หลังจากที่ก่อนหน้านี้เราได้รายงานความคืบหน้าของโครงการ Thailand Innovative G-force Varied Emulsification Research for Space Exploration หรือ TIGERS-X ซึ่งเป็นการทดลองผสมยาบนสถานีอวกาศนานาชาติ ด้วย Remote Laboratory ของนักวิจัยและวิศวกรไทย ในบทความ เจาะลึกการทำงานของ TIGERS-X การทดลองการแพทย์ของไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ ตอนนี้ ก็ได้เวลาที่การทดลอง TIGERS-X จะได้เดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ
ทีมงานสเปซทีเอช ได้ร่วมมือกับบริษัท CP ALL และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญของโครงการ TIGERS-X ในฝั่งวิศวกรรม โดยเราได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อชมการนำส่ง TIGERS-X ขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งจะทำให้เราได้มีภาพประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยฝีมือของคนไทย เป็นการสร้าแรงบันดาลใจและบอกว่าอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ของการทดลอง วิศวกรรม ไปจนถึงการสื่อสารด้วยการทำสื่อ สารคดี และคอนเทนต์ ตามนโยบายของ CP ALL ที่ต้องการ “มุ่งสร้างคนเก่ง” เพื่อพัฒนาประเทศ
เที่ยวบินที่ TIGERS-X จะเดินทางขึ้นสู่อวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยนั้น คือเที่ยวบิน CRS-34 ซึ่งเป็นเที่ยวเติมเสบียงให้กับสถานีฯ จากฝั่งสหรัฐฯ เที่ยวบินที่ 2 ของปี 2026 นี้ โดยภารกิจนี้ถูกเลื่อนเข้าออกอยู่หลายครั้งเนื่องจาก อุปสรรรคหลายอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการป่วยของลูกเรือ Crew-11 ทำให้ต้องกลับบ้านก่อนกำหนด ลูกเรือ Crew-11 ต้องเดินทางกลับโลกก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศป่วย จนต้องยกเลิกภารกิจ ไปจนถึงปัญหาฐานปล่อยของรัสเซียเกิดถล่มจนใช้งานไม่ได้ ตามรายงาน กรณีฐานปล่อยยานรัสเซียถล่ม ทำให้ NASA ต้องปรับแผน Logistic ของสถานีอวกาศนานาชาติ
เริ่มต้นการเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา และกำหนดการปล่อยเดิม
เดิมที ภารกิจ CRS-34 มีกำหนดบินขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ช่วงเย็นตามเวลา ณ ฐานปล่อย ซึ่งตรงกับเช้ามืดวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 อย่างไรก็ตามข่าวอากาศจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ได้ออกมาว่า สภาพอากาศ ณ ห้วงเวลาปล่อยเหมาะสำหรับการปล่อยเพียงแค่ 35% เท่านั้น เนื่องจากจะมีฝนตก มีเมฆมาก และมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า โดย ณ เวลาที่ข่าวอากาศออกมานั้น ทีมงานได้อยู่บนเครื่องบินและอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังแหลมคะเนอเวอรัลแล้ว ทำให้เกิดความกังวลเล็กน้อยว่าการปล่อยจะเกิดขึ้นได้ตามกำหนดหรือเปล่า
เมื่อเราเดินทางถึง NASA Kennedy Space Center ซึ่งเป็นจุดที่เราจะบันทึกภาพการปล่อย ซึ่งบริเวณนี้เราจะสามารถมองไปยัง Cape Canaveral Space Force Station ที่ตั้งของฐานปล่อย SLC-40 ของ SpaceX สำหรับการปล่อยภารกิจดังกล่าว เราก็พบว่าสภาพอากาศนั้นแย่มาก ฝนตกแทบจะทั้งวันแถมตกหนักด้วย

