สมรภูมิการแข่งขันสู่ดาวอังคารในทศวรรษ 2020 ยังคงดุเดือดไม่แพ้ในอดีต ภาพของการสำรวจอวกาศกำลังเปลี่ยนไปเมื่อชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกากำลังสูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์ของตัวเอง จากการที่ NASA ติดหล่มการเมืองจนภารกิจ Mars Sample Return ต้องล่าช้าออกไปถึงปี 2030
ความชะงักงันนี้ขัดแย้งกับความตื่นตัวของชาติคู่แข่งอย่างจีน ที่ได้ประกาศชัดเจนว่าภารกิจ Tianwen-3 จะทำให้จีนกลายเป็นชาติแรกที่เก็บตัวอย่างจากดาวอังคารกลับโลกได้สำเร็จ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ก่อนสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีม้ามืดนอกสายตาอย่างญี่ปุ่น ที่กำลังเดินทางไปเก็บตัวอย่างแรกของดวงจันทร์โฟบอสในภารกิจ MMX พร้อมนิยามภารกิจว่า นี่คือ “The First Mars Sample Return” และได้เขียนไว้ในหน้าเว็บ Mission Overview ของภารกิจ สงครามชิงความเป็นผู้นำบนดาวอังคารในตอนนี้จึงเป็นสงครามที่อาจกำลังจะเปลี่ยนกระดานมหาอำนาจด้านอวกาศและน่าจับตามองยิ่งกว่าสมรภูมิใด ๆ เสียอีก
ทำไมการลงจอดบนดาวอังคารคือสิ่งที่มหาอำนาจอวกาศต้องทำ
หากคุณอยากประกาศศักดาว่าตัวเองเป็นเจ้ามหาอำนาจอวกาศ ดาวอังคารคือสถานที่ประกาศศักดาที่แสดงให้โลกได้เห็นดีที่สุดว่า คุณพร้อมเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศแล้ว การส่งยานอวกาศลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเป็นโจทย์ที่ยากมากและมันยากมาโดยตลอดต่อให้ในปี 2026 มันก็ยังเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีชั้นบรรยากาศ แต่บรรยากาศของมันก็เบาบางมากเสียจนเราไม่สามารถใช้มันชะลอความเร็วแล้วยานอวกาศจะลงจอดบนพื้นได้อย่างปลอดภัย และเราก็ไม่สามารถที่จะไม่แคร์ชั้นบรรยากาศแล้วสร้างยานอวกาศแบบไม่มี Heat shield ได้อีก เพราะแม้ชั้นบรรยากาศจะเบาบางแต่การเสียดสีระหว่างการเข้าสู่ชั้นบรรยากาศก็สร้างความร้อนหลายพันองศาเซลเซียส และต่อให้ชั้นบรรยากาศจะเบาบางแค่ไหน แต่อากาศพลศาสตร์ก็ยังทำให้ยานที่กำลังเข้าสู่ชั้นบรรยากาศหมุนคว้างและเสียการควบคุมได้หาก Aeroshield ไม่ได้รับการออกแบบให้ดีเพียงพอสำหรับการเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
จึงเป็นโจทย์ปราบเซียนตั้งแต่สมัยโครงการ Mars ของโซเวียต และ Viking ของสหรัฐฯ ที่สองชาติมหาอำนาจพยายามสร้างยานไปลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเพื่อส่งข้อมูลกลับมายังโลก ทุกวันนี้วิธีมาตรฐานที่ยานอวกาศทุกลำใช้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารยังคงอิงจากวิธีของยาน Viking นั่นคือการห่อหุ้มยานด้วยแผ่นกันความร้อนแบบแข็งและ Aeroshield พร้อมกับกางร่มชะลอความเร็วเหนือเสียง (Supersonic Parachute) เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นขึ้น ก่อนที่ท้ายที่สุด ตัวยานลงจอดจะต้องดีดตัวออกจาก Aeroshield แล้วจุดจรวดประคับประคองยานให้ลงจอดบนพื้นผิวอย่างปลอดภัย การลงทุนวิจัยในระบบลงจอดที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบนี้ เป็นการลงทุนที่มหาศาลและมีเพียงชาติมหาอำนาจด้านอวกาศเท่านั้นที่ทำได้

