูกส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดต่อสื่อสารกับการทดลองจากภาคพื้นดิน ในเวลา 23:38 ตามเวลาประเทศไทย ทีมวิจัยสามารถติดต่อสื่อสารกับการทดลอง TIGERS-X ได้สำเร็จ นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญมากในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่ห้องควบคุมภาคพื้นดิน ณ ประเทศไทย สามารถรับส่งสัญญาณโดยตรงกับการทดลองของไทยที่ติดตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติได้จริง ไม่ใช่เพียงการรอรับรายงานจากต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการฝาก Payload ขึ้นไปกับแพลตฟอร์มของผู้อื่นแล้วรอผลลัพธ์หลังจบภารกิจ แต่เป็นการปฏิบัติการแบบ Active Communication ที่ทีมภาคพื้นดินในประเทศไทยสามารถตรวจสอบสถานะ สั่งงาน และติดตามผลของการทดลองได้โดยตรง

ทีมวิจัยขณะได้สามารถโหลดวิดีโอชุดแรกกลับลงมายังโลกจากตัว TIGERS-X ที่มา – Chulabhorn Royal Academy

หลังจากได้รับสัญญาณกลับโลก ทีมวิจัยได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสถานะของ TIGERS-X ตั้งแต่ระบบเชื่อมต่อสัญญาณ ระบบพลังงาน ระบบควบคุมภายใน ไปจนถึงระบบกล้องถ่ายภาพทั้ง 4 ตัว ซึ่งมีหน้าที่ติดตามพฤติกรรมของของเหลวภายในระบบ Lab-on-a-Chip ผลการตรวจสอบพบว่า ระบบทั้งหมดทำงานได้ตามปกติ

หลังจากยืนยันสถานะเบื้องต้น ทีมวิจัยได้เริ่มกระบวนการซักซ้อมและ Calibration ของระบบ โดยจ่ายของเหลวในการทดลองเข้าสู่ระบบ Lab-on-a-Chip และเคลียร์ของเหลวออกจากระบบ รวมทั้งหมด 3 Session การทดลอง แต่ละ Session ถูกออกแบบให้อยู่ภายในช่วงเวลาที่สามารถรับส่งสัญญาณกับสถานีอวกาศนานาชาติได้ หรือที่เรียกว่า AOS และพักการทำงานในช่วง LOS ซึ่งเป็นช่วงที่การติดต่อสื่อสารไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง เพราะเป็นการทดลองที่ควบคุมจากภาคพื้นดินทั้งหมดแบบ 100% โดยไม่ต้องใช้นักบินอวกาศมาช่วยทำการทดลองหลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Timeline ของวิทยาศาสตร์กับ Timeline ของการสื่อสารจึงกลายเป็นสิ่งเดียวกัน การทดลองจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อระบบสื่อสาร ระบบควบคุม และระบบความปลอดภัยทำงานประสานกันได้

ทีมวิจัยขณะทดสอบจ่ายของเหลวเข้าสู่ระบบ Lab-on-a-Chip ภายในตัวการทดลอง ที่มา – Chulabhorn Royal Academy

หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นในช่วงประมาณตี 3 ของเช้าวันถัดไป ผลที่ออกมาพบว่า พฤติกรรมของของเหลวภายในระบบเป็นไปตามการคาดเดาข้างต้นหรือ Assumption ที่ทีมวิจัยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า นี่คือผลลัพธ์ที่สำคัญมาก เพราะหนึ่งในคำถามหลักของการทดลองของเหลวในสภาวะไร้น้ำหนักคือสิ่งที่เราคิดจากแบบจำลองภาคพื้นดินนั้นยังใช้ได้อยู่แค่ไหน เมื่อแรงโน้มถ่วงที่เคยครอบงำพฤติกรรมของของเหลวแทบจะถูกตัดออกไป บนโลก เรามักคุ้นเคยกับของเหลวที่ไหลลงด้านล่าง แยกชั้นตามความหนาแน่น หรือมีพฤติกรรมที่ถูกแรงโน้มถ่วงดึงให้เป็นไปตามสัญชาตญาณของเรา แต่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ของเหลวไม่ได้ “เชื่อฟัง” โลกแบบนั้นอีกต่อไป แรงตึงผิว Capillary Effect รูปทรงของช่องทางไหล และการออกแบบ Microfluidic Structure กลายเป็นปัจจัยหลักของระบบแทน

