หลังจากที่ NASA ปรับนโยบายครั้งใหญ่ในโครงการ Artemis ผ่านการประกาศข่าวชุด Ignition เมื่อเดือนเมษายน 2026 ตามรายงาน NASA ปรับแผนดวงจันทร์ครั้งใหญ่ เลิกแผน Lunar Gateway เน้นสร้างฐานบนดวงจันทร์ เราก็เริ่มเห็นภาพใหม่ของ Artemis ชัดขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่หลายคนยังมองว่า Artemis คือโครงการ “พามนุษย์กลับไปดวงจันทร์” แบบภารกิจต่อภารกิจ แต่สิ่งที่ NASA ค่อย ๆ เปิดเผยออกมาหลังจากนั้น กลับชี้ให้เห็นว่า Artemis กำลังถูกจัดวางใหม่ในฐานะสถาปัตยกรรมระยะยาวของการกลับไปปฏิบัติการบนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การปรับแนวคิดภารกิจ การทดสอบระบบในวงโคจรโลก การพัฒนา Human Landing System ไปจนถึงการดึงบริษัทเอกชนและพันธมิตรต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบมากขึ้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 NASA ได้ประกาศแผนครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ Moon Base หรือแผนการตั้งฐานบนดวงจันทร์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาว่า หลังจาก Artemis พามนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว NASA ต้องการให้ “อะไรเกิดขึ้นต่อ” โดยพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ระบบ Lander, Rover, Drone บินสำรวจ, ระบบสื่อสาร, ระบบพลังงาน, ภารกิจสำรวจน้ำแข็ง, รถสำรวจแบบ Pressurized, ระบบที่อยู่อาศัย Habitat, และ Logistics Network ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์แบบ In-Situ Resource Utilization

สิ่งที่น่าสนใจคือ NASA ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ในเชิงกว้าง ๆ ว่า “Artemis Base Camp” อีกต่อไปแล้ว แต่ใช้คำว่า “Moon Base” ตรง ๆ พร้อมแบ่งการพัฒนาออกเป็นสามช่วง คือ ช่วงแรก (Phase 1) ตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี 2029, ช่วงที่สอง (Phase 2) ระหว่างปี 2029–2032 และช่วงที่ 3 (Phase 3) หลังปี 2032 เป็นต้นไป โดยเป้าหมายปลายทางคือการสร้างฐานปฏิบัติการบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าปวดหัวที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะ เพราะมันอาจมีน้ำแข็งซ่อนอยู่ในหลุมเงามืดถาวร แต่ในเวลาเดียวกันก็มีภูมิประเทศขรุขระ แสงอาทิตย์เฉียงต่ำ อุณหภูมิสุดขั้ว และสภาพแวดล้อมที่ไม่ให้อภัยความผิดพลาดทางวิศวกรรมแม้แต่นิดเดียว
และหากคิด ๆ ดูแล้วแนวทางนี้ก็ค่อนข้างสอดคล้องกับโครงการ International Luanr Reserach Station หรือ ILRS ของฝั่งจีนพอสมควร ที่แบ่งการตั้งฐานบนดวงจันทร์เป็นช่วง ๆ ทำให้โครงการ Artemis และแผน Moon Base ของ NASA ดูจะเป็นการท้าชนกับจีนโดยตรงก็ว่าได้
จาก Artemis สู่ Moon Base เมื่อ NASA กำลังเปลี่ยนโจทย์จาก Landing เป็น Operations
Artemis ในช่วงแรกถูกเล่าในฐานะโครงการพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ แต่ Moon Base ทำให้เราเห็นว่า NASA กำลังพยายามเปลี่ยนวิธีติดจาก “ภารกิจลงจอด” ไปเป็น “ระบบปฏิบัติการระยะยาว” NASA ระบุในเอกสารว่า Moon Base จะเป็น Home Base สำหรับนักบินอวกาศ ภายใต้โครงการ Artemis ที่จะใช้ชีวิตและทำงานโดย NASA จะทำงานร่วมกับพันธมิตรจากนานาชาติ ภาคการศึกษาและเอกชน เพื่อสร้างการปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์