นอกจากระบบลงจอดที่ซับซ้อนแล้ว การเลือก “ตำแหน่งลงจอด” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่มีแต่มหาอำนาจเท่านั้นที่ทำได้ คุณต้องรู้จักลักษณะทางธรณีวิทยาของดาวอังคารอย่างละเอียด เพื่อเลือกสถานที่เพียงแห่งเดียวที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด นั่นหมายความว่าต้องมียานโคจร (Orbiter) คอยถ่ายภาพความละเอียดสูงส่งกลับมา เพื่อประเมินความสูง ความขรุขระ และสภาพพื้นผิวว่าสามารถรองรับยานได้โดยไม่ล้มคว่ำ หากว่ากันตามตรง ในยุคของยาน Viking สหรัฐอเมริกาไม่ได้เลือกโจทย์ที่ยากนัก พวกเขาขอแค่พื้นผิวที่ราบเรียบ อย่างยาน Viking 1 ก็เลือกลงจอดบริเวณเส้นศูนย์สูตร และ Viking 2 ลงจอดที่ละติจูดสูงขึ้นไปอีกเพียงเล็กน้อย เพราะโจทย์ของอเมริกาในเวลานั้นคือ “การพายานลงจอดให้ปลอดภัยและเป็นชาติแรกที่ค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร” ซึ่งเพียงแค่การตีโจทย์ระดับนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปถึงอุปสรรคทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากแล้ว และเพียงพอที่จะประกาศตัวเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศได้ทันที

และด้วยโจทย์ที่ยากของดาวอังคาร ทำให้แม้แต่จีนยังตัดสินใจลงเข้าเล่นในเกมเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาเล่น คือการส่งยานอวกาศ Tianwen-1 ไปโคจรรอบดาวอังคารและส่งหุ่นยนต์ Zhurong ไปเดินเล่นบนดาวอังคาร เป็นการโชว์ว่าศักยภาพและเทคโนโลยีของจีนในเวลานี้ ทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จีนต้องทำต่อไปคือการทำซ้ำเพื่อเป็นการประกาศว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความฟลุค และดาวอังคารคือพื้นที่ที่จีนสามารถไปเยือนได้ไม่ต่างจากอเมริกา
แต่ถ้ามองลึกลงไปในเกมการแข่งขันนี้ หากจีนยังเดินตามรอยเดิม พวกเขาก็จะเป็นได้แค่ “ผู้ตาม” ในสงครามพิชิตดาวอังคาร หากจีนต้องการจะพลิกบทบาทขึ้นเป็น “ผู้นำ” แซงหน้าสหรัฐอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ จีนต้องหาโจทย์ที่อเมริกายังทำไม่สำเร็จ หยิบมันมาทำให้ได้ และแน่นอนว่า… โจทย์ที่ว่านั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจากการส่งตัวอย่างดาวอังคารกลับมายังโลก (Mars Sample Return)
Mars Sample Return การส่งตัวอย่างดาวอังคารกลับโลก
Mars Sample Return (MSR) ไม่ใช่แนวคิดใหม่ มันเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ยุคอะพอลโลและช่วงหลังความสำเร็จของยาน Viking ทว่าโครงการนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเนื่องจากปัญหาการเมือง โครงการกระสวยอวกาศตัดงบ Robotic Space Flight หรือการตัดงบประมาณภายในของสหรัฐฯ
จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 2010 ที่ Mars Sample Return เริ่มกลับมามีความหวังที่เป็นรูปเป็นร่าง กับภารกิจ Mars 2020 ส่งรถโรเวอร์ Perseverance ไปตระเวนเก็บตัวอย่างและทิ้งหลอดหินเหล่านั้นไว้บนพื้นผิว เพื่อรอให้หุ่นยนต์อีกตัวมาเก็บจากพื้น ส่งขึ้นยานอวกาศแล้วพากลับโลกในอนาคตอันใกล้ ซึ่งแรกสุดแผนของ Mars Sample Return คือตัวหลอดตัวอย่างกลับสู่โลกได้ภายในปี 2031
แต่แผนการที่ควรจะเกิดขึ้นกลับต้องสะดุดลง ปัญหาเริ่มก่อตัวตั้งแต่ผลกระทบของโควิด-19 การถูกหั่นงบประมาณส่วนกลาง ความเสี่ยงทางเทคโนโลยีของสถาปัตยกรรมภารกิจที่ซับซ้อนเกินไป ไปจนถึงการที่ NASA ต้องแบ่งทรัพยากรไปโฟกัสที่การแข่งขันกลับดวงจันทร์ในโครงการ Artemis ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ Mars Sample Return ถูกเลื่อนกำหนดการออกไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันตัวเลขไปหยุดอยู่ที่ปี 2030 ถึงจะเริ่มปล่อยยานไปดาวอังคารซึ่งเป็นไทม์ไลน์ที่ช้ากว่าที่ออกแบบไว้แต่แรกเป็นอย่างมาก

