สรุปทดสอบ Starship รุ่น 3 เที่ยวบินแรก สวยงามตามแผน แม้จะมีบางจุดยังต้องแก้

เช้าวันที่ 23 พฤษภาคม 2026 เวลา 05:30 ตามเวลาไทย SpaceX ได้ปล่อยจรวด Starship เที่ยวบินทดสอบที่ 12 จากฐาน Starbase รัฐเท็กซัส นับเป็นเที่ยวบินทดสอบครั้งแรกของระบบ Starship ในปี 2026 และมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของโครงการในระยะยาว เนื่องจากเที่ยวบินนี้ถือเป็นการขึ้นบินครั้งแรกของ Starship รุ่น 3 ซึ่งเป็นการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของระบบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ทั้งในส่วนของจรวดท่อนแรก Super Heavy ยาน Starship ขั้นบน ตลอดจนระบบฐานปล่อยรุ่นใหม่อย่าง Orbital Launch Platform 2 ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้รายงานไปในบทความ SpaceX ประกาศวันทดสอบ Starship รุ่น 3 สรุปทุกอย่างที่ควรรู้

แม้ในเชิงภารกิจ Flight 12 จะยังคงเป็นเที่ยวบินแบบ Sub-Orbital ตามแนวทางของเที่ยวบินทดสอบก่อนหน้า เป็นการปล่อยขึ้นจาก Starbase และให้ยานตกกลับลงสู่มหาสมุทรอินเดีย แต่ในเชิงวิศวกรรม เที่ยวบินนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Starship จากระบบต้นแบบเชิงทดลอง ไปสู่การเป็นระบบขนส่งอวกาศที่เริ่มมีลักษณะของ “Operational Architecture” มากขึ้น ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบเพื่อการใช้งานซ้ำ และการรองรับภารกิจเชิงระบบในอนาคต

การทดสอบ Static Fire ตัวจรวด Super Heavy ในภาพเราจะเห็นโครงสร้างของฐานปล่อยแบบใหม่ ที่มา – SpaceX

บริบทของเที่ยวบินนี้เกิดขึ้นหลังจาก SpaceX เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2025 ทั้งจากสื่อมวลชน นักวิเคราะห์อุตสาหกรรม และแรงกดดันทางอ้อมจาก NASA ที่เริ่มตั้งคำถามถึงความก้าวหน้าของ Starship เมื่อเทียบกับ Timeline ที่บริษัทเคยประกาศไว้ โดยเฉพาะในบริบทของโครงการ Artemis ซึ่งกำลังผูกสถาปัตยกรรมภารกิจจำนวนมากเข้ากับความสำเร็จของ Starship ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเติมเชื้อเพลิงบนวงโคจร (Orbital Refueling) ระบบลงจอดบนดวงจันทร์ หรือแนวคิดการขนส่งระยะไกลในอนาคต

หลังเที่ยวบินล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งยังเป็น Starship รุ่น 2 และใช้ฐานปล่อย OLP-1 SpaceX เลือกหยุดการปล่อยนานกว่า 7 เดือน เพื่อพัฒนา Starship รุ่น และระบบภาคพื้นดินใหม่แบบเต็มรูปแบบ แตกต่างจากแนวทางในอดีตที่มักใช้การทดสอบแบบต่อเนื่องและแก้ปัญหาระหว่างทาง รอบนี้บริษัทเลือก “หยุดเพื่อปรับสถาปัตยกรรมใหม่” ก่อนกลับมาบินอีกครั้ง

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดคือการเปิดใช้งานฐานปล่อย OLP-2 ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อรองรับพลังงานมหาศาลของ Starship โดยเฉพาะ การเพิ่ม Water-Cooled Flame Trench ขนาดใหญ่เข้าไปใต้ฐานปล่อยสะท้อนให้เห็นว่า SpaceX กำลังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเกิดขึ้นในเที่ยวบินแรก ๆ ของ Starship อย่างจริงจัง ทั้งปัญหาแรงกระแทก ความร้อน และ Acoustic Shockwave ที่เคยทำให้คอนกรีตใต้ฐานปล่อยแตกกระจายจนกลายเป็นข้อวิจารณ์สำคัญในอดีต