หลังจากนี้ TIGERS-X จะเริ่มดำเนินการทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยนักบินอวกาศช่วยทำการทดลองเพิ่มเติม หลังจากนี้ การทดลอง TIGERS-X จะดำเนินเข้าสู่ช่วง Day 1 และทำงานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน เพื่อเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ตามแผนที่วางไว้ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของของเหลวใน Microgravity และอาจนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์อวกาศ ระบบสารอาหารในภารกิจระยะยาว และการออกแบบอุปกรณ์ Microfluidics สำหรับสภาพแวดล้อมที่แรงโน้มถ่วงไม่ใช่ตัวแปรหลักเหมือนบนโลก

ในภาพเราจะเห็นฟองอากาศในตัวการทดลอง ที่มีลักษณะกลมเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ว่าภาพที่เราเห็นนี้มาจากสภาวะไร้น้ำหนัก ที่มา – Chulabhorn Royal Academy

TIGERS-X ยังถือเป็นหนึ่งในการทดลองด้านของเหลวแบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนที่สุดบนสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเวลานี้ เพราะต้องรวมหลายระบบที่ปกติแล้วมีความเสี่ยงสูงไว้ใน Payload ขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเหลว การควบคุมการไหล การถ่ายภาพ การสื่อสาร การจ่ายพลังงาน และการควบคุมจากภาคพื้นดินทั้งหมด ความท้าทายของการทดลองประเภทนี้ไม่ใช่แค่ทำให้ของเหลวไหลได้ แต่ต้องทำให้ของเหลวไหลอย่างที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ผ่านเส้นทางที่ต้องการ โดยไม่รั่ว ไม่ปนเปื้อน ไม่สร้างความเสี่ยง และยังต้องให้ระบบสามารถส่งข้อมูลกลับมาให้ทีมบนโลกวิเคราะห์ได้เพียงพอ

ย้อนกลับไปยังช่วงก่อนหน้าทีมเคยพบข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการรั่วไหลของของเหลว อันเป็นหนึ่งในประเด็นที่สถานีอวกาศนานาชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะของเหลวในอวกาศไม่ไหลลงพื้น แต่สามารถลอย กระจาย เกาะพื้นผิว หรือเข้าไปในบริเวณที่ไม่ควรเข้าได้ ความเสี่ยงแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กในทางวิศวกรรมอวกาศ อย่างไรก็ตาม ทีมสามารถแก้ปัญหาและปรับปรุงระบบให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ทีมงาน TIGERS-X ยังได้เปิดหน้า Public Dashboard ที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสถานะของการทดลองรวมถึงช่วงเวลาในการทำงานต่าง ๆ ได้ด้วย

ภาพแสดง Dashboard ที่ทุกคนสามารถชมการทำงานของตัว TIGERS-X แบบสด ๆ ได้ ที่มา – Chulabhorn Royal Academy

เหตุการณ์นี้คือหมุดหมายสำคัญของการขยับจากการเป็นผู้ชมไปสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการในระบบนิเวศของสถานีอวกาศนานาชาติ เราอาจเคยส่งสิ่งของ ชิ้นงาน หรือการทดลองบางอย่างไปกับภารกิจต่างประเทศมาก่อน แต่ TIGERS-X แสดงให้เห็นอีกระดับของการมีส่วนร่วม คือการมี Payload ที่สื่อสารกับภาคพื้นดินได้ มีห้องควบคุม มีทีมปฏิบัติการ มีการวางแผน Mission Timeline และมีการตัดสินใจทางวิศวกรรมแบบ Real-Time หรือ Near Real-Time จากประเทศไทยเอง สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะอุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้เติบโตจากการมีจรวดอย่างเดียว แต่เติบโตจากความสามารถในการออกแบบระบบ ทำเอกสาร ทดสอบ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ปฏิบัติการ และสร้างข้อมูลวิทยาศาสตร์กลับมาใช้ต่อได้

สามารถอ่านรายละเอียดเบื้องหลังเพิ่มเติมได้ในบทความ เจาะลึกการทำงานของ TIGERS-X การทดลองการแพทย์ของไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.