รากฐานของปัญหาที่ทำให้ NASA ติดหล่ม คือการตั้งโจทย์ที่ยากเกินไป Perseverance ถูกออกแบบมาให้คัดเลือกเฉพาะตัวอย่างหินที่มีศักยภาพสูงทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งยิ่งตัวอย่างมีความเฉพาะเจาะจงและตัวอย่างอยู่ต่างสถานที่มากเท่าไหร่ ขั้นตอนการไปรับและพากลับโลกก็ยิ่งซับซ้อนและต้องใช้เวลามากขึ้น ท้ายที่สุดความพยายามออกแบบภารกิจให้สมบูรณ์แบบ กลับทำให้ระบบมีความเสี่ยงสูงและใช้ต้นทุนมหาศาลจนแทบจะเป็นไปไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ ส่งผลให้ NASA ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและจมอยู่กับปัญหานี้มาพักใหญ่
ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังชะงัก จีนได้ฉวยโอกาสนี้เร่งเครื่องโครงการอวกาศของตนทันที แทนที่จะค่อย ๆ ไต่ระดับความท้าทาย จีนเลือกข้ามขั้นไปโฟกัสที่ภารกิจ Tianwen-3 เพื่อทำ Sample Return เป็นเป้าหมายหลัก แผนของจีนมีความตรงไปตรงมาและต่างจาก NASA อย่างสิ้นเชิง มันคือสถาปัตยกรรมภารกิจแบบรีบไป-รีบกลับ ที่ไม่ต้องเสียเวลาหรือเพิ่มความซับซ้อนเพื่อหาตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุด กรอบเวลาของ Tianwen-3 ถูกตั้งไว้อย่างกระชั้นชิด คือปล่อยยานในปี 2028 และนำตัวอย่างกลับถึงโลกในปี 2031 และด้วยรูปแบบการทำงานที่เน้นผลลัพธ์ การบริหาร และการทุ่มเททรัพยากรแบบจีน เมื่อมีการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมากที่พวกเขาจะทำสำเร็จโดยไม่ปล่อยให้มีความล้มเหลวเกิดขึ้น

ทีนี้หากเรามองไปยังผู้เล่นรายอื่น ชาติพันธมิตรที่มีศักยภาพทัดเทียมสหรัฐฯ ที่สุดอย่างยุโรปอย่าง ESA กลับแทบไม่สามารถเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์นี้ได้เลย ประวัติศาสตร์การสำรวจดาวอังคารของยุโรปเต็มไปด้วยความล้มเหลว ตั้งแต่ยาน Beagle 2 ไปจนถึงยานทดสอบ Schiaparelli EDM ในโครงการ ExoMars ยานลงจอดทั้งหลายต่างไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้ทั้งคู่ แม้ในปัจจุบันรถโรเวอร์ Rosalind Franklin จะสร้างเสร็จแล้ว แต่ ESA ก็ยังไม่สามารถส่งมันและพามันไปลงจอดบนดาวอังคารได้จนต้องหันไปพึ่งพา NASA ให้เข้ามาช่วยงานวิศวกรรมการขนส่งและลงจอดบนดาวอังคาร สามารถอ่านรายละเอียดในบทความ ครอบรอบ 9 ปี Exo Mars ย้อนรอยความสำเร็จ ความล้มเหลว และชะตากรรม Rosalind Franklin Rover
ดังนั้นภาพรวมทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่ชัดเจนว่า ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาการเมืองภายในประเทศตัวเอง และยุโรปยังคงเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองและขีดความสามารถทางเทคโนโลยี จีนจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวที่กุมความได้เปรียบในฐานะผู้นำของสมรภูมิ Mars Sample Return ณ เวลานี้
ญี่ปุ่น ม้ามืดนอกสายตา และความทะเยอทะยาน
หากย้อนกลับมามองในโผของมหาอำนาจอวกาศ จะมีประเทศหนึ่งที่มักจะถูกลืมจากโผนี้แต่กลับเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศใหญ่อีกรายหนึ่ง นั้นคือ ญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้เขียนอย่างละเอียดไปในบทความ เจาะลึก Martian Moons eXploration กับภารกิจเก็บตัวอย่างดวงจันทร์โฟบอสกลับมายังโลกของญี่ปุ่น
เราสามารถเรียกญี่ปุ่นว่าเป็น Super Power ด้านอวกาศได้อย่างเต็มปาก จากการที่พวกเขามีนักบินอวกาศในสังกัด มีศูนย์ฝึกนักบินอวกาศมาตรฐานเดียวกับ NASA, Roscosmos และ ESA มีความสามารถในการส่งยานอวกาศไปเติมเสบียงบนสถานีอวกาศนานาชาติ มีศูนย์ประกอบโมดูลสถานีอวกาศและมีโมดูลบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นยังมีฐานปล่อยจรวดที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินของตนเอง และมีศักยภาพในการทำภารกิจสำรวจห้วงอวกาศลึก (Deep Space) เป็นของตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือศักยภาพที่มีเพียงประเทศมหาอำนาจด้านอวกาศ

