จับตาประเทศไทย เตรียมพ่วงขบวน Artemis หลัง GISTDA ตั้งกลุ่มทำงาน

ประเทศไทยนั้นเข้าร่วมโครงการใหญ่ระดับโลกอยู่สองโครงการ โครงการแรกคือ International Lunar Research Station หรือ ILRS และโครงการที่สองคือการเซ็นลงนามใน Artemis Accords ซึ่งทั้งสองกิจกรรม เกิดขึ้นในปี 2024 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นแล้วว่าผลงานในฝั่ง ILRS นั้นเป็นไปอย่างค่อนข้างน่าพึงพอใจ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติหรือ NARIT ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์ MATCH ซึ่งเป็นตัวจรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ ไปติดตั้งกับยาน Chang’e 7 ของจีน ซึ่งตอนนี้ได้ถูกนำส่งไปยังฐานปล่อยที่ไห่หนานเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่ตอนนี้ ALIGN ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดนิวตรอน ที่จะไปศึกษาเรื่องน้ำบนดวงจันทร์ ก็กำลังถูกพัฒนา เพื่อเตรียมไปติดตั้งกับยาน Chang’e 8 ที่จะไปลงจอดที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์

อย่างไรก็ดี ในฝั่ง Artemis นั้น เรายังไม่เห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการจัดประชุมและศึกษาอยู่เรื่อย ๆ จนนำมาซึ่งข้อสังเกตว่า สุดท้ายแล้วประเทศไทยจะยังมีชื่อในโครงการฝั่ง Artemis อยู่หรือเปล่า ซึ่งทำให้เราจับต้องไปที่กิจกรรมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ว่าจะผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างไร และกลายมาเป็นความหวังอีกครั้ง

SLS บินขึ้นในภารกิจ Artemis II นำเอาลูกเรือ 4 คนเดินทางบินโฉบดวงจันทร์ในรอบครึ่งศตวรรษ ที่มา – NASA/Aubrey Gemignani

เหตุการณ์สำคัญมาถึง เมื่อ NASA ได้ปรับทิศทางของโครงการ Artemis ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การตั้งฐานบนดวงจันทร์แทนการลงจอดแบบเป็นครั้งคราว และก่อสร้างสถานีอวกาศ Lunar Gateway โคจรรอบดวงจันทร์ ซึ่งเราได้รายงานไปในบทความ NASA ปรับแผนดวงจันทร์ครั้งใหญ่ เลิกแผน Lunar Gateway เน้นสร้างฐานบนดวงจันทร์ โดย NASA เอง ก็ได้มีการพูดถึงแผนอย่าง Moon to Mars Architecture และออกเอกสาร Architecture Definition Documents เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทในสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติ ได้ศึกษาแหละมองหาโอกาสในการร่วมโครงการดังกล่าว สิ่งนี้ถือว่าเป็นท่าที่สำคัญของสหรัฐฯ และน่าสนใจว่าประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ครั้งนี้อย่างไร

GISTDA จัดประชุมขอข้อเสนอโครงการ สำหรับ Artemis

ย้อนกลับไปในวันที่ 23 มีนาคม 2026 GISTDA ได้จัดงาน ความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการสำรวจอวกาศผ่านโครงการ Artemis ณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power ซึ่งในงานได้มีการเชิญบุคคลในแวดวงอวกาศ มาร่วมประชุมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยที่มีชื่อด้านโครงการอวกาศอย่าง ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม หัวหน้าโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space ที่ถูกส่งไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ ดร.ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ส่งการทดลองไปกับองค์การอวกาศจีนก่อนหน้านี้ ดร.โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้ที่การทดลอง TIGERS-X กำลังจะถูกส่งไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ตลอดไปจนถึงหน่วยงานอย่าง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่ได้ พงศกร มีมาก วิศวกรโครงการ Thai Space Consortium ดร. David Ruffolo หรือแม้กระทั่งหน่วยงานด้านอวกาศจากต่างประเทศอย่าง วัชราวุธ มาสวัสดิ์ Mission Operations Engineer จากบริษัท ispace และบุคคลที่เกี่ยวข้องด้านอวกาศอีกมากมาย จากหลากหลายหน่วยงานและสถาบันการศึกษา

บรรยากาศการประชุม ความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการสำรวจอวกาศผ่านโครงการ Artemis ที่มา – GISTDA

โดยงานในวันดังกล่าว เป็นการเล่าถึง แผนของ GISTDA ในการจะส่ง Proposal เข้าร่วม ตามแผน Moon to Mars Architecture ของ NASA โดยได้มีการอธิบายตัวแผนโดยคร่าว ๆ และเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยความเห็นส่วนมาก เป็นไปในเชิงการตั้งคำถามถึงความเอื้ออำนวยของระบบให้ทุน เช่น ทุนจะมาจากไหน หรือมีช่องทางใดที่ช่วยเหลือนักวิจัยได้บ้าง ทีมงานเองยังได้ตั้งคำถามถึงคำสัญญาของ NASA ว่า NASA จะให้ความช่วยเหลือในระดับใด ซึ่งได้คำตอบจาก ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ ว่า ทาง NASA เองก็ยังไม่ได้มีคำสัญญา หรือการรับประกันใด ๆ ว่าประเทศไทยจะได้รับเลือก

และ GISTDA ก็ได้ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือ Concept Paper ซึ่งมีกำหนดรับถึงวันที่ 30 เมษายน 2026 และหลังจบงาน ได้มีการตั้งกลุ่ม LINE เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารระหว่าง GISTDA และนักวิจัย

