บริษัท LandSpace ของจีนประสบความสำเร็จในการนำส่งจรวด Zhuque-2E กลับขึ้นบินอีกครั้ง หลังจากเที่ยวบินเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา จรวดท่อนที่สองทำงานผิดพลาด ทำให้ดาวเทียมของลูกค้าไม่สามารถเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ การกลับมาครั้งนี้เป็นเที่ยวบินที่มีสถานะเหมือนการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของระบบใหม่ทั้งหมด ว่า LandSpace ยังสามารถกลับเข้าสู่ตลาดปล่อยดาวเทียมเชิงพาณิชย์ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จีนกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาวเทียมแบบ Constellation ของตัวเอง
สามารถอ่านเรื่องราวของ LandSpace ได้ในบทความ รู้จักกับ LandSpace บริษัทจรวดจีน เจ้าของเครื่องยนต์มีเทน และการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 เวลาประมาณ 10:00 ตามเวลาประเทศไทย จรวด Zhuque-2E บินขึ้นจากฐาน Site 96 ภายในศูนย์ปล่อยดาวเทียม Jiuquan ในเขตมองโกเลียใน โดยเที่ยวบินนี้ไม่ได้มี Payload ของลูกค้าเดินทางไปด้วย แต่บรรทุกมวลทดสอบหรือ Mass Simulator น้ำหนักประมาณ 2,800 กิโลกรัม ไปสู่วงโคจรสูง 900 กิโลเมตร ซึ่งเป็น Profile การบินที่ใกล้เคียงกับการนำส่งดาวเทียมแบบ Constellation มากกว่าการทดสอบแบบปลอดภัยไว้ก่อน นี่จึงทำให้เที่ยวบินนี้น่าสนใจ เพราะ LandSpace ไม่ได้แค่ต้องการแสดงว่าจรวดกลับมาบินได้ แต่ต้องการแสดงว่าจรวดสามารถกลับมาทำงานในเงื่อนไขที่ใกล้กับตลาดจริงได้ โดยทาง LandSpace ได้ออกมาพูดถึงสิ่งใหม่ในเที่ยวบินนี้ใน What’s New in ZQ-2E Y5

ในเชิงธุรกิจ นี่คือจุดที่สำคัญมาก เพราะลูกค้าดาวเทียม Constellation ไม่ได้ต้องการจรวดที่บินสำเร็จเป็นครั้งคราว แต่ต้องการบริการปล่อยที่มีความสม่ำเสมอ คาดการณ์ได้ และรองรับการปล่อยซ้ำได้ในความถี่สูง (มี Cadance ที่ดีที่เราเคยอธิบายไปในบทความ Cadence คำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการสร้าง Space Economy) หากเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ การปล่อยดาวเทียมในยุคก่อนเหมือนการสร้างรถลีมูซีนสำหรับภารกิจพิเศษ แต่ยุค Constellation กำลังทำให้จรวดกลายเป็นรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ต้องวิ่งตามตารางให้ได้จริง ตลาดนี้จึงไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องแรงขับหรือขนาด Payload แต่แข่งขันกันที่ Reliability, Launch Cadence, ต้นทุนต่อเที่ยวบิน และความพร้อมของสายการผลิต
Zhuque-2E จึงถูกปรับปรุงมาในทิศทางนั้นอย่างชัดเจน เที่ยวบิน Y5 มีการเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงจากการยืดถังเชื้อเพลิงของท่อนแรก และใช้การเติมเชื้อเพลิงแบบ Subcooled Propellant Loading เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของเชื้อเพลิง ทำให้จรวดสามารถบรรทุกเชื้อเพลิงได้มากขึ้นราว 15% โดยไม่จำเป็นต้องขยายตัวจรวดอย่างสุดโต่ง ขณะเดียวกัน LandSpace ยังลดน้ำหนักโครงสร้างบางส่วน เช่น การถอดฉนวนในบางตำแหน่ง การปรับเส้นทางสายไฟและ Fairing รวมถึงการถอดครีบของท่อนแรกออก สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ในโลกของจรวด การไล่ลดน้ำหนักทีละกิโลกรัมคือการเปลี่ยนมวลที่เคยเป็นโครงสร้าง ให้กลายเป็นมวลที่สามารถนำไปใช้กับ Payload หรือ Margin ของภารกิจได้

