สรุปภาพรวมงาน Genomics Days 2026 ดีเอ็นเอ สุขภาพ ไปจนถึงอวกาศ

วันนี้ทีมงานพาไปชมบรรยากาศงาน Genomics Day 2026 ที่จัดขึ้น ณ CentralWorld ในวันที่ 25–26 เมษายน 2026 งานนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ Genomics Thailand ซึ่งเป็นโครงการถอดรหัส DNA ระดับชาติของ Health Systems Research Instituteที่มีเป้าหมายสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของประชากรไทย เพื่อยกระดับการแพทย์และงานวิจัยในอนาคต

บรรยากาศภายในงานค่อนข้างน่าสนใจ เพราะไม่ได้เป็นแค่งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์แบบที่เราคุ้นเคย แต่พยายาม “แปล” เรื่องที่เป็นนามธรรมอย่าง Genomics ให้กลายเป็นของที่คนทั่วไปจับต้องได้ มีตั้งแต่โซนที่อธิบายพื้นฐานว่า DNA คืออะไร ทำงานยังไง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริง เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงโรคจากพันธุกรรม หรือแม้แต่การใช้ข้อมูล DNA เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล

บรรยากาศงานที่จัดขึ้่นที่ Centralworld ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

สิ่งที่น่าสังเกตคือภาพที่ออกมาของงานนี้มันไม่ได้เล่า DNA ในฐานะ “ชีววิทยา” อย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศ เหมือนถนน หรืออินเทอร์เน็ตในยุคก่อน ถ้ามองดี ๆ โครงการแบบนี้คือการลงทุนระยะยาวมาก เพราะข้อมูลพันธุกรรมมันไม่ใช่แค่ใช้รักษาโรค แต่มันสามารถต่อยอดไปถึง Biotech Industry ไปจนถึง Bioeconomy

รู้จักโครงการ Genomics Thailand

ถ้าจะเข้าใจว่างาน Genomics Days 2026 กำลังพยายามเล่าอะไร เราจำเป็นต้องถอยออกมาดู “ตัวโครงการ” ที่อยู่เบื้องหลังก่อน เพราะจริง ๆ แล้วนิทรรศการทั้งหมดในงาน มันคือส่วนประกอบเล็ก ๆ ของโปรเจกต์ระดับประเทศที่ใหญ่กว่านั้นมาก

โครงการ Genomics Thailand เริ่มต้นภายใต้แผนปฏิบัติการจีโนมิกส์ประเทศไทย 2020–2024 โดยมี Health Systems Research Institute หรือ สวรส. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เป้าหมายของระยะแรกค่อนข้างชัด คือการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยประมาณ 50,000 ราย ครอบคลุม 5 กลุ่มโรคสำคัญ ตั้งแต่มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคติดเชื้อ ไปจนถึงกลุ่มอาการแพ้ยารุนแรง 

โครงการ Genomics Thailand ที่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงถัดไป ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ถ้ามองเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือน “โครงการเก็บข้อมูล” ขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นคือฐานข้อมูลระดับ Biological Infrastructure ของประเทศ เพราะข้อมูลพันธุกรรมไม่ใช่แค่เอาไว้เก็บ แต่เอาไว้ “ตีความ” เพื่อเปลี่ยนวิธีที่เรารักษาโรคทั้งระบบ ตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น การคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า ไปจนถึงการออกแบบการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หรือที่เรียกว่า Personalized Medicine

จุดที่น่าสนใจคือโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ในห้องแล็บ แต่เริ่มถูกผลักเข้าสู่ระบบสาธารณสุขจริง เช่น การตรวจยีน BRCA1/BRCA2 เพื่อประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ที่ถูกบรรจุเข้าไปในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า Genomics ในไทยกำลังขยับจาก “งานวิจัย” ไปสู่ “นโยบาย”

ในปี 2026 โครงการกำลังจะเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดและความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแผนขยายฐานข้อมูลพันธุกรรมเพิ่มอีกประมาณ 200,000 ราย พร้อมกับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้งานมากขึ้น เช่น Long-Read Sequencing และ Multi-Omics เพื่อเข้าใจกลไกของโรคในระดับที่ลึกกว่าเดิม 