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับภารกิจนี้ก็คือ การปล่อยยานอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาตินั้น จะใช้การปล่อยแบบที่เรียกว่า Simultaneous Launch Window หมายความว่าการปล่อยนั้นจะต้องเกิดขึ้นตรงเวลาเป๊ะ ๆ แตกต่างจาก Launch Window ในภารกิจอื่น ๆ ที่จะสามารถกำหนดช่วง Window Open และ Window Close ซึ่งสามารถปล่อยในช่วงเวลาไหนก็ได้ภายในกรอบของเวลาที่กำหนดไว้ (ซึ่งอาจมีตั้งแต่หลักนาที จนถึงหลักชั่วโมง) ทำให้ถ้าเกิดว่าสภาพอากาศไม่เป็นใจในวินาทีที่ 0 นั้น แปลว่าการปล่อยจะต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อย 1 วันโดยทันที

ในภาพบรรยากาศเราจะเห็นว่านอกจากฝนจะตกแล้ว ท้องฟ้ายังค่อนข้างปิด บรรยากาศค่อนข้างมืดมัว หนึ่งในความกังวลว่าจรวดจะสามารถปล่อยได้หรือไม่นั้น ก็คือบรรยากาศของภาพที่ออกมา เนื่องจากการถ่ายภาพปล่อยจรวดจะสวยงามก็ต่อเมื่อท้องฟ้าสดใส ทำให้เราสามารถเห็นตัวจรวดบินขึ้นอย่างสวยงามด้วยเช่นกัน

เราได้ลองเดินทางไปยังจุดที่เรียกว่า NASA Causeway East ซึ่งเป็นปากทางเข้า Cape Canaveral Space Force Station ภายในพื้นที่ของ NASA Kennedy Space Center เพื่อบันทึกภาพของจรวด Falcon 9 และยาน Dragon แบบชัด ๆ แต่ภาพที่เห็นด้านบนก็คือ บรรยากาศเต็มไปด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมาทั้งในช่วงบ่ายของวัน แม้จะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนการปล่อยก็ตาม ทำให้โอกาสการปล่อยในวันนี้ยิ่งน้อยลงไปทุกที
จนในที่สุดช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือเวลาประมาณตี 4 ของประเทศไทย SpaceX และ NASA ก็ได้ออกมาประกาศเลื่อนการปล่อยออกไปประมาณ 24 ชั่วโมง โดยมีกำหนดปล่อยอีกครั้งในวันที่ 12 พฤษภาคม ตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือวันที่ 13 พฤษภาคมตามเวลาประเทศไทย ซึ่งพอเป็นแบบนี้ทีมงานก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากกลับโรงแรมไปนอนพักผ่อน และเตรียมตัวสำหรับการปล่อยในวันรุ่งขึ้น
แม้ฝนจะยังโปรยปราย แต่ก็ยังคงดำเนินการปล่อยก่อนยกเลิกก่อนไม่กี่วินาที
คงเรียกได้ว่าเป็นความเคยชินของการเดินทางมารายงานข่าวการปล่อยจรวดแล้วสำหรับการเผชิญหน้ากับการเลื่อนการปล่อย ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะในบทความ สรุปบรรยากาศ การปล่อย Europa Clipper หลังพายุเฮอริเคนถล่ม หรือ สรุปบรรยากาศทดสอบ CFT-1 ยาน Starliner และการเลื่อนปล่อย เราก็ล้วนแต่เจอการเลื่อนปล่อยทั้งสิ้น
สำหรับในวันที่ 13 พฤษภาคมนั้น ท้องฟ้าค่อนข้างดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีฝนตกอย่างชุ่มฉ่ำ สภาพอากาศในวันนี้มีโอกาสการปล่อยมากขึ้น อย่างไรก็ตามเรายังคงบอกอะไรไม่ได้จนกระทั่งในวินาทีสุดท้ายของการปล่อย ในวันนี้ ทีมงานได้เดินทางกลับไปยัง NASA Kennedy Space Center อีกครั้งพร้อมกับความหวัง โดยตารางปล่อยวันนี้เป็นช่วงเวลาเย็น ๆ 6:50 ตามเวลา ณ ฐานปล่อย โดยความน่ากังวลก็คือแม้จะเข้าใกล้เวลาการปล่อย แต่ NASA ก็ยังไม่อนุญาตให้ทีมงานออกไปพื้นที่กลางแจ้ง เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า จนกระทั่งไม่กี่นาทีก่อนการปล่อยเท่านั้น ที่สภาพอากาศเริ่มดีขึ้นมาบ้าง