ช่วงแรกของ Moon Base คือ Phase One หรือ Learn, Test, Build ระหว่างปัจจุบันถึงปี 2029 ซึ่ง NASA ระบุว่าจะมีการเดินทางไปยังดวงจันทร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก อาจมากถึง 25 ภารกิจ ประกอบไปด้วยการลงจอดมากกว่า 21 ครั้ง โดยจะมี Payload รวมประมาณ 4 ตันถูกส่งไปทดสอบบนพื้นผิวดวงจันทร์ ผ่านโครงการ Commercial Lunar Payload Services ที่ NASA ว่าจ้างและสนับสนุนเอกชนในการทำยานลงบนผิวดวงจันทร์

นี่คือช่วงที่ CLPS จะมีบทบาทมากที่สุด เพราะ CLPS ทำให้ NASA ไม่ต้องสร้าง Lander เองทุกลำ แต่ซื้อบริการส่ง Payload จากเอกชนแทน ซึ่งเปิดทางให้มีการทดลองหลายรอบ เร็วขึ้น และกระจายความเสี่ยงมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง CLPS ก็แปลว่า NASA ต้องยอมรับความเสี่ยงแบบ Commercial Development ด้วย ภารกิจแรก ๆ ของ CLPS มีทั้งความสำเร็จบางส่วน ความล้มเหลว โดยหากเรานับในวันที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เราได้เห็นการลงจอดภายใต้โครงการ CLPS แล้วทั้งหมด 4 ภารกิจเท่านั้น นับตั้งแต่ภารกิจแรกคือ Peregrine Mission One ของบริษัท Astrobotics ซึ่งล้มเหลวในปี 2024 ตามมาด้วย Intuitive Machines จำนวน 2 ภารกิจในปี 2024 และ 2025 ซึ่งสำเร็จแค่บางส่วนเนื่องจากตัวยานล้มบนดวงจันทร์ และมีภารกิจเดียวที่สำเร็จตามเป้าคือ Blue Ghost Mission 1 ของบริษัท Firefly Aerospace ที่ลงจอดสำเร็จในเดือนมกราคมปี 2025 ทั้งหมดนี้ ช้ากว่ากำหนดการเดิมที่ NASA วางไว้มากพอสมควร ส่วนในปี 2026 นี้ เราควรจะได้เห็นการลงจอดของ Lander อีกประมาณ 3-4 ภารกิจ

หนึ่งในภารกิจที่ NASA ยกขึ้นมาพูดถึงในเอกสารคือ Moon Base I ซึ่งใช้ Blue Origin Blue Moon Mark 1 หรือ Endurance เป็น Cargo Lander ภายใต้ CLPS โดยจะลงบริเวณ Shackleton Connecting Ridge เพื่อสาธิตการลงจอดแบบ Precision Landing, ระบบ Cryogenic Propulsion และระบบ Guidance, Navigation and Control ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่เคยมียานอวกาศลำใดลงจอดบริเวณพื้นที่ Shackleton มาก่อน
ภารกิจถัดมาคือ Moon Base II หรือ Astrobotic Griffin-1 ซึ่งจะลงใกล้ Nobile Crater บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ และจะส่งรถสำรวจ Astrolab FLEX Lunar Innovation Platform หรือ FLIP ซึ่งเป็นโรเวอร์สาธิตเทคโนโลยีสำหรับพัฒนาไปสู่ FLEX Rover ในอนาคต นับเป็นการเป็นการเริ่มทดสอบระบบ Mobility และ Logistics บนดวงจันทร์ในแบบที่ใหญ่และจริงจังขึ้น
อีกภารกิจคือ Moon Base III ของบริษัท Intuitive Machines หรือ IM-3 ซึ่งใช้ Nova-C lander ชื่อ Trinity ไปลงจอดยัง Reiner Gamma Swirl พร้อม Payload หลักอย่าง Lunar Vertex เพื่อศึกษาความผิดปกติทางแม่เหล็กและ Lunar Swirls (ลวดลายสีอ่อนแปลก ๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ดูเหมือนรอยปัด รอยวน หรือคราบสีขาวเทาอ่อนพาดไปบนผิวดวงจันทร์ คล้ายมีใครเอาแปรงไปป้าย) ของดวงจันทร์ แม้ภารกิจนี้ไม่ได้อยู่ตรงขั้วใต้โดยตรง แต่มีความสำคัญในฐานะภารกิจทางวิทยาศาสตร์ภายใต้ระบบ CLPS ที่ช่วยให้ NASA ขยายความเข้าใจสภาพแวดล้อมของดวงจันทร์ในหลายบริบท ไม่ใช่เห็นดวงจันทร์เป็นแค่ที่ตั้งฐาน แต่เป็นโลกทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนในตัวเอง
การกลับมาของ VIPER ภารกิจที่ตอบคำถามว่าน้ำแข็งบนดวงจันทร์ใช้ได้จริงไหม
ในบรรดาโครงการที่จับต้องได้จริง VIPER หรือ Volatiles Investigating Polar Exploration Rover อาจเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดต่ออนาคต Moon Base เพราะมันคือโรเวอร์ที่จะไปสำรวจน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดย NASA ระบุว่า VIPER จะถูกส่งไปพื้นผิวดวงจันทร์ช่วงปลายปี 2027 ผ่าน CLPS โดยใช้ Blue Origin Blue Moon MK1 อีกลำหนึ่งเป็นยานส่งลงพื้นผิว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ VIPER ตกอยู่ในชะตากรรมที่เกือบต้องยกเลิกภารกิจ NASA เลือก Blue Origin นำยาน VIPER ลงจอดบนดวงจันทร์ รอดถูกแยกส่วนหลังโดนตัดงบ

VIPER ถูกออกแบบให้เป็นรถสำรวจเคลื่อนที่มีหัวเจาะยาวประมาณ 1 เมตร เพื่อวิเคราะห์ดินดวงจันทร์ที่ความลึกและอุณหภูมิต่างกัน และสามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่เงามืดถาวรบางส่วน ซึ่ง NASA ระบุว่าอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เย็นที่สุดในระบบสุริยะ ข้อมูลจาก VIPER จะช่วยตอบว่า Volatile (สารที่ระเหยหรือเปลี่ยนสถานะได้ง่ายเมื่อเจอสภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น อุณหภูมิ ความดัน หรือสุญญากาศ) กระจายตัวอย่างไร เข้าถึงได้แค่ไหน และควรใช้วางแผนจุดลงจอดและสำรวจของโครงการ Moon Base อย่างไร
ถ้าพื้นที่ที่มีน้ำแข็งใช้งานจริงอยู่ห่างจากจุดที่เหมาะกับ Habitat หรือ Power System มาก NASA จะต้องออกแบบ Mobility และ Logistics ให้รองรับการเดินทางระหว่าง “ที่อยู่” กับ “ที่ทำเหมือง” บนดวงจันทร์ ถ้าน้ำแข็งอยู่ในพื้นที่มืด หนาวเกินไป ระบบพลังงานและการรักษาอุณภูมิของระบบพยุงชีพ (Life Support System) จะยากขึ้นอีกหลายเท่า
Lunar Terrain Vehicle ถูกหยิบขึ้นมาพูดจริงจัง
อีกชิ้นส่วนที่จับต้องได้มากคือ Lunar Terrain Vehicle หรือ LTV ซึ่ง NASA วางให้เป็นระบบ Mobility หลักของนักบินอวกาศและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์บนพื้นผิวดวงจันทร์ ในช่วงแรก NASA ระบุว่าจะเริ่มส่งทั้ง Crewed และ Uncrewed LTV เพื่อสร้างพื้นฐานของ Surface Mobility โดย Uncrewed LTV จะช่วย Exploration, Technology Demonstration และ Surface Preparation ก่อนมนุษย์เริ่มปฏิบัติการขนาดใหญ่ ส่วน Crewed LTV จะทำให้นักบินอวกาศเดินทางได้ไกลขึ้นและทำงานได้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ NASA ได้ให้ทุนบริษัท Astrolab จำนวน 219 ล้านดอลลาร์ และ Lunar Outpost จำนวน 220 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายให้ Deploy ระบบ Mobility ทั้ง Crewed และ Uncrewed ไปพื้นผิวดวงจันทร์ภายในปี 2028 ผ่าน CLPS ขณะเดียวกัน NASA ให้ Blue Origin 188 ล้านดอลลาร์ พร้อมรวมบริการสำหรับส่ง LTV เหล่านี้ไปยังบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์

ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะ LTV ไม่ใช่โรเวอร์แบบ Apollo Lunar Roving Vehicle ที่รอนักบินอวกาศขับอย่างเดียว แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานได้ทั้งแบบ Manual, Autonomous และ Teleoperated เอกสาร NASA ระบุว่ารถเหล่านี้ควรมี Operational Life อย่างน้อยหนึ่งปี เดินทางได้หลายร้อยกิโลเมตร อยู่รอดในเงามืดได้นานถึง 150 ชั่วโมง ปีนความชันได้ประมาณ 20 องศา และวิ่งได้เร็วระดับประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่ LTV ก็เป็นโจทย์ยากของบริษัทคู่สัญญาเช่นกันรถต้องอยู่รอดในพื้นที่สุดโหดที่รอให้นักบินอวกาศไปขับ หรือถูกควบคุมทางไกล และ Communication Delay หรือการหน่วงของสัญญาณต้องรองรับสำหรับปฏิบัติการนใระดับที่ไว้ใจได้พอสมควร สิ่งนี้ทำให้ Astrolab และ Lunar Outpost อาจจะต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น
MoonFall Drone โดรนบนดวงจันทร์
อีกโครงการที่แปลกและน่าสนใจคือ MoonFall ซึ่ง NASA วางแผนส่งไปบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อสำรวจพื้นที่ยาก ๆ จำนวน 4 ลำ เอกสารระบุว่า MoonFall จะสืบทอดบทเรียนบางส่วนจาก Ingenuity Mars Helicopter แต่บริบททางวิศวกรรมต่างกันมาก เพราะบนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศให้ใบพัดสร้างแรงยกดังนั้นคำว่าโดรนในที่นี้จึงใกล้กับระบบ Propulsive Hopping หรือยานกระโดดสำรวจ มากกว่า quadcopter ที่เราคุ้นบนโลก

MoonFall จะถูกปล่อยระหว่างการลงจอดของยานไปยังพื้นผิว แต่ละลำจะลงจอดและทำงานอย่างอิสระประมาณหนึ่งวันบนดวงจันทร์หรือราว 14 วันบนโลก ใช้กล้องและเครื่องมือสำรวจพื้นผิว โดยเฉพาะพื้นที่ที่โรเวอร์เข้าไปยาก เช่นเนินชัน พื้นที่ขรุขระ หรือบริเวณใกล้ Permanently Shadowed Regions NASA ระบุว่าได้มอบหมายให้ Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL พัฒนาตัวยานต้นแบบ ขณะที่ Firefly Aerospace ถูกเลือกให้สร้างยานอวกาศสำหรับขนโดรนพวกนี้ไปดวงจันทร์ โดยตั้งเป้าปล่อยภายในปี 2028
MoonFall คือ NASA ต้องการ “ตา” ที่เคลื่อนที่ได้อิสระมากกว่าโรเวอร์ในบางสภาพภูมิประเทศ เพราะขั้วใต้ของดวงจันทร์ไม่ใช่ลานจอดรถเรียบ ๆ มันคือภูมิประเทศที่มีพื้นผิวที่ขุขระ เนินชัน และจุดเสี่ยงเต็มไปหมด ถ้าจะสร้างฐานที่กินพื้นที่กว้างหลายสิบหรือหลายร้อยตารางกิโลเมตร การมีโดรนสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงในการเลือกจุดลงจอดได้มาก ๆ
ปี 2029–2032 จากการทดลอง สู่การตั้งแคมป์ก่อสร้างบนดวงจันทร์
หลังปี 2029 NASA ตั้งใจให้ Moon Base เข้าสู่ช่วงที่สอง (Phase Two) หรือ Early Habitation ซึ่งเป็นช่วงที่โครงสร้างพื้นฐานเริ่มมีลักษณะกึ่งถาวรมากขึ้น NASA ระบุว่าจะมีการวางระบบพลังงาน ศึกษาการตั้งเตานิวเคลียร์ การวางโครงสร้างขนาดใหญ่ และระบบสื่อสารถาวร พร้อมการส่ง Payload มากถึง 60 ตันผ่านการลงจอดมากสุด 24 ครั้ง
เอกสาร NASA ระบุว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวจะต้องผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 10 กิโลวัตต์ ในช่วงมีแสง และสามารถกักเก็บพลังงานได้ถึง 360 กิโลวัตต์ชั่วโมงสำหรับช่วงกลางคืน นอกจากแผง Solar Arrays แบบดั้งเดิมแล้ว แล้ว NASA ยังพูดถึงการใช้ Radioisotope Thermoelectric Generators หรือ RTG เพื่อผลิตไฟฟ้าระดับหลายร้อยวัตต์ สนับสนุนระบบบนพื้นผิว แม้ตรงนี้ยังไม่ใช่ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบฟิชชั่นขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นก้าวแรกของการทดสอบการจัดการกับกัมมันตรังสีบนดวงจันทร์

อีกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญคือ Surface Communication System ซึ่ง NASA ระบุว่าจะมี Communication Nodes ที่ครอบคลุมระยะประมาณ 10 กิโลเมตรต่อ Node ทำงานคล้ายเสาโทรศัพท์บนโลก เพื่อทำให้พื้นที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์มี Network ที่ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อกระจายสัญญาณให้กับระบบต่าง ๆ ตั้งแต่โรเวอร์ ยานลงจอด ไปจนถึงอุปกรณ์สื่อสารของนักบินอวกาศ

เมื่อพูดถึงระบบนี้ ช่วงเดียวกันนี้เอง SpaceX ก็ได้พูดถึงการทำยาน Relay สัญญาณกับระบบ Starlink รอบโลกและใช้เสา Relay สัญญาณบนดวงจันทร์ เพื่อให้ระบบบนดวงจันทร์กลายเป็นระบบเดียวกับโลกที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
Pressurized Rover ของ JAXA จะเป็นบ้านเคลื่อนที่ของนักบินอวกาศ
โครงการที่ควรจับตาอย่างยิ่งคือ Pressurized Rover จาก JAXA และ Toyota ซึ่ง NASA ระบุว่าจะรองรับนักบินอวกาศ 2 คนในสภาพแวดล้อมแบบอยู่อาศัยได้นานถึง 30 วัน มีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี เคลื่อนที่บนเนินชันได้ถึง 15 องศา อยู่ในเงามืดได้นานถึง 150 ชั่วโมง และวิ่งได้ราว 3.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความสำคัญของ Pressurized Rover คือมันเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการสำรวจพื้นผิวโดยสิ้นเชิง ในโครงการ Apollo นักบินอวกาศ ต้องกลับมายัง Lunar Module ภายในเวลาจำกัด แต่ Pressurized Rover ทำให้นักบินอกวาศสามารถเดินทางไกลขึ้น นอน ทำงาน วิเคราะห์ตัวอย่าง และเตรียม EVA จากพื้นที่ห่างไกลได้ โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ NASA และ JAXA ได้พัฒนาโรเวอร์นี้มาซักพักแล้ว แต่ในแผน Moon Base ใหม่นี้ก็ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของระบบดังกล่าว
ถ้า Moon Base เป็นเมืองเล็ก ๆ Pressurized Rover ก็คือรถบ้านวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เมืองนี้มี “ชานเมือง” และ “พื้นที่ภาคสนาม” ได้จริง มันทำให้ฐานไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกับทุกเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์หรือทรัพยากร เพราะลูกเรือสามารถออกไปทำงานเป็นรอบ ๆ ได้ไกลกว่าเดิมมาก และนี่อาจเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นต่อ Artemis ด้วย ที่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำอะไรแบบญี่ปุ่น
หลังปี 2032 จาก Outpost สู่ Sustained Human Presence
หลังปี 2032 NASA วางช่วงที่สาม (Phase Three) เป็นช่วง Sustained Human Presence หรือการมีมนุษย์ทำงานบนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องมากขึ้น NASA พูดถึงระบบตั้งถิ่นฐานถาวร, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จริงจัง, โรเวอร์, ระบบสื่อสารถาวร และการส่ง Payload ถึงประมาณ 38 ตันต่อปีเรียกได้ว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างสมบูรณ์

ช่วงนี้คือจุดที่ Moon Base เริ่มเปลี่ยนจาก “สถานีทดลอง” เป็น “ระบบอยู่อาศัย” Habitat จะต้องใหญ่ขึ้น ถ้าจะเปรียบกับสถานีอวกาศนานาชาติ ช่วง 2 อาจเป็นเหมือนช่วงนำโมดูลแรก ๆ ไปต่อ ส่วนช่วง 3 คือช่วงที่ระบบเริ่มมีสถาปัตยกรรมใหญ่พอจะรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว เราอาจได้เห็นนักบินอวกาศประจำการอยู่บนดวงจันทร์หลายเดือน หรือหลักปี มีรอบการเดินทางขึ้นลงดวงจันทร์เหมือนกับที่เราเหนกับสถานีอวกาศนานาชาติ

