SpaceX ประกาศกำหนดการปล่อย Starship เที่ยวบินที่ 12 จากฐาน Starbase รัฐเท็กซัส ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ โดยมีหน้าต่างการปล่อย 90 นาที เริ่มต้นเวลา 17:30 ตามเวลาท้องถิ่นเท็กซัส ซึ่งจะตรงกับเวลา 05:30 ของวันที่ 20 พฤษภาคม ตามเวลาไทย หากไม่มีการเลื่อนกำหนดการจากสภาพอากาศหรือความพร้อมของระบบภาคพื้นดิน ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงสิ่งที่น่าสนใจไปในบทความ สิ่งที่ควรรู้ก่อนชมการปล่อย Starship รุ่น 3
แม้นี่จะเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 12 ของระบบ Starship โดยรวม แต่ความสำคัญของเที่ยวบินนี้อยู่ที่การเป็นเที่ยวบินแรกของ Starship Version 3 ทั้งในส่วนของยาน Starship ขั้นบน และจรวดท่อนแรก Super Heavy ซึ่งผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหลายจุดจากรุ่นก่อนหน้า SpaceX ระบุว่า V3 ถูกออกแบบให้มีความสามารถสูงขึ้น รองรับภารกิจที่ซับซ้อนกว่าเดิม และเป็นก้าวสำคัญของเส้นทางไปสู่การใช้งาน Starship ในภารกิจวงโคจรต่ำของโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคาร
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ Super Heavy รุ่นใหม่เปลี่ยนจากการใช้ Grid Fin 4 ชุด เหลือ 3 ชุด แต่แต่ละชุดมีขนาดใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น และถูกจัดตำแหน่งใหม่เพื่อลดผลกระทบจากความร้อนระหว่างกระบวนการ Hot-Staging ซึ่งเป็นช่วงที่ยาน Starship จุดเครื่องยนต์แยกตัวออกจาก Booster ขณะที่ทั้งระบบยังเคลื่อนที่อยู่ด้วยความเร็วสูง พูดง่าย ๆ คือ SpaceX ไม่ได้แค่ทำให้จรวด “ใหญ่ขึ้น” แต่กำลังจัดวางสถาปัตยกรรมใหม่ให้เข้ากับโจทย์ของการนำกลับมาใช้ซ้ำจริง ไม่ใช่แค่กลับมาถึงพื้นแบบสวย ๆ
อีกจุดสำคัญคือส่วน Hot Stage ซึ่งเดิมเคยเป็นชิ้นส่วนที่ถูกปล่อยทิ้งหลังการแยกขั้น ตอนนี้ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ Super Heavy โดยตรง แนวคิดนี้สะท้อนการขยับจากจรวดทดลอง ไปสู่จรวดที่ต้องคิดเรื่อง Production การซ่อมบำรุง Maintaiance และการบินซ้ำในระยะยาว เพราะถ้าเป้าหมายของ Starship คือการเป็นระบบขนส่งอวกาศที่บินได้ถี่เหมือนเครื่องบิน การลดชิ้นส่วนที่ต้องทิ้ง ลดความซับซ้อน และทำให้ระบบกลับมาอยู่ในวงจรการใช้งานได้เร็วขึ้น คือหัวใจของเกมนี้

ในฝั่งของยาน Starship ขั้นบน รุ่น V3 ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะระบบขับดันและระบบเชื้อเพลิง ซึ่ง SpaceX ระบุว่าเป็นการออกแบบใหม่แทบทั้งชุด เพื่อเพิ่มปริมาตรถังเชื้อเพลิง ปรับปรุงระบบควบคุมทิศทางระหว่างบิน และลดพื้นที่ภายในท้ายยานที่อาจกักเก็บการรั่วไหลของเชื้อเพลิงได้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ฟังดูเป็นรายละเอียดทางวิศวกรรม แต่จริง ๆ แล้วมันคือเงื่อนไขพื้นฐานของยานที่จะต้องทำงานซ้ำ ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ผิดพลาดไม่ได้ง่าย ๆ
นอกจากนี้ Starship V3 ยังเริ่มใส่องค์ระบบที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนเชื้อเพลิงในอวกาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญมากสำหรับภารกิจดวงจันทร์และดาวอังคาร เพราะ Starship ที่จะเดินทางไกลไม่ได้พึ่งแค่การปล่อยจากโลกครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมีแนวคิดคล้ายการเติมน้ำมันกลางทางในวงโคจร ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่ไกลกว่าโลก การทดสอบสถาปัตยกรรมที่รองรับสิ่งนี้เป็นหัวใจของ Starship ในฐานะระบบขนส่งอวกาศในอนาคต

ก่อนการประกาศกำหนดปล่อย SpaceX ได้ทดสอบ Static Fire ของ Super Heavy V3 ที่ Starbase โดยจุดเครื่องยนต์ Raptor ทั้ง 33 เครื่องนานประมาณ 14 วินาที เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม และต่อมาได้ทำการซ้อมนับถอยหลังพร้อมเติมเชื้อเพลิงเต็มระบบ หรือ Wet Dress Rehearsal กับ Starship V3 ที่ประกอบเต็มลำเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม การซ้อมครั้งนี้มีการเติมออกซิเจนเหลวและมีเทนเหลวมากกว่า 5,000 ตัน เพื่อจำลองลำดับการปล่อยจริงโดยไม่ปล่อยยานขึ้นบิน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Flight 12 จะเป็นหนึ่งในการทดสอบใหญ่ของโครงสร้างฐานปล่อยใหม่ที่ Starbase เที่ยวบินนี้จะเป็นการเปิดตัว Starship V3 ควบคู่กับฐานปล่อยหมายเลข 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Starship ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินนี้ยังคงเป็น “เที่ยวบินทดสอบ” เป้าหมายของ Flight 12 คือการเก็บข้อมูลจากยานรุ่นใหม่ในสภาพการบินจริง ตรวจสอบการทำงานของ Booster, Ship, ระบบแยกขั้น, ระบบขับดัน และการตอบสนองของโครงสร้างหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยข้อมูลจากเที่ยวบินนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า Starship V3 จะเข้าใกล้การเป็นระบบที่ SpaceX ต้องการมากแค่ไหน หลังจากที่เจอคำถามต่าง ๆ นานาว่าด้วยเรื่องความคืบหน้า SpaceX เผยอัพเดทครั้งใหญ่ ภาพภายในและความพร้อมของ Starship หลังดราม่าว่าทำงานช้า
ณ วันนี้ Starship ยังคงเป็นจรวดที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา และเป็นหัวใจสำคัญของหลายเป้าหมายในอนาคตของ SpaceX ตั้งแต่การส่งดาวเทียมจำนวนมาก การขนส่งสินค้าไปวงโคจร การสนับสนุนภารกิจ Artemis ของ NASA ไปจนถึงภาพฝันระยะยาวอย่างการเดินทางไปดาวอังคาร แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Starship ยังต้องผ่านบททดสอบที่โหดกว่าเดิมอีกมาก
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co