โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนไทยกับอวกาศสองโครงการหลักที่ญี่ปุ่นและไทยจัดร่วมกันมาอย่างสม่ำเสมอได้แก่โครงการ Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์บนสถานีอวกาศนานาชาติ และโครงการ Asian Try Zero-G ซึ่งคัดเลือกการทดลองจากเยาวชนไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในบทความตอน ตามเด็กไทยไปทำการทดลองกับนักบินอวกาศ ในโครงการ Asian Try Zero-G ที่ JAXA เราได้เล่าประสบการณ์การพาเยาวชนไทยไปตามติดการทดลอง ณ ห้องควบคุม Mission Control Room ของสถานีอวกาศนานาชาติฝั่งญี่ปุ่นกันไปแล้ว ในบทความนี้ เราจะพาไปชมบรรยากาศของการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge ณ Tsukuba Space Center ในเดือนพฤศจิกายน 2024 กันบ้าง
โดยการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2024 นั้นได้เริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2024 โดยมีการประกาศรับสมัครเยาวชนแข่งขันในรอบคัดเลือกระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันบน Simulation ก่อนที่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2024 ก็ได้มีการประกาศทีมที่ชนะเลิศระดับประเทศ ที่จะได้ไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับนานาชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทีมเยาวชนไทยที่ชนะเลิศก็ได้แก่ทีม Astronut ซึ่งประกอบไปด้วย เป็นต่อ ชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ,มีน ธรรญธร ไชยกายุต,บีบี สิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ, พล ชยพล เดชศร และ มีน ธรรญธร ไชยกายุต
โดยที่ในการเดินทางรอบนี้ได้มีทีมงานสเปซทีเอชได้แก่ เติ้ล ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และอิ๊งค์ จิรสิน อัศวกุล เดินทางร่วมกับแขกพิเศษซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ชื่อดังอย่าง ริฟฟี่ Rayriffy ภูมิรพี ลิ้มเพียรชอบ เดินทางร่วมด้วย นอกจากสเปซทีเอชแล้วนักสื่อสารดาราศาสตร์อย่าง กร Kornkt กรทอง วิริยเศวตกุลก็ร่วมเดินทางด้วยเช่นกัน และที่ขาดไม่ได้คือผู้ประสานงานโครงการ พี่เบ้ง ปริทัศน์ เทียนทอง จาก สวทช. คอยเป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญให้กับเยาวชนไทยในการเดินทางรอบนี้
บุกศูนย์อวกาศ Tsukuba Space Center อีกครั้ง
ทีมงานสเปซทีเอชเริ่มต้นการเดินทางในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2024 จากกรุงเทพฯ ประเทศไทยและได้เดินทางถึงยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2024 ก่อนที่จะเดินทางไปสมทบกับทีมเยาวชนไทยและพี่เบ้ง ปริทัศน์ ณ เมือง Tsukuba ซึ่งนั่งรถไฟสาย Tsukuba Express ออกจากสถานี Akihabara ไปประมาณ 60 นาที ซึ่งเมืองนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นเมืองวิทยาศาสตร์ ประกอบไปด้วยสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยมากมาย และที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของ Tsukuba Space Center ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น JAXA ซึ่งใช้สำหรับการบัญชาการภารกิจต่าง ๆ ประกอบดาวเทียมและยานอวกาศ ไปจนถึงเป็นศูนย์ควบคุมภารกิจสถานีอวกาศนานาชาติฝั่งญี่ปุ่นภายใต้ชื่อขานหรือ Callsign ว่า “Tsukuba” ที่ทำงานร่วมกับศูนย์อวกาศนานาชาติที่เป็นสมาชิกโครงการ
หลังจากพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ ในช่วงเช้าของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2024 ก็ได้เวลาเริ่มต้นวันสำคัญ ที่พวกเราจะเดินทางไปยัง Tsukuba Space Center โดยทางองค์การอวกาศญี่ปุ่นได้จัดรถบัสมารับบริเวณจตุรัสศูนย์กลางของเมืองเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ซึ่ง ณ ตรงนี้นี่เองที่ทำให้เราได้พบกับทีมเยาวชนจากนานาชาติ ที่เป็นตัวแทนชิงชนะเลิศด้วยเช่นกัน