แต่หัวใจอีกอย่างของช่วงการตั้งถิ่นฐานนี้คือ ISRU โดย NASA ระบุว่าจะเริ่มขยายจากการสาธิตไปสู่การใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องสามารถสกัดแร่ แยกออกซิเจนและไฮโดรเจนออกจากน้ำและน้ำแข็ง นี่คือจุดที่ Moon Base เริ่มเชื่อมกับแนวคิด Moon to Mars เพราะการอยู่บนดาวอังคารจะยิ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าทุกอย่างต้องขนจากโลก ดวงจันทร์จึงถูกใช้เป็นสนามทดลองว่า มนุษย์สามารถสร้างระบบ ISRU แบบไม่พึงพาโลกได้มากแค่ไหน และที่สำคัญ NASA มองว่านี่จะเป็นจุดที่เราอาจขนวัสดุจากดวงจันทร์กลับโลกได้ถึง 500 กิโลกรัม เพื่อนำตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์รวมถึงแร่หายากกลับโลก
วิเคราะห์แผน NASA จะเป็นไปตามตารางมากน้อยแค่ไหน
ถึงแผน Moon Base จะดูเป็นระบบมากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าแผนนี้ยังเต็มไปด้วยข้อสันนิฐานหรือ Assumption จำนวนมาก NASA ต้องทำให้ Lander หลายเจ้าใช้งานได้จริง ต้องมี Launch Cadaance มากพอ ตามที่เราเล่าไปในบทความ Cadence คำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการสร้าง Space Economy
อีกเรื่องคือ Timeline ที่ NASA วาง Phase One ถึงปี 2029, Phase Two ถึงปี 2032 และ Phase Three หลังจากนั้น แต่ถ้าเราดูประวัติศาสตร์โครงการอวกาศขนาดใหญ่อาจจะตอบได้ว่าไม่น่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะการพัฒนา Human Landing System จรวด SLS หรือยานขนส่งเอกชนจากทั้ง SpaceX, Blue Origin ตลอดไปจนถึงโครงการย่อย ๆ สำหรับระบบอื่น ๆ ล้วนมีความเสี่ยงเฉพาะของตัวเอง และทั้งหมดต้องมาประกอบกันเป็น Architecture เดียว ถ้าชิ้นหนึ่งเลื่อน ชิ้นอื่นก็อาจต้องรอ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้แปลว่าแผนนี้เพ้อฝัน ตรงกันข้าม สิ่งที่ทำให้ Moon Base รอบนี้จริงจังกว่ายุคก่อนคือ NASA เริ่มชี้ไปที่ฮาร์ดแวร์และ การวางสัญญาที่จับต้องได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น VIPER, LTV, Blue Moon MK1, Griffin-1, Nova-C, MoonFall, Pressurized Rover ของ JAXA หรือการที่ SpaceX เข้ามาพูดถึงการใช้ Starlink ในระบบสื่อสาร สิ่งต่าง ๆ
ท้ายที่สุด แผน Moon Base ของ NASA คือการเปลี่ยนความหมายของดวงจันทร์ จากสถานที่ที่มนุษย์ “ไปถึง” ให้กลายเป็นสถานที่ที่มนุษย์ “ทำงาน” ได้จริง Moon Base จึงเป็นโจทย์ที่ทั้งสวยและโหดในเวลาเดียวกัน และเราคงสรุปได้ว่าถ้า Artemis คือประตู Moon Base ก็คือคำถามว่าหลังเปิดประตูแล้ว เราจะสร้างบ้าน สร้างห้องแล็บ สร้างถนน และสร้างระบบชีวิตนอกโลกได้จริงหรือไม่ และนี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของ NASA หลังยุค Apollo เพื่อเดินหน้าสู่ดาวอังคารต่อไป
และแน่นอนว่าอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือทิศทางของไทยในโครงการ Artemis ที่เราเล่าไปในบทความ จับตาประเทศไทย เตรียมพ่วงขบวน Artemis หลัง GISTDA ตั้งกลุ่มทำงาน ว่าเราจะทำอะไรกันแน่ หลังจากที่ NASA ออกแบบมาใหญ่ขนาดนี้แล้ว
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co