ทีนี้กลับมาดูยุทธศาสตร์ดาวอังคารของญี่ปุ่นกันบ้าง ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยตามเทรนด์ภารกิจดาวอังคารในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่มหาอำนาจแข่งขันกันส่งยานไปยังดาวอังคาร ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมสมรภูมินี้ด้วยยานอวกาศ Nozomi ที่ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 1998 นับเป็นการก้าวกระโดดที่ล้ำหน้ามหาอำนาจอื่น ๆ ในเวลานั้นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปที่ยังไม่ได้เริ่มต้นภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ (Planetary Science) เลยด้วยซ้ำ แม้เป้าหมายของยาน Nozomi จะมุ่งไปที่การศึกษาชั้นบรรยากาศและไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) แบบกว้าง ๆ คล้ายกับแนวทางที่สหรัฐอเมริกามักจะทำ ทำให้ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในเวลานั้นดูไม่ต่างจากการเดินตามรอยสหรัฐฯ เพื่อพาตัวเองขึ้นไปเกาะกลุ่มผู้นำบนขบวนรถไฟสายดาวอังคารโดยไม่ให้ตกขบวน
ภารกิจของ Nozomi จบลงด้วยการที่ระบบภายในยาน Nozomi ขัดข้องจนทำให้ Nozomi ไม่สามารถเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้และสูญเสียยานไปในปี 2003 ภาพของญี่ปุ่นหลังจากนั้นดูเหมือนจะฝังใจเจ็บ และไม่เคยมุ่งหน้ากลับไปส่งยานไปดาวอังคารอีกเลย แต่หากมองในมุมของการบริหารงบประมาณ สิ่งนี้ถือว่าสมเหตุสมผลมาก เพราะในเวลานั้นหน่วยงานอวกาศของญี่ปุ่นยังคงแยกส่วนกันระหว่าง ISAS, NASDA และ NAL ภารกิจด้าน Planetary Science จะอยู่ภายใต้การดูแลของ ISAS ซึ่งเป็นหน่วยงานขนาดเล็ก ใช้จรวดขนาดเล็ก และมีงบประมาณจำกัด อีกทั้งในเวลานั้น ญี่ปุ่นยังมีภารกิจประวัติศาสตร์รออยู่ นั่นคือยาน Hayabusa ที่เตรียมเดินทางไปเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อย Itokawa ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีชาติใดในโลกทำมาก่อน ตามมาด้วยภารกิจ Akatsuki ที่เดินทางไปสำรวจดาวศุกร์ ดังนั้น สำหรับประเทศที่มีงบประมาณน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา 10-100 เท่าต่อภารกิจ แต่สามารถสร้างภารกิจเรือธง (Flagship Mission) ด้านการสำรวจดาวเคราะห์ได้ทุก ๆ 3-5 ปี ก็นับว่าเป็นการบริหารงบประมาณที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว การเลือกที่จะไม่กลับไปดาวอังคารในช่วงเวลานั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
จนกระทั่งในปี 2015 ญี่ปุ่นได้ประกาศเดินหน้าภารกิจเก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์โฟบอส (Phobos) ดวงจันทร์ของดาวอังคารกลับมายังโลก ในตอนนั้น หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสนใจกับดวงจันทร์ขนาดเล็กที่ดูเผิน ๆ ราวกับดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เท่าไหร่นัก แต่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ การเดินทางไปเก็บตัวอย่างจากโฟบอสคือภารกิจที่มีศักยภาพสูง เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน การนำตัวอย่างจากโฟบอสกลับมาจะช่วยไขปริศนาต้นกำเนิดที่แท้จริงของดวงจันทร์บริวารอันแปลกประหลาดทั้งสองดวงของดาวอังคารได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในมุมของวิศวกรรม นี่คือภารกิจเรือธงที่ชาญฉลาด เพราะญี่ปุ่นสามารถนำองค์ความรู้จากระบบลงจอดแบบ Touch-and-Go ที่ประสบความสำเร็จแล้วในภารกิจ Hayabusa มาประยุกต์ใช้ได้ทันที