โดยในรอบชิงชนะเลิศนั้น มีทีมเยาวชนจากทั้งหมด 13 ประเทศ ได้แก่ ไทย, ฟิลิปินส์, บังคลาเทศ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ไต้หวัน, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, มาเลเซีย, เนปาล, สิงคโปร์, เวียดนาม และหนึ่งตัวแทนเยาวชนกลุ่มจาก UNOOSA หรือสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ ซึ่งบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, เนปาล, บังคลาเทศ นั้นไม่ได้ส่งเยาวชนมาเข้าร่วม ณ ประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางออนไลน์แทน

หลังจากที่ขึ้นรถกันเรียบร้อยทาง JAXA ก็ได้พาเรามายังสถานที่ที่คุ้นเคยอย่าง Tsukuba Space Center ซึ่งมีจุดที่ทุกคนต้องเข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็คือจรวด H-II ลำจริงที่ถูกนำมาจัดแสดงอยู่ด้านหน้าอาคารสำนักงานด้านหลัง ซึ่งเราก็ได้ใช้เวลาในช่วงแรกถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน

เมื่อถ่ายภาพเสร็จเราก็ได้เข้ามาฟังบรีฟกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ตลอดทั้งวัน โดยกำหนดการณ์ในช่วงเช้าคือการทัศนศึกษา Tsukuba Space Center และซื้อของที่ระลึก หลังจากนั้นทุกคนจะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการแข่งขันในช่วงบ่าย หลังจากการแข่งขันเสร็จ จะมีการพาไปฟัง Lecture และ Workshop พิเศษจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ JAXA และในช่วงค่ำ จะเป็นงานเลี้ยงต้อนรับสำหรับ Networking ทำความรู้จักกัน

ชมนิทรรศการอวกาศ อัพเดทภารกิจสำรวจอวกาศญี่ปุ่น
โดยช่วงแรกนั้นก็เป็นช่วงทัศนศึกษา ซึ่งทาง JAXA ก็ได้พาเยาวชนจากนานาชาติรวมถึงแขกรับเชิญ ชมนิทรรศการอวกาศ อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ในเดือนพฤศจิกายน 2024 นี้ตัวนิทรรศการ Space Dome นั้นอยู่ระหว่างปิดปรับปรุง ทำให้ไม่สามารถเข้าชมได้ อย่างไรก็ตาม เรามีวิดีโอพาชมไว้แล้วใน พาเที่ยวนิทรรศการอวกาศที่ JAXA Tsukuba Space Center แต่ทาง JAXA ก็ได้พาไปชมนิทรรศการชั่วคราว ณ บริเวณใกล้เคียงแทน

โดยในโซนนิทรรศการนี้ก็จะมีการจัดแสดงตั้งแต่เทคโนโลยีจรวดนำส่ง ยานอวกาศ ประโยชน์ใช้สอยของดาวเทียม การดำรงชีวิตในอวกาศ และโครงการอวกาศที่สำคัญของญี่ปุ่นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยเจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้ความรู้พัฒนาการจรวด จากจรวด H-II สู่จรวด H3 รุ่นใหม่ ยานอวกาศส่งเสบียง HTV-X ซึ่งในตอนนั้นอยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมขึ้นบินในช่วงปี 2026

ทีมงาน JAXA ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งก็ได้มีการจัดแสดงอาหารอวกาศจากฝั่งญี่ปุ่นที่ถูกนำขึ้นไปเป็นอาหารให้กับนักบินอวกาศจริง ๆ รวมถึง Space Karaage ไก่คาราอาเกะจาก Lawson ที่ได้ถูกส่งขึ้นไปเป็นอาหารให้กับนักบินอวกาศ (เห็นแล้วก็นึกถึงไก่อวกาศของ CP เลย)