บรรยากาศคนทั่วไปลงทะเบียนให้ความสนใจโครงการ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือ “ระบบ” ที่กำลังถูกสร้างขึ้นควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศให้รองรับการแพทย์จีโนมิกส์ การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง หรือการเริ่มวางกรอบกฎหมายด้านจริยธรรมและการใช้ข้อมูลพันธุกรรม (ELSI) เพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว 

ถ้ามองในเชิงโครงสร้าง โครงการ Genomics Thailand ไม่ใช่แค่การลงทุนในวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการวางรากฐานของ Ecosystem ใหม่ ที่เชื่อมตั้งแต่งานวิจัย ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงอุตสาหกรรมชีวภาพในอนาคต

พาชมนิทรรศการให้ความรู้ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

งานเริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดว่า DNA คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย ก่อนจะค่อย ๆ พาไล่ timeline ทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ภาพถ่าย X-ray Diffraction ของ Rosalind Franklin ที่เป็นหลักฐานสำคัญให้มนุษย์เริ่มเข้าใจโครงสร้างของ DNA ในระดับโมเลกุล ไปจนถึงการพัฒนาเทคนิค Sequencing ครั้งแรก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มนุษย์ “อ่าน” รหัสชีวิตได้จริง ไม่ใช่แค่รู้ว่ามันมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้โซนนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก คือการมีหน่วยงานพันธมิตรเข้ามาช่วยเติมบริบทให้กับเนื้อหาที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ทฤษฎี

การให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

เริ่มจาก ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งถ้ามองในเชิงระบบ นี่คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการ Genomics Thailand เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่แปลงองค์ความรู้ทาง Genomics ให้กลายเป็น “บริการจริง” ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวิเคราะห์ยีน การวินิจฉัยโรค หรือการสนับสนุนข้อมูลให้แพทย์ใช้ในการตัดสินใจรักษา พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่มี Infrastructure แบบนี้ งานวิจัยทั้งหมดจะไม่มีทางถูกปรับลงสู่ระบบสาธารณสุขได้เลย

ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ขณะที่ มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ทำหน้าที่ในอีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป แต่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโรคหายากจำนวนมากเป็นโรคที่มีสาเหตุจากพันธุกรรม และในหลายกรณี ผู้ป่วยต้องใช้เวลาหลายปีในการ “หาคำตอบ” ว่าตัวเองเป็นอะไร การมี Genomics เข้ามาเปลี่ยนเกมตรงนี้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่วินิจฉัยด้วยอาการ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการวินิจฉัยจากรหัสพันธุกรรม ซึ่งแม้จะไม่ได้รักษาได้ทุกโรค แต่การรู้ “ชื่อของโรค” ก็เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไปอย่างสิ้นเชิง

ส่วน สมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ จะเป็นตัวแทนของฝั่งวิชาชีพ ที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริงในระบบการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแนวทางการรักษา การสร้างมาตรฐานการใช้ข้อมูลพันธุกรรม หรือการให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น แต่จริง ๆ แล้วสำคัญ มาก เพราะการมีข้อมูลโดยไม่มีคนที่ “ตีความได้ถูกต้อง” อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือการใช้งานที่ผิดพลาดได้

เวทีเสวนา ตั้งแต่เรื่องสุขภาพไปจนถึงอนาคต

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้งาน Genomics Days 2026 ไม่ได้เป็นแค่นิทรรศการ แต่กลายเป็นพื้นที่ “ถกเถียงและตั้งคำถาม” จริง ๆ คือเวทีเสวนาที่กระจายตัวอยู่ตลอดทั้งสองวันของงาน โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานของ Genomics ไปจนถึงคำถามเชิงอนาคตที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

บรรยากาศเวทีเสวนา ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ในวันแรก เวทีเริ่มต้นด้วยหัวข้อ “จีโนมิกส์ รู้อนาคตจากรหัสลับในตัวเรา” ที่พูดโดย ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช และ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย โจอี้ ชัยยุทธ กิติชัยวัฒน์ ซึ่งเนื้อหาหลักเป็นการปูภาพใหญ่ของ Genomics ว่ามันกำลังเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจโรคและสุขภาพยังไง ต่อด้วยช่วง “GENOMICS Detective แกะรอยรหัสฆาตกร ดีเอ็นเอไม่เคยโกหกใคร” โดย นพ.มรรคพร ขัติยะทองคำ (หมอตัง) และ ศ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน ที่พาเรื่อง DNA ไปเชื่อมกับ Forensic Science และการสืบสวนสอบสวน