 Nicola Fox ผู้เป็น Associate Administrator ด้าน Science Mission Directorate ในงาน Ignition ของ NASA ที่มา – NASA/Bill Ingalls

ในช่วงหลังจากนั้นเราได้เห็น ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA และอธิภัทร วรรธอนันตชัย บินร่วมงานแถลงข่าว Ignition ของ NASA ที่เกิดขึ้น ณ​ กรุง วอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทาง GISTDA ได้ให้ข้อมูลว่าได้มีการร่วมหารือแบบทวิภาคีกับผู้อำนวยการ NASA คนใหม่ Jared Issacman โดยมีทูตฐิติเดช ตุลารักษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เข้าร่วมด้วย โดยเนื้อหาในการพูดคุยเป็นการพูดถึงความสามารถของประเทศไทยในด้าน Life Supporting System (อาหาร ระบบพยุงชีพในอวกาศ การจัดการกับทรัพยากร การเกษตร) นอกจากนี้ อธิภัทร ยังได้อยู่ร่วมชมการปล่อยภารกิจ Artemis II ของ NASA ณ แหลมคะเนอเวอรัล ในรัฐฟลอริดา

กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากเปิดรับ Concept Paper

ทีมงานได้ติดต่อพูดคุยกับทั้งทาง GISTDA และนักวิจัยตลอดเดือนเมษายน 2026 โดยอธิภัทร จาก GISTDA ได้ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในสิ่งที่ GISTDA กำลังทำคือพยายามพูดคุยกับหน่วยงานให้ทุน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อย่าง หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ บพค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว. เพื่อให้เตรียมทุนไว้ในกรณีหาก NASA เลือกชิ้นงานจากประเทศไทย

ผู้อำนวยการ NASA Jared Isaacman ในการอัพเดทนโยบายตามโครงการ Artemis ที่มา – NASA/Bill Ingalls

ทีมงานยังได้รับข้อมูลว่า GISTDA เอง ยังได้มีการพูดคุยและวางแผนกับกลุ่มนักวิจัยซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการทำงานอวกาศมาแล้ว ในการวางแผนส่งข้อเสนอต่าง ๆ โดยมีพื้นจากและความรู้จากชิ้นงานเดิม ซึ่ง NASA เอง จะเปิดรับข้อเสนอในประเด็นต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ และทำงานร่วมกับ Office of International and Interagency Relations Mission หรือ OIIR โดยตรง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลความร่วมมือระหว่างชาติพันธมิตร และ NASA (ซึ่งเรามองว่าน่าสนใจ เนื่องจาก OIIR นั้น ไม่ได้แค่ดูในฝั่งวิทยาศาสตร์ แต่ครอบคลุมไปถึงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย ตามที่ช่วงหลัง สหรัฐฯ ออกตัวอย่างชัดเจนว่าต้องการเอาชนะจีนในด้านการสำรวจอวกาศ)

GISTDA เองยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในความร่วมมือเหล่านี้ จะไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะภารกิจ Artemis ที่เป็นภารกิจมีมนุษย์อย่างเดียว แต่รวมถึง Portfolio ของทุกโครงการที่ NASA มีอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานีอวกาศนานาชาติ, โครงการ Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS

มองกลยุทธ์ประเทศไทยกับโครงการ Artemis

ประเทศไทย เป็นประเทศแรกของโลกที่เซ็นทั้ง ILRS ของฝั่งจีน และอยู่ในชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่สามารถหารือร่วมกับ NASA ได้โดยตรง ทำให้ถือว่าเราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการแข่งขันด้านอวกาศในปัจจุบัน ข้อเสียของเราคือ โครงการอวกาศของไทยยังมีความกระจัดกระจาย และเต็มไปด้วข้อจำกัดด้านทิศทางและการจัดสรรงบประมาณ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยต้องเลือกเล่นเกมเชิงกลยุทธ์มากขึ้น มากกว่าแค่การพยายามส่งข้อเสนอเพื่อไปเติมเต็มช่องว่างในโครงการ ในขณะที่ข้อดีของไทยคือเรามีมรดกทางวิศวกรรม และโจทย์วิทยาศาสตร์ครบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทดลองในอวกาศ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์) ความสามารถในการประกอบดาวเทียมและยานอวกาศ จากทั้งฝั่งรัฐและเอกชน ไปจนถึงงานวิทยาศาสตร์รากฐาน เช่น ฟิสิกส์อนุภาค และสภาพอวกาศ

อาจารย์ณัฐพร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ดูแลโครงการ Thailand Liquid Crystal in Space ที่มา – GISTDA

ดังนั้น อาจมองได้ว่าสิ่งที่ประเทศไทยขาดคือทิศทางที่ชัดเจนและเป้าหมายที่ทำให้ไทยมีความต่อเนื่องในโจทย์ของการสำรวจอวกาศ เราจะเห็นว่าโครงการแต่ละโครงการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์ ไปจนถึงดาวเทียมเอกชน ไม่มีโครงการใดเลยที่มีเป้าหมาย หรือแหล่งกำเนิดร่วมกัน

การเข้ามาของโอกาสในฝั่ง Artemis จึงอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยต้องทบทวนว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้สภาพแวดล้อมของการพัฒนาอวกาศไทยนั้นเติบโตได้อย่างจริงจังเสียที ซึ่งก็ต้องฝากความหวังเอาไว้กับทิศทางการดำเนินนโยบายเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบขาดขึ้่นด้วยจากทั้ง GISTDA และกระทรวงฯ เอง

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.