แม้โซนนิทรรศการชั่วคราวของ JAXA จะไม่ได้ใหญ่เท่ากับ Space Dome ที่ ตอนนี้ปรับปรุงอยู่ แต่ก็นับได้ว่าของจัดแสงรวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์เลยทีเดียว ที่สำคัญเนื่องจากส่วนจัดแสดงมีขนาดเล็กทำให้เราได้เห็นการจัดแสดงวัตถุต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

หนึ่งในของชิ้นใหญ่ที่นำมาจัดแสดงก็ได้แก่แบบจำลองขนาดเท่าของจริงของดาวเทียม ADEOS-II ดาวเทียมสำรวจโลกของญี่ปุ่น ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2002 โดยมีความร่วมมือจาก NASA และ CNES เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโลก เช่น วงจรคาร์บอน น้ำ และพลังงาน และสนับสนุนงานวิจัยด้านอุตุนิยมวิทยาและการประมง

หลังจากที่ชมนิทรรศการกันอย่างพึงพอใจแล้ว เราก็ได้ไปซื้อของที่ระลึกกัน โดยที่โซนของที่ระลึกนั้นยังเปิดให้บริการตามปกติ สามารถเลือกซื้อสินค้าพิเศษของ JAXA ที่ไม่สามารถหาซื้อที่อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ตราภารกิจ ไปจนถึงของใช้อย่างแก้วน้ำ กระเป๋า และขนมต่าง ๆ ที่ทำเป็นรูปจรวด H3 อย่างในภาพซึ่งน่ารักมาก

หลังจากที่ชมส่วนนิทรรศการเรียบร้อยแล้ว เยาวชนและแขกในทริปนี้ก็ถือว่าพิเศษมาก ๆ เพราะว่าจะได้ไปรับชมบรรยากาศภายในห้อง Mission Control Room ของ JAXA ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือว่าพิเศษมาก ๆ เพราะแตกต่างกับการทำการทดลอง Asian Try Zero-G ในทริปนี้ จะไม่มีการพูดคุยสด ๆ กับลูกเรือบนสถานีอวกาศนานชาติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ห้อง Mission Control Room นั่นเอง
บรรยากาศหน้าห้อง Mission Control Room
เจ้าหน้าที่ JAXA พาพวกเราออกจากบริเวณนิทรรศการไปยัง อาคาร W-2 อันเป็นที่ตั้งของ JEM Mission Control Room หรือ JEM MCR ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมของภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติฝั่งญี่ปุ่น และได้ทยอยกันเข้าไปชมด้านในอย่างไรก็ดี ทาง JAXA ไม่ได้อนุญาติให้บันทึกภาพและวิดีโอด้านในห้อง ทำให้เราสามารถโชว์ได้เพียงแค่บรรยากาศหน้าห้องเท่านั้น

โดยบรรยากาศที่เรามาในวันนี้นั้นก็คาบเกี่ยวกับการบินจรวด H3 จรวดรุ่นใหม่ของ JAXA ในเที่ยวบินที่ 4 ทำให้บรรยากศโดยรอบเราจะเห็นโปสเตอร์ H3 Flight 4 เต็มไปหมดรวมถึงบรรยากาศหน้าห้อง Mission Control Room ที่ Tsukuba Space Center เองด้วยเช่นกัน โชคดีมากที่ทีมงานสเปซทีเอชวันนี้ก็ใส่เสื้อ H3 มาพอดี ทำให้ได้ภาพแบบด้านล่าง

หลังจากที่ถ่ายภาพและทัวร์กันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลารับประทานอาหารกลางวันที่ทาง JAXA ได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยหลังจากการรับประทานอาหารก็จะเข้าสู่ช่วงแข่งกันเพื่อชิงตำแหน่งผู้ชนะเลิศโครงการ Kibo Robot Programming Challenge ในปีนี้แล้ว
บรรยากาศ Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงชนะเลิศ
และแล้วในช่วงบ่าย ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงนั้นก็คือการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2024 ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งก็ต้องบอกเลยว่า ดูจากหัวข้อบทความก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเยาวชนไทยได้เป็นผู้ชนะ แต่เราจะไล่เรียงบรรยากาศของสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องกัน โดยหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เจ้าหน้าที่ JAXA ก็พาพวกเราขึ้นมายังห้องประชุมที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นเหมือนสตูดิโอถ่ายทำรายการเกมโชว์ญี่ปุ่น มีโต๊ะของผู้ร่วมแข่งขัน โต๊ะของกรรมการ และโต๊ะสำหรับผู้ชม (เช่นทีมงานสเปซทีเอช อาจารย์พี่เลี้ยง และแขกคนอื่น ๆ)