งานนี้ได้รับความสนใจจากคนมากมายหลากหลายสาขา ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ขยับมาสู่มุมที่จับต้องได้มากขึ้นในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์การแพทย์ เปลี่ยนชีวิต” โดย รศ.พญ.กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์ จากมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ที่เล่าผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยจริง ทำให้เห็นว่า genomics ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยี แต่มีผลโดยตรงกับชีวิตคน ตามด้วย “Genomics Uncut” โดย นพ.วุทธิชาติ กมลวิศิษฎ์, ดร.นพ.พริษฐ์ วงศ์กิตติโชติ และ ดร.ณัฐวดี ปัญญาอินทร์ ที่พยายามตอบคำถามตรงไปตรงมาว่าเส้นทางอาชีพในสายนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

ในวันที่สอง โทนของเวทีเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากความเข้มข้นเชิงวิชาการ ไปสู่การเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น เริ่มจาก “ถอดรหัสปริศนาแห่งชีวิต (The DNA Story From Pus to Precision)” โดยทีม The Dark Lab ห้องแล็บลึกลับ ต่อด้วย “Superhuman Next Gen เมื่อเราดีไซน์พันธุกรรมได้เหมือนเลือกตัวละครในเกม” โดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา (หมอเอ้ว) และ นพ.วุทธิชาติ กมลวิศิษฎ์ ที่โยนคำถามไปไกลกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งเราสามารถ “ออกแบบมนุษย์” ได้จริง สังคมจะรับมือกับมันยังไง

MESSE กลับมาถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง ตั้งคำถามสู่อนาคต

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจที่สุดของงาน และอาจจะเป็นการเชื่อมโลก “Genomics” กับ “Space” เข้าด้วยกันอย่างชัดเจน คือการกลับมาพูดถึงโครงการ MESSE หรือ Molecular Encoded Storage for Space Exploration ของสเปซทีเอช อีกครั้ง หลังจากที่หายไปจากบทสนทนาในสังคมช่วงหนึ่ง

MESSE เป็นการทดลองที่ตั้งคำถามค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้า DNA คือ Medium ที่ธรรมชาติใช้เก็บข้อมูลของสิ่งมีชีวิตมาเป็นพันล้านปี มนุษย์สามารถใช้มันเก็บ “องค์ความรู้ของอารยธรรม” ได้หรือไม่ แนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกเมื่อปี 2020 พร้อมกับการส่ง DNA ที่เข้ารหัสข้อมูลเพลงความฝันกับจักรวาลขึ้นไปกับภารกิจอวกาศ เพื่อทดสอบว่าข้อมูลในระดับโมเลกุลสามารถอยู่รอดจากสภาพแวดล้อมสุดขั้วได้แค่ไหน แต่หลังจากนั้น โครงการก็เงียบหายไปช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้หลายโปรเจกต์วิจัยต้องหยุดชะงัก

การกลับมาของ MESSE ในงานนี้จึงไม่ใช่แค่การ “เล่าความหลัง” แต่เป็นการ นำเอาคำถามเดิมมาถามให้เข้ากับบริบทปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ Genomics ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการแพทย์อีกต่อไป แต่เริ่มขยับไปสู่การเป็น Technology Platform สำหรับการจัดการข้อมูลในระดับใหม่

นิทรรศการจัดแสดง MESSE ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดในพื้นที่เดียวกับงาน Genomics Days ทำให้เกิดการ “ชนกัน” ของสองโลก ฝั่งหนึ่งคือ Community ของ Genomics ที่มอง DNA ในฐานะข้อมูลทางชีวภาพ อีกฝั่งคือ Space Exploration และ Engineering ที่มองมันในฐานะ Storage Medium สำหรับการอยู่รอดของอารยธรรมในระยะยาว และตรงนี้เองที่ทำให้บทสนทนามันลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ในเชิงเทคนิค แต่ไปแตะถึงคำถามเชิงปรัชญา เช่น ถ้าเราจะเก็บความรู้ของมนุษย์ไว้จริง ๆ เราควรเก็บอะไร และใครเป็นคนตัดสิน