การทดสอบจุดเครื่องยนต์ยาน Starship รุ่น 3 ในเดือนเมษายน 2026 ก่อนการทดสอบบินจริง ที่มา – SpaceX

หากมองในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าระบบภาคพื้นดินของ Starship กำลังถูกออกแบบใหม่เพื่อรองรับ Cadence การบินที่สูงขึ้นในอนาคต เพราะหากเป้าหมายระยะยาวคือการทำให้ Starship สามารถปล่อยได้ในระดับรายสัปดาห์หรือถี่กว่านั้น ระบบฐานปล่อยจะไม่สามารถเป็นเพียง “แท่นปล่อยจรวด” แบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็น Infrastructure เชิงอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการบินซ้ำในอัตราสูงได้จริง

ในส่วนของตัวจรวด Super Heavy รุ่น 3 ก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงวิศวกรรมหลายจุด โดยเฉพาะการลดจำนวน Grid Fin จาก 4 ชุด เหลือ 3 ชุด แต่เพิ่มขนาดและความแข็งแรงของแต่ละชุด พร้อมจัดตำแหน่งใหม่เพื่อลดผลกระทบจากความร้อนในช่วง Hot Staging ซึ่งเป็นช่วงที่ยาน Starship จุดเครื่องยนต์แยกตัวออกจาก Booster ขณะที่ระบบยังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

ในภาพนี้เราจะเห็นส่วน Hot Stage ใหม่ ที่ยกเลิกการใช้วงแหวน และใช้เป็นโครงสร้างโลหะแทน ลดการใช้งานฮาร์ดแวร์แบบใช้แล้วทิ้ง ที่มา – SpaceX

อีกจุดสำคัญคือการออกแบบ Hot Stage Ring ใหม่ เดิมทีใน Starship รุ่นก่อน ชิ้นส่วนดังกล่าวจะถูกปลดทิ้งหลังการแยกขั้น แต่ในรุ่น 3 ระบบนี้ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของ Booster โดยตรง แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบทดลองไปสู่ระบบที่เริ่มคำนึงถึงวงจร Maintenance, Turnaround Time และ Reusability ในระดับ Operational มากขึ้น กล่าวคือ SpaceX ไม่ได้มองเพียงว่าจรวด “กลับมาได้” แต่ต้องกลับมาแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการใช้งานใหม่ได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ในฝั่งของ Starship ขั้นบน หรือ Ship 39 ก็ได้รับการออกแบบใหม่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะระบบขับดัน ระบบเชื้อเพลิง และการจัดวางโครงสร้างภายในท้ายยาน เพื่อเพิ่มปริมาตรถังเชื้อเพลิง ปรับปรุงระบบควบคุมทิศทางระหว่างบิน และลดความเสี่ยงจากการสะสมของเชื้อเพลิงรั่วไหลในบางบริเวณ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แม้อาจดูเล็กน้อยในเชิงข่าว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของการพัฒนายานที่ต้องรองรับภารกิจระยะยาวและการใช้งานซ้ำในอนาคต

นอกจากนี้ Starship รุ่น 3 ยังเริ่มติดตั้งองค์ระบบที่เกี่ยวข้องกับการเติมเชื้อเพลิงบนวงโคจร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรม Starship ทั้งหมด เพราะภารกิจสู่ดวงจันทร์และดาวอังคารของ SpaceX ไม่ได้อาศัยแนวคิด “ปล่อยครั้งเดียวแล้วไปถึง” แต่ใช้แนวคิดคล้ายการเติมน้ำมันกลางทาง โดยต้องมี Starship Tanker หลายลำขึ้นไปเติมเชื้อเพลิงให้ยานหลักบนวงโคจรก่อนเดินทางต่อ