แต่ก่อนอื่น ต้องมาทำความเข้าใจสาระสำคัญที่สุดของการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge กันก่อน หลังจากที่ได้ตัวแทนรอบชิงชนะเลิศ ทาง JAXA ได้ให้โจทย์สำหรับการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee และ Int-Ball ให้ทำงานตามโจทย์ที่กำหนดกับผู้เข้าแข่งขันไปล่วงหน้าแล้ว โดยเป็นการจำลองการช่วยกันหาสิ่งของบนสถานีฯ ให้รวดเร็วและถูกต้องที่สุด
ทีมผู้เข้าแข่งขันต้องส่งโค้ดที่เป็นอัลกอริทึมการทำงานของหุ่นยนต์ล่วงหน้า เพื่อให้ทาง JAXA นำไปอัพโหลดขึ้นไปบนตัวหุ่นยนต์ Astrobee และ Int-Ball บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยมีลูกเรือของสถานีฯ ซึ่ง ณ ตอนนั้นได้แก่นักบินอวกาศ Janet Epps ของ NASA เป็นผู้ควบคุมการรันโค้ด นั่นหมายความว่า ในวันนี้จะไม่ได้เป็นการถ่ายทอดสดสิ่งที่เกิดขึ้นบนสถานีฯ หรือเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมในแบบที่พวกเราเข้าใจและคุ้นชินกัน แต่เป็นการ “เฉลย” คะแนน ของการรันโค้ดบนสภาพแวดล้อมจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วในช่วงเดือนกันยายน 2024 นั่นเอง

ดังนั้นในวันนี้อธิบายง่าย ๆ ก็คือการมา “ลุ้นผลร่วมกัน” และประกาศคะแนน ใครที่ได้คะแนนเยอะที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ ซึ่งระหว่างการลุ้นผลนั้น ทาง JAXA ก็จะเปิดวิดีโอที่ได้รับการบันทึกของแต่ละทีมบนสถานีอวกาศนานาชาติ และจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ ได้แก่นักบินอวกาศ Norishige Kanai อดีตลูกเรือกลุ่ม Expedition 54/55 ของสถานีอวกาศนานชาติที่ได้เดินทางไปในอวกาศช่วงปี 2017 ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการทำการทดลองให้กับเยาวชนในโครงการ Asian Try Zero-G มาแล้วหลายครั้ง และเป็นหนึ่งในลูกเรือที่สนับสนุนปฏิบัติการบนสถานีฯ ให้กับ JAXA

นอกจากนี้ยังมีศาสตราจารย์ Shinichi Nakasuka อาจารย์ด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเทียมขนาดเล็ก หุ่นยนต์ และระบบนำทาง เขาเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ UNISEC เพื่อส่งเสริมกิจกรรมอวกาศในมหาวิทยาลัย เป็นผู้บรรยายและวิเคราะห์เส้นทางบินของหุ่นยนต์ตามอัลกอริทึมของเยาวชน ไปพร้อม ๆ กัน

โดยสิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือพิธีกรจะประกาศกฎกติกาการแข่งขัน การนับคะแนน และวิธีการให้คะแนน ตามด้วยการเปิดวิดีโอการรันโค้ดของแต่ละทีมตามลำดับประเทศ ซึ่งทีมที่กำลังเปิดวิดีโอก็จะได้มานั่งด้านหน้าใกล้กับโต๊ะของผู้บรรยายคืออาจารย์ Nakasuka และนักบินอวกาศ Kanai ให้ได้เห็นบรรยากาศการลุ้นและวิเคราะห์ รวมถึงอาจจะตอบคำถามจากผู้บรรยายไปพร้อม ๆ กันว่าทำไมถึงมีวิธีคิดแบบที่เห็น