พวกเขาไม่ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบแผ่นกันความร้อนที่ซับซ้อนสำหรับการฝ่าชั้นบรรยากาศดาวอังคาร หรือระบบจรวดส่งตัวอย่างกลับสู่วงโคจรเหมือนภารกิจ Mars Sample Return (MSR) ปกติ นี่จึงเป็นโจทย์ที่แหลมคมมาก เป็นภารกิจที่ญี่ปุ่นสามารถทำได้จริง และพร้อมดันพวกเขาขึ้นเป็นผู้นำของวงการอวกาศทันที และนี่คือจุดกำเนิดของภารกิจ MMX สามารถอ่านมรดกทางวิศวกรรมที่สำคัญจากภารกิจ Hayabusa-2 ได้ใน Hayabusa2 ภารกิจเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อย สรุปแบบเจาะลึกทุกรายละเอียด
จากสภาพการเมืองที่ระหองระแหงในสหรัฐอเมริกาและโรคเลื่อน ของภารกิจ Mars Sample Return ทำให้ญี่ปุ่นฉวยโอกาสใช้ประโยคโฆษณาว่า “The First Mars Sample Return” สำหรับภารกิจ MMX สาเหตุที่พวกเขาเคลมเช่นนี้ได้ เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าในตัวอย่างจากดวงจันทร์โฟบอสนั้น น่าจะมีสสารจากดาวอังคารที่กระเด็นจากอุกกาบาตชนปะปนอยู่ด้วยราว 0.1-10% ของมวลทั้งหมด และยาน MMX มีกำหนดเดินทางกลับถึงโลกภายในปี 2031 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการใหม่ของภารกิจ Mars Sample Return อย่างแน่นอน การประกาศตัวว่าเป็น “The First Mars Sample Return” จึงเป็นคำโปรโมตที่ใช้งานได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะญี่ปุ่นกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์แซงหน้ามหาอำนาจอื่นอีกครั้ง เพียงแต่ในรอบนี้ คู่แข่งในตอนแรกที่ควรจะเป็นสหรัฐอเมริกา กลับถูกสับเปลี่ยนกลางทางกลายเป็น “จีน” ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ไม่ธรรมดา และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อคว้าชัยชนะ
แม้แต่ภารกิจเก็บ Sample จากดาวเคราะห์น้อย NASA เองยังต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในการทำภารกิจพอสมควร ทั้งในแง่การวิเคราะห์ตัวอย่าง (Sample Analysis) และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งอ่านได้ในบทความ สรุปการเดินทางของ OSIRIS-REx ภารกิจเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยแรกของสหรัฐ ฯ
เกมการเมืองอวกาศเปลี่ยนจากฝั่งตะวันตกมาสู่ฝั่งตะวันออก
หากว่ากันตามตรง แผนงานภารกิจ MMX ของญี่ปุ่นดำเนินไปอย่างค่อนข้างช้า จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ทำให้กำหนดการปล่อยยานเลื่อนจากปี 2020 มาเป็นปี 2026 แต่ถึงกระนั้น การทำงานที่คงเส้นคงวาและเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ตามสไตล์คนญี่ปุ่น ก็ทำให้ MMX เตรียมความพร้อมจนสำเร็จ หากปล่อยไปตามจังหวะก้าวเดินนี้ ญี่ปุ่นจะกลายเป็นผู้นำ Mars Sample Return ไปแบบงง ๆ แต่เมื่อก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดผู้นำแล้ว พวกเขาก็ต้องรักษาภาพลักษณ์และผลักดันให้ MMX สำเร็จด้วยความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด
แต่แล้วจู่ ๆ เกมก็เปลี่ยน เมื่อจีนกระโดดเข้าร่วมวง Mars Sample Return อย่างเต็มตัวพร้อมประกาศภารกิจ Tianwen-3 สิ่งนี้ทำเอาการเมืองอวกาศระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชียนั่งตูดไม่ติดเก้าอี้ เพราะจีนตั้งเป้าปล่อยยาน Tianwen-3 ในปี 2028 ซึ่งแม้จะตามหลัง MMX ถึง 2 ปี แต่หาก MMX ล็อกกำหนดการวันกลับถึงโลกไว้ตายตัวแล้ว จีนจะถือไพ่เหนือกว่าทันที และมีแนวโน้มสูงมากที่จีนจะหาวิธีเร่งเครื่องพายาน Tianwen-3 กลับมาแตะพื้นโลกให้ได้ก่อน MMX จีนประกาศการทดลองจากนานาชาติ ที่จะไปดาวอังคารกับ Tianwen-3