จนสุดท้ายนาฬิกานับถอยหลังเริ่มนับถึงไม่กี่วินาทีก่อนการปล่อย ดำเนินมาถึงประมาณ 28 วินาทีก่อนการปล่อย เราก็ได้ยินคำสั่ง “Hold” จากเจ้าหน้าที่ แปลว่าการปล่อยในวันนี้ถูกยกเลิก ตอนนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือ “แหม่ แค่นิดเดียว” แต่ก็เข้าใจได้ เนื่องจากการปล่อยจรวดนั้นเน้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก แม้ว่าตอนนั้นฝนจะหยุดตกแล้วก็ตาม แต่ไฟฟ้าสถิตในอากาศก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของจรวดได้

Falcon 9 และยาน Dragon ในภารกิจ CRS-34 ถูกเลื่อนออกมา 2 วันติด สิ่งนี้ทำให้ NASA และ SpaceX ตัดสินใจเลื่อนการปล่อยไปเป็นวันที่ 15 พฤษภาคม หรือ 16 พฤษภาคมตามเวลาประเทศไทย สองวันหลังจากนี้ เนื่องจากมีความจำเป็นในการต้อง “ตรวจสอบ” สัมภาระต่าง ๆ ในตัวยานให้พร้อมสำหรับการปล่อย เนื่องจากการทดลองบนยานบางชิ้น หรือของสดบางอย่างจำเป็นต้อง “สด” จริง ๆ ก่อนนำส่งไปยังสถานีฯ การเลื่อนการปล่อยไปสองวัน จึงเปิดโอกาสให้ทีม สามารถเข้าไปจัดการกับสัมภาระที่ “Time Sensitive” ได้
ในขณะที่การทดลอง TIGERS-X ของเรานั้นเป็นแบบ “Ship and Shoot” ก็คือหลังจากการนำส่งไปยัง NASA จะไม่มีการแกะหรือเข้าไปยุ่งกับตัว Payload ใด ๆ การเลื่อนการปล่อยจึงไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของการทดลองของเรานั่นเอง
ทีมงานเองก็ทำอะไรไม่ได้ และต้องอยู่ที่แหลมคะเนอเวอรัลเพิ่มอีก 2 วันจากกำหนดการณ์เดิมที่ควรจะเดินทางกลับบ้านได้แล้ว ซึ่งหากดูจากพยากรณ์อากาศ เราจะพบว่าในวันที่ 15 นั้นแทบจะไม่มีเมฆ ไม่มีฝนตก สภาพอากาศปลอดโปร่งและมีโอกาสสำหรับการปล่อยมากถึง 95% หากไม่เกิดความผิดพลาดอื่น ๆ กับตัวจรวด การปล่อยในวันที่ 15 นั้นควรจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
วันปล่อย ท้องฟ้าสดใสทุกอย่างเป็นไปตามแผน
15 พฤษภาคม 2026 และแล้ววันที่เรารอคอยก็มาถึง วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งทั้งวันและแดดออกสดใส การปล่อยในวันนี้มีกำหนดอยู่ที่ 06:06 ตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือ 05:06 ของเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย ทีมงานได้เดินทางกลับไปยัง NASA Kennedy Space Center เพื่อชมบรรยากาศการปล่อย
ต้องบอกก่อนว่าน่าเสียดายที่ในภารกิจตระกูล CRS นั้น NASA ไม่ได้อนุญาตให้นักข่าวมีการไปตั้งกล้อง Remote Camera เพื่อเก็บบรรยากาศ ณ ฐานปล่อย ในหลักไม่กี่เมตรเพื่อให้ได้ภาพในมุมใกล้อีกแล้ว (และแม้เราจะส่งอีเมลไปขอเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ) ทำให้การเก็บบรรยากาศของเรา เกิดขึ้นที่ระยะใกล้ที่สุดที่จะเป็นไปได้แทน ที่ประมาณ 4 กิโลเมตรจากฐานปล่อยแทน ซึ่งเอาจริง ก็นับว่าเป็นการถ่ายการปล่อยที่ใกล้ที่สุดที่เราเคยถ่ายด้วย

เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนการปล่อย ทีมงานก็ได้เข้าประจำจุดถ่าย ก่อนการปล่อยประมาณ 40 นาที จรวด Falcon 9 ก็ได้ถูกเติมเชื้อเพลิง เราจะเริ่มเห็นควันสีขาวที่เกิดจากการระบายแรงดันด้านในตัวจรวดปรากฎเห็นชัดเจน เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ จรวด Falcon 9 เตรียมพร้อมที่จะบินขึ้นและพาการทดลอง TIGERS-X ร่วมกับการทดลองจากนานาชาติอื่น ๆ เดินทางขึ้่นสู่สถานีอวกาศนานาชาติแล้ว

และในที่สุด นาฬิกานับถอยหลังมาจนถึงประมาณ 40 วินาทีก่อนการปล่อย เราได้ยินสัญญาณ “Go For Launch” ทุกคนที่ร่วมชมการปล่อยร้องออกมาด้วยความดีอกดีใจ ที่จะได้เห็น Falcon 9 บินขึ้นไปยังท้องฟ้าที่สดใส จนนาฬิกานับถอยหลังมาจนถึงวินาทีของการปล่อย เครื่องยนต์ Merlin Engine ทั้ง 9 ตัวของจรวด Falcon 9 ก็ได้ถูกจุดขึ้น ควันสีขาวคลุ้งไปทั่วฐานปล่อย และบินขึ้นแล้วสำหรับ Falcon 9 พร้อมยาน Dragon และ TIGERS-X นำเอาการทดลองทางการแพทย์ในอวกาศชิ้นแรกของคนไทยเดินทางสู่ห้องปฏิบัติการลอยฟ้า เพื่ออนาคตของการผลิตอาหารและยาบนโลกและในการเดินทางท่องอวกาศระยะยาว

เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่นักวิจัยกลุมนี้ เสนอไอเดียเรื่องของการออกแบบกระบวนการผลิตอาหารในอวกาศ ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ประเทศไทยพูดถึงการส่งการทดลองไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในโครงการ National Space Exploration ที่นำโดย GISTDA ในช่วงปี 2018 ต่อมา นักวิจัยกลุ่มนี้ได้ออกแบบระบบสำหรับผลิตอาหารด้วยระบบเลี้ยงแมลงอัตโนมัติ และวิศวกรรม ฟิสิกส์ด้านของไหล ที่เอื้อสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศระยะยาว จนผ่านเข้ารอบในโครงการ NASA Deep Space Food Challenge ซึ่งทางบริษัท CP ALL และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ก็ได้เป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญที่พานักวิจัยกลุ่มนี้ ไปโลดแล่นบนเวทีโลก ในช่วงปี 2021 ภายใต้ชื่อกลุ่ม KEETA
และสุดท้าย ความรู้ที่ได้จากทุกประสบการณ์ ก็ได้พานักวิจัยกลุ่มนี้เดินทางมาถึง Integration of Space and Human Advancement หรือ ISHA Lab ภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ห้องวิจัยที่มุ่งเน้นการใช้ความรู้จากอวกาศเพื่อมาปรับปรุงระบบอาหารและการแพทย์ เพื่อให้ชีวิตของมนุษย์บนโลกดีขึ้น และเป็นที่มาของโครงการ TIGERS-X ที่เพียง 2 ปีให้หลัง นับจากการทดลองต้นแบบถูกนำไปศึกษาบนเที่ยวบินสภาวะไร้น้ำหนัก Zero-G การทดลองเต็มรูปแบบที่จะเปิดโอกาสให้ศึกษาฟิสิกส์ของของเหลวที่ไม่สามารถทำได้บนโลก เปิดโอกาสสู่การค้นพบใหม่ และวางรากสู่ระบบอาหารและยาแห่งอนาคต ก็ได้เริ่มต้นการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานชาติ แม้นาฬิกานับถอยหลังจะนับเพียงหลักนาที หรือหลักชั่วโมง เริ่มต้นจากความฝันที่ถูกสานต่ออย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี และช่วงเวลาแห่งการปล่อยนี้เอง คือจุดเริ่มต้นบทใหม่ของการเดินทาง