โดยตัวแทนของเยาวชนไทยทั้ง 4 คนในวันนี้เรียกได้ว่ามาแบบเงียบ ๆ ไม่ตื่นเต้นจนเกินไป แต่ก็เล่าให้เราฟังว่ามีแววชนะ เนื่องจากได้เห็นคะแนนของทีมตนออกมาแล้วตั้งแต่ช่วงที่รันโค้ด อย่างไรก็ตามความลุ้นของวันนี้คือการรอดูว่าทีมอื่นจะทำดีเท่ากับทีมตัวเองหรือไม่ (มั่นใจขนาดนี้) ทำให้บรรยากาศของวันนี้โดยมากจะเป็นการนั่งลุ้นแบบเงียบ ๆ

และเมื่อถึงคิววิดีโอการรันโค้ดของทีมไทย ทั้งสี่คนได้แก่ เป็นต่อ ชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ ,มีน ธรรญธร ไชยกายุต,บีบี สิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ และ มีน ธรรญธร ไชยกายุต ก็ได้มานั่งด้านหน้าพร้อมรอชมผล อย่างที่บอกไป ทีมประเทศไทยสามารถทำคะแนนได้สูงถึง 253.09 คะแนน ซึ่งตั้งแต่เปิดไล่มา ก็ยังไม่เห็นทีมไหนคะแนนสูงขนาดนี้มาก่อน

ทีมประเทศไทยนั้นได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งอาจารย์ Nakasuka และนักบินอวกาศ Kanai ในแง่ของความรวดเร็ว ความถูกต้องและเส้นทางการบินที่ชาญฉลาด และสามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามโจทย์ที่ออกแบบไว้ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาช่วงประกาศผลการแข่งขัน ทีมไทยนั้นถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่จะชนะเลิศ โดยผู้ประกาศผลการแข่งขันก็คือนักบินอวกาศ Kanai ที่รับหน้าที่ประกาศชื่อของทีมที่ชนะ

และแล้วผลก็ออกมาตามคาดหลังจากที่รับชมวิดีโอของทีมแข่งขันทั้งหมด 13 ทีม ผู้ชนะการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2024 ก็ได้แก่ ทีม Astronut จากประเทศไทยนั่นเอง เรียกเสียงปรบมือจากทั้งตัวแทนเยาวชน แขกผู้มีเกียรติ และอาจารย์พี่เลี้ยงจากทั้งห้อง ซึ่งบรรยากาศในตอนนั้นเยาวชนจากไทยทั้ง 4 คนก็ยิ้มออกซะทีหลังจากนั่นลุ้นกันมานาน

ในบรรยากาศการประกาศนั้นนักบินอวกาศ Kanai ก็ได้แสดงความยินดี มอบโล่สำหรับผู้ชนะเลิศ และมอบเกียรติบัตรให้กับตัวแทนทั้ง 4 คน ที่ได้กลายเป็นผู้ชนะโครงการ Kibo Robot Programming Challenge 2024 ได้สำเร็จ ตามมาด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่น่าภาคภูมิใจในความเก่งของเยาวชนไทยเป็นอย่างมาก

และหลังจากการประกาศทีมที่ชนะเลิศแล้ว ก็เป็นการประกาศรายชื่อและคะแนนของทีมทั้งหมด โดยผู้เป็นรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่งก็ได้แก่ทีม Inflection Point จากฟิลิปินส์ ซึ่งได้คะแนนถึง 250.88 ห่างจากทีม Astronut ของเราเพียงแค่ไม่กี่คะแนนเท่านั้น และผู้เป็นรองชนะเลิศอันดับสองก็ได้แก่ทีม team_mukul ซึ่งได้คะแนนไป 193.52 ส่วนทีมอื่น ๆ นั้นไล่เรียงลำดับคะแนนลดหลั่นลงไปก็ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ตามลำดับ เรียกได้ว่าเยาวชนไทยเราเอาชนะทีมที่มาจากประเทศเด่น ๆ ด้านอวกาศหลายประเทศได้เลย