อีกจุดที่น่าสนใจคือท่อนที่สองของ Zhuque-2E เที่ยวบินนี้ถูกออกแบบให้ติดเครื่องยนต์ได้ถึง 3 ครั้ง พร้อม Profile สำหรับการปรับวงโคจรจรวดท่อนบนหลังจบภารกิจในวงโคจรสูงให้ตกกลับโลก (Bisposal Burn) สิ่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะจรวดสำหรับตลาด Constellation ไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่งของขึ้นวงโคจรเดียวแล้วจบ แต่ต้องรองรับการปล่อยดาวเทียมหลายตำแหน่ง หลายระนาบวงโคจร หรืออย่างน้อยต้องมีความยืดหยุ่นมากพอสำหรับภารกิจที่ซับซ้อนขึ้น การติดเครื่องซ้ำหลายครั้งยังเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาขยะอวกาศโดยตรงเพราะท่อนบนของจรวดจำนวนมากในอดีตถูกทิ้งไว้บนวงโคจรเป็นเวลานาน การมีระบบ Deorbit หรือ Bisposal Burn หลังจบภารกิจจึงสะท้อนว่าบริษัทเอกชนจีนเริ่มออกแบบจรวดโดยคิดถึงกฎเกณฑ์ของอวกาศยุคใหม่มากขึ้น (ฟังดูจรวดเอกชนของจีนมีความรับผิดชอบมากกว่ารัฐอีก)
ในแง่วิศวกรรมนั้น การติดเครื่องซ้ำของเครื่องยนต์ท่อนบนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับจรวดเชื้อเพลิงมีเทน เพราะระบบต้องจัดการทั้งอุณหภูมิ ความดัน การไหลของเชื้อเพลิง และสถานะของของไหลในสภาวะไร้น้ำหนักอย่างละเอียดมาก ถ้าเทียบกับรถยนต์ มันไม่ใช่แค่การสตาร์ตเครื่องซ้ำ แต่คือการสตาร์ตเครื่องซ้ำกลางทาง ขณะรถกำลังลอยอยู่ในอากาศ และน้ำมันในถังก็ไม่ได้อยู่ก้นถังตามแรงโน้มถ่วงแบบที่เราคุ้นเคย
LandSpace ยังเริ่มใส่แนวคิด Smart Launch Vehicle เข้าไปใน Zhuque-2E มากขึ้น โดยท่อนแรกมีระบบตรวจจับความผิดปกติของเครื่องยนต์ระหว่างบิน และระบบปรับแรงขับเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อน ส่วนท่อนที่สองมีระบบบริหารการใช้เชื้อเพลิง เพื่อให้จรวดสามารถวินิจฉัยและตอบสนองต่อความผิดปกติบางอย่างได้เองระหว่างภารกิจ แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะในโลกของ Launch Vehicle สมัยใหม่ ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากการหวังว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ แต่มาจากการยอมรับว่าระบบจริงอาจมีความคลาดเคลื่อน และออกแบบให้จรวดรับมือกับความคลาดเคลื่อนนั้นได้โดยไม่ทำให้ภารกิจล้มเหลวทันที

อีกประเด็นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของ LandSpace คือความเร็วในการเตรียมปล่อย เที่ยวบินนี้ใช้ Launch Campaign เพียง 13 วัน และใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงก่อนปล่อยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น สำหรับจรวดเชื้อเพลิง Cryogenic อย่างมีเทนและออกซิเจนเหลว ตัวเลขนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะมันชี้ไปยังเป้าหมายระยะยาวของบริษัทที่ต้องการทำให้การปล่อยจรวดเป็น Operation ที่ทำซ้ำได้บ่อย หาก LandSpace ต้องการรองรับตลาด Constellation จริง ความเร็วในการ Turnaround และความเรียบง่ายของ Ground Operation จะสำคัญไม่แพ้ Performance ของตัวจรวดเอง
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า Zhuque-2 คือจรวดเชื้อเพลิงมีเทนลำแรกของโลกที่บินขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จในปี 2023 แซงหน้าทั้ง Starship ของ SpaceX, Vulcan ของ ULA และ New Glenn ของ Blue Origin ในเชิงประวัติศาสตร์ แม้ชื่อของ Starship จะดังกว่าและมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่ามาก แต่ถ้าวัดกันที่จรวดมีเทนที่สามารถขึ้นสู่วงโคจรได้จริง จีนเป็นฝ่ายเข้าเส้นชัยก่อน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับตลาดอวกาศยุคใหม่ สิ่งที่ LandSpace ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือ Zhuque-2E สามารถกลายเป็นจรวดทำเงินได้จริงหรือไม่ เพราะตลาดปล่อยดาวเทียม Constellation ไม่ได้ให้อภัยความล่าช้าและความไม่แน่นอนง่าย ๆ ลูกค้าต้องการตารางปล่อยที่แน่นอน ราคาที่แข่งขันได้ และความน่าเชื่อถือที่สะสมจากหลายเที่ยวบิน ไม่ใช่แค่เที่ยวบินที่ประสบความสำเร็จครั้งเดียว
ดังนั้น การกลับมาบินของ Zhuque-2E ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีนกำลังขยับจากยุค “สร้างจรวดให้บินได้” ไปสู่ยุค “สร้างระบบปล่อยที่ทำซ้ำได้ ขายได้ และรองรับตลาดขนาดใหญ่ได้จริง” ซึ่งนี่อาจเป็นการแข่งขันที่สำคัญกว่าการสร้างจรวดต้นแบบเสียอีก เพราะสุดท้ายแล้วผู้ชนะในเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ อาจไม่ใช่คนที่สร้างจรวดใหญ่ที่สุดหรือทะเยอทะยานที่สุด แต่คือคนที่ทำให้การขึ้นสู่อวกาศกลายเป็นบริการพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง เหมือนโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคปัจจุบันนั่นเอง
และนอกจาก แล้วนั้น LandSpace เองก็ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ Zhuque-3 จรวดที่สามารถกลับมาลงจอดเพื่อนำมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งแนะนำให้อ่านในบทความ ลำดับเหตุการณ์การทดสอบจรวด Zhuque-3 กับความหวังในการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ของจีน
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co