และนี่คือเรื่องราวของแค่หนึ่งการทดลอง หนักเพียงแค่ 200 กรัม จากประเทศไทย บนยานอวกาศ Dragon ลำนี้ ที่เต็มไปด้วยเสบียง การทดลอง และเครื่องไม้เครื่องมือ หนักร่วมกว่า 2,900 กิโลกรัม ที่จะถูกส่งไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ การบินขึ้นของ Falcon 9 จึงเป็นการนำส่งความฝัน ความหวัง และโอกาส ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวระหว่างทาง และเกิดเป็นภาพที่สวยงาม ทรงพลัง และทำให้ทีมงานที่ยืนชมช่วงเวลาดังกล่าวรู้สึกตราตึงในจิตใจอย่างมาก ราวกับกำลังเฝ้ามองพิธีกรรรมของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ในดินแดนแห่งใหม่

สำหรับการปล่อย Falcon 9 ในรอบนี้ นอกจากการบินขึ้นแล้ว เราจะยังได้เห็นการกลับมาลงจอด ณ Landing Zone 40 ฐานลงจอดของ SpaceX ที่ตั้งอยู่เพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากฐานปล่อย ซึ่ง SpaceX ได้ยกเลิกการใช้งาน Landng Zone 1 จุดลงจอดประวัติศาสตร์ไป ตามที่เรารายงานในบทความ เจาะลึกการลงจอดครั้งแรกที่ Landing Zone 40 เมื่อ SpaceX ปรับ Logistic การนำจรวดกลับมาใช้

2 นาที 18 วินาทีหลังการปล่อย จรวด Falcon 9 ท่อนแรกกับท่อนที่สองก็ได้แตกตัวออกจากการ ตัวจรวดท่อนที่สอง ทำหน้าที่พายาน Dragon เดินทางสู่วงโคจร ในขณะที่จรวดท่อนแรกก็ได้เข้าสู่การพลิกตัว ก่อนที่จะทำ Boostback Burn ในนาทีที่ 2 กับอีก 31 วินาทีหลังการปล่อย พาเอาตัวจรวดเริ่มต้นการเดินทางกลับมาลงจอด ณ ฐานปล่อย
เวลาผ่านไปราวนาทีที่ 6 หลังการปล่อย เราก็ได้เห็นแสงสว่างบนท้องฟ้าเป็นจุดเล็ก ๆ อีกครั้งนั้นคือ จรวด Falcon 9 กำลังทำ Entry Burn เพื่อผลักโมเลกุลของอากาศไม่ให้เสียดสีหรือตีกลับเข้าไปในเครื่องยนต์ เป็นเวลาประมาณ 12 วินาที ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลง โดยหลังจากนั้น Falcon 9 ได้ใช้ครีบหรือ Grid Fins ค่อย ๆ ปรับทิศทางในการร่อนลงมายัง Landing Zone
และหลังจากนั้น 7 นาที 32 วินาทีหลังจากการปล่อย เราก็ได้เห็น Falcon 9 จุดเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อทำ Landing Burn เป็นการชะลอความเร็วขั้นสุดท้ายก่อนการลงจอด

สุดท้าย จรวด Falcon 9 ท่อนแรกก็เดินทางลงจอดบน Landing Zone 40 อย่างสวยงาม พร้อมกับเสียง Sonic Boom ที่ดังลั่นสนั่นหวั่นไปไปทั่ว เป็นการประกาศการกลับมาของ Falcon 9 หมายเลข B1096 หลังจากเที่ยวบินการเดินทางครั้งที่ 6 ของจรวดลำนี้