โดยผู้ที่ประกาศคะแนนทั้งหมดของเยาวชนไทยก็คืออาจารย์ Nakasuka นั่นเอง ซึ่งท่านก็ยังได้กล่าวชื่นชมความสามารถของเยาวชนจากทุกประเทศที่สามารถผ่านเข้ารอบมาได้จนสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ Kibo Robot Programming Challenge 2024 ได้สำเร็จ
ส่วนทีม Astronut จากประเทศไทยนั้น เรียกได้ว่ากลายเป็นคนดังในชั่ววินาที ได้รับความสนใจจากเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ มาพูดคุยและแสดงความยินดี ซึ่งก็น่าดีใจที่ทุกคนต่างแชร์ความชอบด้านอวกาศและวิทยาการคอมพิวเตอร์กันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าการแข่งขันในครั้งนี้ต่อให้ไม่ได้รางวัลกลับบ้านแต่ก็ได้เพื่อนใหม่ที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันจากนานาชาติเลย

และแม้การแข่งขันจะจบลง แต่กิจกรรมในวันตัดสินของการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2024 ก็ยังไม่จบ เพราะต่อไปจะเป็นการเยี่ยมชมศูนย์วิจัยด้านหุ่นยนต์ในอวกาศของญี่ปุ่น รวมถึงจะเป็น Lecture พิเศษจากผู้เชี่ยวชาญให้เยาวชนตัวแทนได้เรียนรู้การทำงานในวงการอวกาศที่จะสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคตด้วย
บุกศูนย์วิจัยด้าน Space Robotics ของญี่ปุ่น
หลังจากที่ประกาศผลการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ JAXA ก็พาพวกเราออกจากห้องประชุมไปยังอีกหนึ่ง Facility ของ JAXA ที่เป็นที่ตั้งของ Enginnering Model ของโมดูล Kibo ของสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้คือเซอไพรส์มาก ๆ ไม่คิดว่าจะพาเข้ามาดู โดยที่ผู้นำทัวร์ในรอบนี้ก็คือ Seiko Yamaguchi วิศกวรด้าน Robotics ของ JAXA โดยใน Facility นี้นอกจากตัว Enginnering Model ของโมดูล Kibo แล้วยังประกอบไปด้วยงานในฝั่ง Robotics อื่น ๆ ของ JAXA เช่น ระบบแขนกล JEM Remote Manipulator System หรือ JEMRMS

เรายังได้เห็นหุ่นยนต์ Int-Ball ตัวจริงแบบเดียวกับที่ถูกใช้งานบนสถานีอวกาศนานาชาติ นำมาแสดงให้ดูใกล้ ๆ และสามารถขออุ้มได้ด้วย (แค่อย่าทำหล่นก็พอ เพราะราคาหลายล้าน) ซึ่งพูดถึงกันมานานก็ได้โอกาสอธิบายว่า ตัว Int-Ball นั้นก็คือหุ่นยนต์ ที่ทำหน้าที่เหมือน “ช่างภาพประจำสถานี” ที่บินไปถ่ายภาพและวิดีโอแทนนักบินอวกาศ ซึ่งปกติจะต้องเสียเวลาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ของวันไปกับการบันทึกภาพการทดลอง
Int-Ball ควบคุมจากภาคพื้นดินผ่านระบบเครือข่ายภายในสถานี ใช้พัดลมขนาดเล็กหลายตัวในการเคลื่อนที่ในสภาวะไร้น้ำหนัก พร้อมกล้องและเซนเซอร์สำหรับระบุตำแหน่ง เป็นตัวอย่างของแนวคิด Automation ในสภาพแวดล้อมอวกาศที่ต้องใช้เวลามนุษย์อย่างคุ้มค่าที่สุด