การทดลองที่ด้านในบรรจุหลอด DNA ที่เดินทางขึ้นสู่อวกาศ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ภายในงานสเปซทีเอช ได้นำเอา DNA ตัวอย่างจริงที่เคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2020 มาแสดงเป็นครั้งแรก แต่เป็นหลักฐานว่าคำถามนี้เคยถูกทดลองในโลกจริงมาแล้ว และกำลังจะถูกต่อยอดต่อไป โดยในขั้นถัดไป มีแผนจะนำ DNA ชุดดังกล่าวกลับมาทำ Sequencing อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลหลังผ่านสภาพแวดล้อมของการปล่อยจรวดและการอยู่ในอวกาศ

นี่เป็นเวทีที่ทำให้คนในสายอวกาศและ Genomics ได้มาเจอกัน ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น การกลับมาของ MESSE ในงานนี้อาจไม่ได้ให้คำตอบว่ามนุษย์จะใช้ DNA เป็น Data Storage ได้จริงหรือไม่ แต่กำลังทำหน้าที่สำคัญกว่า คือการจุดคำถามนี้ขึ้นมาในสังคมอีกครั้งในวันที่ทั้งเทคโนโลยี Genomics และความทะเยอทะยานของมนุษย์ในการออกไปนอกโลก กำลังเดินมาบรรจบกันพอดี

บรรยากาศการเสวนาในหัวข้อ DNA as The Next Data Storage Can It Store Civilization Beyond Earth ที่มา – Jirasin Aswakool/Spaceth

ภายในงานยังมีเวทีเสวนา “DNA as The Next Data Storage Can It Store Civilization Beyond Earth เมื่อ DNA ไม่ใช่แค่รหัสชีวิต แต่คือที่เก็บข้อมูลของอารยธรรม มนุษย์จะฝากความรู้ไว้ข้ามโลกได้จริงหรือ” โดย ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร Spaceth.co, โชติวัฒน์ จิตต์ประสงค์ นักเทคโนโลยีและหัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ Spaceth.co และ ศรัณย์ สีหานาม วิศวกรอวกาศจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินรายการโดย ดร.แทนไท ประเสริฐกุล ซึ่งเนื้อหาของเวทีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอธิบายว่า DNA storage ทำงานยังไง แต่พยายามตั้งคำถามไปถึง “ขอบเขต” ของมัน ว่าถ้าเรามอง DNA เป็น Storage Medium จริง มันมีข้อได้เปรียบอะไรเหนือระบบดิจิทัลแบบเดิม ทั้งในแง่ Density, Longevity และความสามารถในการคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง

ดำเนินรายการโดย ดร.แทนไท ประเสริฐกุล ที่มา – Jirasin Aswakool/Spaceth

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าเทคโนโลยี คือการที่เวทีนี้พาบทสนทนาไปไกลกว่านั้นจากคำถามเชิงวิศวกรรม ไปสู่คำถามเชิงอารยธรรม เช่น ถ้ามนุษย์สามารถ Encode ความรู้ทั้งหมดลงใน DNA ได้จริง เราควรเลือก “เก็บอะไร” ไว้บ้าง ในบริบทของการสำรวจอวกาศ แนวคิดนี้ยังเชื่อมไปถึงการสร้าง Archive ที่สามารถอยู่รอดข้ามดาวหรือข้ามช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าระบบดิจิทัลใด ๆ ที่เรามีในปัจจุบัน

ชมเครื่อง Sequencer จาก PacBio

อีกหนึ่งภาพที่สะท้อน “การเปลี่ยนยุค” ของ Genomics ได้ชัดมากในงานนี้ คือการที่เราได้เห็นเครื่อง Sequencer จาก Pacific Biosciences หรือ PacBio ถูกนำมาตั้งโชว์อยู่กลางพื้นที่สาธารณะอย่างห้างกลางเมือง มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา

ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่สิบปีก่อน เครื่องมือระดับนี้แทบจะเป็นของที่อยู่ในห้องแล็บเฉพาะทาง ราคาแพง ใช้ยาก และเข้าถึงได้เฉพาะนักวิจัยหรือสถาบันขนาดใหญ่ แต่วันนี้มันถูกย้ายออกมาวางอยู่ต่อหน้าคนทั่วไปใน Centralworld ซึ่งในเชิงสัญลักษณ์มันคือภาพของ “Democratization ของเทคโนโลยีชีวภาพ” ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ต่างจากวันที่คอมพิวเตอร์เคยย้ายจากห้อง Mainframe ลงมาสู่โต๊ะทำงานของคนทั่วไป

การนำเครื่อง Sequencer มาแสดงจริง ๆ ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ว่าเครื่องมันทำอะไรได้ แต่คือมันกำลังบอกเราว่า Threshold ในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี Sequencing แบบ Long-Read ที่ PacBio พัฒนาขึ้น สามารถอ่านโครงสร้าง DNA ที่ซับซ้อนได้ละเอียดขึ้น เข้าใจ Genome ได้ครบขึ้น ซึ่งในอดีตเป็น Capability ที่จำกัดอยู่ในวงแคบมาก แต่วันนี้มันเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมสามารถ “หยิบไปใช้” ได้จริง

กำแพงของการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีแทบทุกครั้งสอนเราว่า เมื่อเครื่องมือถูก Democratize สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ Efficiency แต่คือ “โครงสร้างของอุตสาหกรรม” และในกรณีของ Genomics มันอาจไปไกลถึงการเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เข้าใจตัวเองเลยด้วยซ้ำ

สรุปภาพรวมของงาน Genomics เป็นเรื่องของทุกคน

ถ้ามองภาพรวมทั้งหมด Genomics Days 2026 ไม่ได้เป็นแค่งานวิทยาศาสตร์ที่เอาองค์ความรู้มาจัดแสดง แต่เป็นความพยายาม “จัดวาง” Genomics ใหม่ในบริบทของสังคมไทย ให้มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นแค่เทคโนโลยีของนักวิจัย แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน ตั้งแต่ระดับสุขภาพส่วนบุคคล ไปจนถึงระดับโครงสร้างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการที่ปูพื้นตั้งแต่ DNA คืออะไร เวทีเสวนาที่โยนคำถามไปถึงอนาคตของอารยธรรม หรือแม้แต่การนำเครื่องมือระดับสูงอย่าง Sequencer มาวางให้คนทั่วไปเห็น ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา คือการพยายามทำให้ “สิ่งที่ซับซ้อนมาก” กลายเป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเข้าใจและพูดถึงได้

การจัดประกวด Cosplay ภายในงาน ที่มา – Nattanon Dungsunenarn/Spaceth

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบของวิทยาศาสตร์แบบเดิม แต่พยายามเปิดพื้นที่ให้คนจากหลากหลายพื้นฐาน เข้ามามีส่วนร่วม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดคือการจัดประกวด Cosplay ภายในงาน ซึ่งอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับ Genomics โดยตรง แต่จริง ๆ แล้วมันสะท้อนแนวคิดสำคัญการทำให้วิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ความรู้เฉพาะกลุ่ม การที่คนรุ่นใหม่จากสาย Creative, Fandom หรือ Pop Culture เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกับนักวิจัย แพทย์ และวิศวกร คือการสร้าง “จุดตัด” ใหม่ของสังคม

สุดท้ายแล้ว Genomics Days 2026 อาจไม่ได้ให้คำตอบทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคตของ Genomics แต่กำลังทำหน้าที่สำคัญกว่า คือการเปิดบทสนทนา ว่าในวันที่เราสามารถ “อ่าน” และอาจจะ “เขียน” รหัสชีวิตได้มากขึ้น เราจะใช้ความสามารถนั้นยังไง และสังคมจะต้องเตรียมตัวรับมือกับมันแบบไหน เพราะในท้ายที่สุด Genomics ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ หรือระบบสาธารณสุข แต่มันคือเรื่องของทุกคนในฐานะมนุษย์ที่มี “รหัสชีวิต” อยู่ในตัวเองตั้งแต่เกิด

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Until all of science is tested and tried, this cat ain't dying any time soon เจ้าของช่องวิทยาศาสตร์มีโมเดลที่มี PFAS ในกระแสเลือดนิดหน่อย ประสบการ 3 ปีในวงการจรวดเอกชน ทำทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แต่หลักๆเน้นทดสอบเครื่องยนต์จรวดไฮบริด