แม้บรรยากาศการชมการปล่อยบนพื้นโลกจะจบลง แต่ยาน Dragon นั้นเพิ่งจะเริ่มต้นการเดินทางยาว 36 ชั่วโมงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ก่อนที่มีกำหนดจะเชื่อมต่อเข้ากับสถานีฯ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 และเริ่มต้นนำสัมภาระและการทดลองภายในออกมาจากตัวยานเพื่อนำส่งไปติดตั้งยังบริเวณต่าง ๆ ของสถานีฯ

เรียกได้ว่าในรอบนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สวยงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินทางของคนไทยไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ แม้การปล่อยจะถูกเลื่อนออกมาจากกำหนดการณ์เดิมมากกว่า 3 วัน แต่ก็แลกกับการได้มองเห็นตัวจรวดบินขึ้นท่ามกลางท้องฟ้าที่สดใส ไม่ต่างจากอนาคตของวงการอวกาศไทยหลังจากนี้
มิตรภาพ ณ ฐานปล่อย กับเพื่อนร่วมเดินทาง
ก่อนที่จะปิดท้ายบทความนี้ไปอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะเล่าให้ฟังก็คือมิตรภาพของเพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมทางในที่นี้นั้นหมายความถึงผู้ที่ร่วมส่งการทดลองไปยังสถานีอวกาศนานาชาติโครงการอื่น ๆ นอกจาก TIGERS-X ซึ่งทางทีมงานได้พบเจอทั้งระหว่างการเดินทาง หรือ ณ ฐานปล่อย ไม่ว่าจะเป็นนักฟิสิกส์ที่ร่วมทำงานในโครงการ วิศวกร ตลอดไปจนถึงอาจารย์ที่เป็นคนรีวิวการทดลองที่เป็นการสนับสนุนการทดลองของเยาวชนให้เดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ และที่พิเศษมาก ๆ คือ เราได้พูดคุยกับวิศวกรของโครงการ CLARREO Pathfinder ซึ่งเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับยานอวกาศ Climate Absolute Radiance and Refractivity Observatory หรือ CLARREO ที่จะถูกนำขึ้นไปทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งนับได้ว่าเป็น Payload ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดสำหรับภารกิจ CRS-34 ในรอบนี้และเดินทางในส่วน Trunk ด้านล่างของยาน Dragon ซึ่งเป็น Unpressurized Module
การที่เราได้พูดคุยและแชร์ประสบการณ์เรื่องราวกับคนที่อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ทำให้การเดินทางมาชมการปล่อยภารกิจ CRS-34 นี้ มีความเป็น Community ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและวิศวกร ที่มีอวกาศเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่การแสวงหาความรู้และความจริงเหมือนกัน นับว่าเป็นบรรยากาศที่มีคุณค่าและส่งต่อแรงบันดาลใจให้ฟังมาก ๆ ด้วย

สุดท้ายภารกิจ TIGERS-X นั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะผลการทดลองที่จะออกมาในรูปแบบของวิดีโอความละเอียดสูง เพื่อให้นักวิจัย สามารถศึกษากระบวนการ Emulsion ที่เป็นพื้นฐานของการผสมอาหารและยา ในสภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อนำไปใช้เป็นโมเดลในการปรับปรุงและพัฒนาการให้อาหารทางหลอดเลือดดำหรือ TPN ตลอดไปจนถึงพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและยาที่ดีขึ้นบนโลก และการสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต
และทั้งหมดนี้ ย้อนกลับมาตอกย้ำความสำคัญของภารกิจสำรวจอวกาศ ที่มุ่งเน้นการสร้างคน เหมือนกับการเดินทางในรอบนี้ที่เราได้รับการสนับสนุนจาก CP ALL และ PIM ที่ต้องการสร้างคนผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 30 ปี ที่จะวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาของประเทศไทยต่อไปนั่นเอง
สามารถติดตามอัพเดทล่าสุดได้จาก Mission Blog ของภารกิจ TIGERS-X
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co