ในแล็บนี้เองเรายังได้เห็นโมเดลล่าสุดของรถยนต์ที่องค์การอวกาศญี่ปุ่น JAXA พัฒนาร่วมกับบริษัท Toyota สำหรับใช้วิ่งสำรวจผิวดวงจันทร์ในโครงการ Artemis ด้วย เรียกได้ว่า ได้เห็นตั้งแต่เทคโนโนโลยีที่ใช้บนวงโคจร Low Earth Orbit ไปจนถึงบนพื้นผิวดวงจันทร์เลยทีเดียว

และหลังจากการชม Facility ฝั่ง Robotic ของ JAXA จบลง ก็จะเป็นช่วงกิจกรรม Lecture และ Workshop พิเศษ ซึ่งทาง JAXA จัดให้โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีโอกาสจะเข้ามาทำงานในฝั่งอวกาศไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบหุ่นยนต์ในอวกาศหรือการทำดาวเทียมและยานอวกาศซึ่งก็อาศัยองค์ความรู้ที่ใกล้เคียงกัน
กิจกรรมการบรรยายพิเศษ ให้ความรู้ด้านการควบคุมหุ่นยนต์ในอวกาศ
เจ้าหน้าที่ JAXA ได้พาพวกเราขึ้นมายังห้องที่จัดให้เป็นห้องเรียนเพื่อฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ Robot Guidance, Navigation, Control in Space and Real World Considerations โดยศาสตราจารย์ Shinichi Nakasuka ที่พูดถึงแก่นของคำว่า GNC แบบที่ไม่ใช่แค่สมการบนกระดาน แต่คือการเอา Control Theory ไปวางอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีแรงเสียดทาน ไม่มี “พื้น” ให้ยืน และไม่มีโอกาสแก้ตัวกลางวงโคจร

เขาเริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะบอกหุ่นยนต์ได้อย่างไรว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ในโลกที่ Reference Frame มันลอยไปหมด แล้วจะทำอย่างไรให้มันเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ การนำทางในอวกาศจึงไม่ใช่แค่เรื่อง IMU กับกล้อง แต่ต้องคิดถึง Latency ของสัญญาณ การรบกวนจากแสงสะท้อนในโมดูล ความคลาดเคลื่อนสะสมของ Drift และข้อจำกัดด้านพลังงาน ทุกอย่างคือ Trade-Off ระหว่างความแม่นยำ ความเสถียร และทรัพยากรที่มีจำกัด

ตามมาด้วยหัวข้อ JAXA’s Robotic Crew Assistance & Introduction of Int-Ball 2 โดย Seiko Yamaguchi วิศวกรหุ่นยนต์ของ JAXA เล่าว่าแนวคิด Robotic Crew Assistance ไม่ได้เกิดจากความอยากโชว์เทคโนโลยี แต่เกิดจากโจทย์พื้นฐานว่า เวลาของนักบินอวกาศคือทรัพยากรที่แพงที่สุดบนสถานีอวกาศ Int-Ball2 จึงถูกออกแบบให้เป็น “ผู้ช่วย” ที่บินไปถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ และส่งข้อมูลกลับสู่ภาคพื้นดิน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์ตัดสินใจโดยตรง
สุดท้ายรับประทานอาหารเย็นร่วมกันและพูดคุย Networking
และกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ก็คือการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่มื้ออาหาร แต่มันคือพื้นที่ที่เส้นแบ่งระหว่าง “ห้องบรรยาย” กับ “โลกจริง” ค่อย ๆ หายไป เราได้พูดคุยกับตัวแทนเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งแต่ละคนไม่ได้มาในฐานะเด็กแข่งขันธรรมดา แต่คือคนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกคิดแบบวิศวกรอวกาศ ตั้งคำถามกับอัลกอริทึมและการเขียนโปรแกรมเหมือนมันเป็นของเล่นประจำวัน

เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับอาจารย์พี่เลี้ยงของแต่ละทีมที่ต้องบาลานซ์ระหว่างการสอนพื้นฐานกับการเปิดพื้นที่ให้เด็กลองผิดลองถูก รวมถึงทีมงานของ JAXA ที่เมื่ออยู่นอกเวทีแล้วก็พร้อมจะคุยเรื่อง Failure Case และ Lesson Learned แบบไม่มีกั๊ก ตัวละครสำคัญอย่างอาจารย์ Nakasuka และ Yamaguchi เองก็เปลี่ยนจากโหมดบรรยายเป็นโหมดสนทนา ถกกันตั้งแต่เรื่อง Autonomy ในวงโคจรต่ำไปจนถึงอนาคตของ Small Satellite Ecosystem และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Norishige Kanai นักบินอวกาศที่ทำให้บทสนทนาทั้งหมดมีน้ำหนักขึ้นทันที เพราะทุกประเด็นที่เราคุยกัน ไม่ว่าจะเป็น GNC, Robotic Assistance หรือ Human-Machine Interaction สำหรับเขามันไม่ใช่ทฤษฎีแต่มันคือประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง จับต้องได้

การร่วมพูดคุยระหว่างอาหารมื้อนั้นจึงกลายเป็นเหมือน Microcosm ของวงการอวกาศ ที่มีทั้งคนรุ่นใหม่ นักวิจัย วิศวกร และนักบินอวกาศ นั่งอยู่ร่วมกันและพูดภาษาเดียวกัน คือภาษาของความพยายามที่จะทำให้มนุษย์อยู่ในอวกาศได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกขั้นหนึ่ง
สรุปกิจกรรม Kibo Robot Programming Challenge 2024
สิ่งที่เรื่องราวทั้งหมดนี้สอนเรา อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กไทยชนะการแข่งขันระดับโลก” แต่มันคือบทเรียนว่าการเข้าถึงอวกาศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เริ่มจากการสร้างจรวด แต่มันเริ่มจากการสร้างวิธีคิด เด็กทั้งสี่คนไม่ได้ชนะเพราะโชคช่วย แต่เพราะพวกเขาเข้าใจปัญหาในระดับ System Level รู้จักคิดแบบ Algorithmic Thinking มองเห็น Trade-Off ระหว่างเวลา เส้นทาง และทรัพยากรเหมือนวิศวกรตัวจริง และที่สำคัญคือได้มีโอกาสทดสอบสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ในสภาพแวดล้อมจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ นี่คือการยกระดับจาก “การเรียนในห้อง” ไปสู่ “การทำงานในระบบนานาชาติ” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนกรอบความคิดของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต
การพาเด็กไทยไปอยู่ในสังคมอวกาศระดับโลกจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์หรือ Pride เชิงสัญลักษณ์ แต่มันคือการทำให้พวกเขาเห็นว่า Standard ของโลกเป็นอย่างไร เห็นว่าวิศวกรญี่ปุ่นคิดอย่างไร นักบินอวกาศตัดสินใจอย่างไร และทีมจากประเทศอื่น ๆ แก้ปัญหาแบบไหน เมื่อเด็กไทยได้ยืนอยู่ในห้องเดียวกับคนเหล่านั้น ได้แลกนามบัตร ได้คุยเรื่อง Failure Case และ Future Mission อย่างเป็นธรรมชาติ มันกำลังสร้าง “ความคุ้นเคย” กับเวทีโลก ซึ่งสำคัญกว่าถ้วยรางวัลใด ๆ เพราะในระยะยาว คนที่คุ้นเคยกับมาตรฐานโลก จะไม่กลัวโลก และประเทศที่มีคนแบบนี้มากพอ ก็จะไม่เป็นแค่ผู้ตามในเกมอวกาศ แต่มีสิทธิ์กำหนดบทบาทของตัวเองใน Ecosystem ระดับนานาชาติได้จริง ๆ
รวมลิงก์ที่เกี่ยวข้อง The 5th Kibo Robot Programming Challenge: Report on the Workshop, Facility Tour of the Tsukuba Space Center, and Closing Social Gathering และ The 5th Kibo Robot Programming Challenge: Report on the Results of the Final Round Event
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co