ลูกเรือ Artemis II ให้สัมภาษณ์อะไรหลังกลับโลก

หลังจากการเดินทาง 10 วันที่พามนุษย์กลับไปเฉียดดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของภารกิจ Artemis II ลูกเรือทั้ง 4 ก็เดินทางกลับมาถึง Houston ซึ่งอาจนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และสถานที่บนโลกที่ภารกิจทั้งหมดถูกควบคุมโดย NASA Johnson Space Center ทันทีที่ลูกเรือนั่งเครื่องบินของ NASA มาจากแคลิฟอร์เนีย พวกเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาเพื่อนนักบินอวกาศ ทีมงาน และผู้บริหาร NASA ก่อนที่จะขึ้นเวทีแถลงข่าว NASA’s Artemis II Crew Return to Houston และเล่าถึงความสำเร็จของภารกิจ

Reid Wiseman ผู้บัญชาการภารกิจเป็นคนที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดที่สุด เขาพูดว่า “Victor, Christina and Jeremy, we are bonded forever, and no one down here is ever going to know what the four of us just went through” เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกเรือทั้งสี่คนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครบนโลกจะเข้าใจได้จริง และมันคือสายสัมพันธ์ที่เกิดจากประสบการณ์ที่ไม่มีใครเคยมีร่วมกันมาก่อน 

ลูกเรือทั้งสี่เดินทางกลับถึงบ้านและจัดการแถลงข่าวที่สนามบิน ที่มา – NASA/John Kraus

เอาจริง ๆ เราไม่แปลกใจที่ Reid จะพูดแบบนั้น เพราะภารกิจนี้ มันคือคนสี่คนที่อยู่ในยานขนาดเพียง 5 เมตร เดินทางออกไปไกลกว่า 400,000 กิโลเมตรจากโลก ไม่เจอคนอื่นแล้ว ไม่มีอะไรเลยนอกจากกันและกัน เป็นเวลาถึง 10 วัน ความสัมพันธ์แบบนี้จึงไม่ใช่แค่คนสี่คนมาทำงานด้วยกัน แต่มันคือการอยู่ร่วมกันที่แทบไม่มีใครบนโลกจะมีประสบการณ์เทียบได้ ซึ่ง Jeremy Hansen ก็ยิงมุกด้วยการเดินถอยออกมาจาก Ried บอกว่า “นี่ผมอยู่ห่างจาก Ried ที่สุดในรอบหลายวันเลยนะ”

การได้กลับบ้านมาเจอครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือมุมมองของเขาต่อ “การไปอวกาศ” เอง Wiseman พูดว่า “Before you launch it feels like it’s the greatest dream on Earth, and when you’re out there, you just want to get back to your families and your friends” เขาอธิบายว่าก่อนปล่อยยาน ทุกอย่างดูเหมือนความฝันของมนุษยชาติ แต่เมื่อไปอยู่จริง ๆ สิ่งที่อยากทำที่สุดคือการได้กลับบ้านและเจอครอบครัว 

การเดินทางกลับบ้านรอบนี้จากดวงจันทร์พามนุษย์เราก้าวไปข้างหน้ามากไม่แพ้ยุค Apollo เลย ที่มา – NASA/John Kraus

ข้อสังเกตก็คือ บรรดาลูกเรือไม่ได้พูดถึงงานวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรม แต่เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมานั่งคุยกันว่าการได้กลับบ้านมันรู้สึกยังไง นี่เป็นประสบการณ์ในเชิงจิตวิทยาที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์อวกาศ ที่ยิ่งเราออกไปไกล โลกยิ่งมีความหมายมากขึ้น Wiseman สรุปออกมาแบบเรียบง่ายว่า “It’s a special thing to be a human and it’s a special thing to be on planet Earth” เขากล่าวว่าการได้เป็นมนุษย์ และการได้อยู่บนโลก เป็นสิ่งที่พิเศษมาก ซึ่งสะท้อนสิ่งที่นักบินอวกาศหลายคนเคยเรียกว่า Overview Effect

ประสบการณ์คือสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำเดียว

Victor Glover เลือกจะพูดถึงอีกมุมหนึ่งของประสบการณ์นี้ เขากล่าวว่า “the gratitude of seeing what we saw, doing what we did, and being with who I was with, it’s too big to just be in one body” เขาอธิบายว่าความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งที่ได้เห็น ได้ทำ และคนที่ได้อยู่ด้วยกันนั้น มันใหญ่เกินกว่าที่ร่างกายหนึ่งจะรับไหว 

ถ้าตัดทุกอย่างออกไปพวกเขาทั้งสี่คือกลุ่มเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปจากโลกมากที่สุด ที่มา – NASA/Bill Stafford