แม้ว่ายานอวกาศทั้งสองจะตั้งเป้านำตัวอย่างกลับมาในปี 2031 เหมือนกัน แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นการแข่งขันระดับ วันต่อวัน หรือ เดือนต่อเดือน ไปแล้ว ว่าใครจะร่อนลงจอดบนโลกได้ก่อนกัน ภาพนี้ทำให้ญี่ปุ่นที่วิ่งมาราธอนด้วยความเร็วคงที่มาตลอด ต้องมาเผชิญกับคู่แข่งที่ออกสตาร์ททีหลัง แต่วิ่งสปรินต์ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พร้อมกับเม็ดเงินอัดฉีดมหาศาลที่สูงกว่าโครงการ MMX หลายเท่า ครั้นญี่ปุ่นจะมาขอเปลี่ยนเกมเอาดื้อ ๆ กลางทางก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะยาน MMX กำลังเตรียมตัวจะปล่อยแล้ว สถานการณ์ของญี่ปุ่นในตอนนี้จึงเหมือนคนที่ต้องปาดเหงื่อและคุมสติให้อยู่ในเกมของตัวเอง ห้ามถูกจีนก่อกวนสมาธิเด็ดขาด เพราะการเสี่ยงปรับแผนเร่งให้ยานกลับโลกเร็วขึ้น อาจหมายถึงความผิดพลาดที่ทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เก็บได้เพียงครั้งเดียวสูญสลายไปในพริบตา ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในเกมที่ง่ายอีกต่อไป
แล้วไทยเราควรจะเกาะขบวนรถไฟ Sample Return อย่างไรต่อ
กลับมาที่ประเทศไทย แน่นอนว่าเราไม่มีศักยภาพพอที่จะสร้างภารกิจ Sample Return แข่งกับจีนหรือญี่ปุ่นในเวลานี้ได้ คำถามคือ ขบวนรถไฟอวกาศขบวนนี้ที่กำลังจะมาถึงในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะกระโดดขึ้นไปเกาะขบวนให้ทัน และกอบโกยประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุดได้อย่างไร คำตอบคงหนีไม่พ้นการเร่งสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยเฉพาะ ห้องแล็บสำหรับวิเคราะห์สสารจากต่างดาว ห้องแล็บที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างดินจากดวงจันทร์และดวงดาวอื่น ๆ ซึ่งภายในต้องใช้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมด้วยก๊าซซีนอน (Xenon) หรือก๊าซเฉื่อย เพื่อป้องกันไม่ให้สสารเกิดปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศโลก นี่คือจิกซอว์ชิ้นสำคัญในวันที่ตัวอย่างจากทั้งญี่ปุ่นและจีนเดินทางกลับมาถึงโลก

และเมื่อเวลานั้นมาถึง ประเทศไทยในฐานะมหามิตร อาจได้รับโอกาสให้นำตัวอย่างจากดาวอังคารของทั้งสองชาติมาจัดแสดงและวิเคราะห์ถึงในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมูลค่าและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ของไทยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แหล่งข่าวของสเปซทีเอชระบุว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเองก็มีแผนในการออกแบบห้องสำหรับการวิเคราะห์สสารจากต่างดาว ณ จังหวัดเชียงใหม่ด้วยเช่นกัน และก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติก็ได้มีตัวแทนไปเยี่ยมชมห้องวิเคราะห์ตัวอย่าง Extraterrestrial Materials Research Group ของ JAXA
หากดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างเคยนำตัวอย่างหินจากดวงจันทร์และตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย Ryugu มาจัดแสดงในประเทศไทยแล้ว สิ่งนี้เป็นเครื่องการันตีชั้นดีว่าประเทศไทยมีความสำคัญในสายตาของทั้งสองมหาอำนาจ ดังนั้น หากเรายังคงเดินหน้าเล่นเกมการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดีเยี่ยมเหมือนที่ผ่านมา เราก็ควรดึง “วิทยาศาสตร์” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์นี้ด้วย เพราะหากไม่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์อวกาศ ในวันที่ขบวนรถไฟแห่งโอกาสนั้นมาจอดเทียบชานชาลาอยู่ตรงหน้าแล้ว
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co