นี่สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน แม้เราจะสร้างเทคโนโลยีที่พาเราไปถึงดวงจันทร์ได้ แต่สมองและภาษาของเรายังไม่สามารถอธิบายประสบการณ์นั้นได้ครบถ้วน สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่คำอธิบาย แต่เป็นความรู้สึกที่ต้องถ่ายทอดผ่านคำง่าย ๆ อย่าง “Gratitude” และสุดท้ายเขาก็ยังกลับมาที่สิ่งเดิมคือครอบครัวและผู้คนที่อยู่เบื้องหลังภารกิจนี้

ลูกเรือ คำสำคัญที่มีความหมาย

Christina Koch ขยายความหมายของคำว่า “Crew” หรือลูกเรือ ออกไปอีกระดับ เธอกล่าวว่า “A crew is a group that is in it all the time… that is willing to sacrifice silently for each other” เธออธิบายว่าลูกเรือคือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันตลอดเวลา เสียสละให้กัน และมีเป้าหมายเดียวกัน 

แต่สิ่งที่เธอรับรู้ได้ ที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นตอนที่เธอมองโลกจากหน้าต่างของ Orion Koch กล่าวว่า “Planet Earth, you are a crew” เธอกล่าวว่าโลกทั้งใบเองก็เปรียบเสมือนลูกเรือชุดหนึ่งที่ต้องอยู่ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นี่เป็นการเปิดมุมมอง ที่น่าสนใจมาก เพราะมันเปลี่ยน Narrative จากการสำรวจอวกาศไปสู่คำถามพื้นฐานของสังคมมนุษย์ ถ้าโลกทั้งใบคือ Crew แล้วเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในระบบที่ทุกคนเชื่อมโยงกันแบบนี้

Christina Koch บอกว่าพวกเราต่างเป็นนักบินอวกาศในยานอวกาศชื่อโลก ที่มา – NASA/Helen Arase Vargas

Jeremy Hansen เพิ่มมุมองทางจิตวิทยาของทีมเข้าไปอีก เขากล่าวว่า “We have a term in our crew… the ‘joy train’… we are committed to getting back on the joy train as soon as we can” เขาอธิบายว่าทีมไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีความสุขตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือความตั้งใจที่จะกลับมาสู่สภาวะนั้นให้ได้ 

แนวคิดนี้ในมุมหนึ่งแทบจะเป็นโมเดลของการทำงานเป็นทีม ที่สมจริงมาก มันไม่ได้ Romanticize การทำงานร่วมกัน แต่ยอมรับว่ามีช่วงที่ทุกอย่างไม่ดี และสิ่งที่สำคัญคือการ Recover กลับมา Hansen ยังกล่าวอีกว่า “you’re not looking at us… we are a mirror reflecting you” เขาบอกว่าผู้คนไม่ได้มองมาที่พวกเขา แต่กำลังมองกระจกที่สะท้อนตัวเองอยู่  ประโยคนี้แทบจะดึงนักบินอวกาศลงมาจากหิ้ง ทันที มันบอกว่าความพิเศษของภารกิจนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพของมนุษย์ทุกคน

มุมมองของมนุษย์ต่อการสำรวจอวกาศ

เมื่อเอาคำพูดทั้งหมดมาวางรวมกัน จะเห็นแนวทาง ที่ชัดมากอีกครั้งว่าแทบไม่มีใครพูดถึงตัวเทคโนโลยีเลย ไม่มีใครพูดถึงระบบ ไม่มีใครพูดถึงตัวเลข ทั้งที่นี่คือหนึ่งในภารกิจทดสอบที่สำคัญที่สุดของ NASA ในรอบหลายทศวรรษ สิ่งที่พวกเขาเลือกจะพูดกลับเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ครอบครัว การกลับบ้าน และความหมายของการเป็นมนุษย์

และในช่วงท้าย Wiseman ได้กล่าวว่า “It is time to go and be ready… because it takes courage. It takes determination” เขาบอกว่าถึงเวลาที่คนรุ่นต่อไปต้องเตรียมตัว เพราะการสำรวจอวกาศต้องใช้ความกล้าและความมุ่งมั่น มองในภาพใหญ่ ประโยคนี้ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจแต่มันคือสัญญษที่บอกว่าว่า Artemis II ไม่ใช่จุดจบของการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ยุคที่มนุษย์กำลังจะกลับไปดวงจันทร์อย่างจริงจังอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว Artemis II อาจเป็นเพียงเที่ยวบินทดสอบ แต่สิ่งที่ลูกเรือนำกลับมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ข้อมูลหรือ Validation ของระบบ หากแต่เป็นคำย้ำเตือนเดิมที่มนุษย์ค้นพบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เราออกไปไกลจากโลก ว่าในท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ออกไปเพื่อหนีโลก แต่เราออกไปเพื่อเข้าใจว่าทำไมเราถึงอยากกลับมานั่นเอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.