ก่อนขึ้นบินจริง SpaceX ได้ทำการทดสอบ Static Fire ของ Super Heavy รุ่น 3 ด้วยการจุดเครื่องยนต์ Raptor ทั้ง 33 เครื่อง และทำ Wet Dress Rehearsal ด้วยการเติมเชื้อเพลิงเต็มระบบมากกว่า 5,000 ตัน เพื่อจำลองลำดับการปล่อยจริงทั้งระบบ ซึ่งผลการทดสอบออกมาไม่มีปัญหาใด ๆ อย่างไรก็ตาม มีการเลื่อนการปล่อยออกมาจากกำหนดเดิม 1 วันเนื่องจากพบปัญหาของระบบหอคอยปล่อย จนสุดท้าย การปล่อยก็เกิดขึ้นได้จริงในวันที่ 23 พฤษภาคม 2026

การบินขึ้นของ Starship ในรุ่น 3 เที่ยวบินแรกในวันที่ 23 พฤษภาคม 2026 หลังห่างกายการปล่อยไปนานหลายเดือน ที่มา – SpaceX

เมื่อถึงเวลาปล่อย Flight 12 สามารถทะยานขึ้นจาก Starbase ได้สำเร็จ แม้ระหว่างการขึ้นบินจะเกิดเหตุการณ์เครื่องยนต์ Raptor ของ Booster ดับไปหนึ่งตัว และต่อมา Ship 39 ก็สูญเสียเครื่องยนต์อีกหนึ่งตัวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระบบยังสามารถนำยานขึ้นสู่อวกาศต่อได้สำเร็จด้วยเครื่องยนต์ที่เหลืออยู่

บรรยากาศการแยกตัวกันระหว่าง Starship และ Super Heavy หลังเดินทางขึ้นสู่อวกาศ ที่มา – SpaceX

หลังการแยกตัวระหว่าง Super Heavy กับ Starship ตัวจรวด Super Heavy พยายามดำเนิน Boostback Burn เพื่อควบคุมทิศทางกลับ แต่ Burn ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ Booster ตกลงสู่อ่าวเม็กซิโกเร็วกว่าที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้ Booster กลับมาถูกจับด้วยระบบ Mechazilla เนื่องจาก SpaceX ต้องการลดความเสี่ยงต่อฐานปล่อยใหม่ OLP-2 ในเที่ยวบินแรก แม้การลงสู่ผิวน้ำของ Super Heavy จะมีลักษณะเป็นการกระแทกมากกว่าการลงจอดแบบควบคุมสมบูรณ์ แต่ในมุมมองเชิงการทดสอบ ถือว่าภารกิจของ Booster ประสบความสำเร็จในระดับที่ยอมรับได้ เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการเก็บข้อมูลของ Hardware รุ่นใหม่ภายใต้สภาพการบินจริง

ยาน Starship หมายเลข 39 ขณะอยู่ในอวกาศ เดินทางจากเท็กซัสไปยังมหาสมุทรอินเดียในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมง ที่มา – SpaceX

ในขณะเดียวกัน Starship หมายเลข 39 สามารถดำเนินภารกิจหลักได้ตามแผน โดยปล่อยดาวเทียม Starlink จำลองจำนวน 20 ดวง และ Starlink รุ่นพิเศษอีก 2 ดวงที่ติดตั้งกล้องสำหรับตรวจสอบ Heat Shield ระหว่างบิน การปล่อย Payload ทั้งหมดสำเร็จตามลำดับที่กำหนดไว้ ภาพจากกล้องของดาวเทียม Starlink รุ่นพิเศษ ที่บันทึกภาพ Starship ลอยอยู่เหนือโลก กลายเป็นหนึ่งในภาพที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อโครงการ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพ Starship ในอวกาศจากมุมมองภายนอกอย่างชัดเจน

ภาพจากกล้องบนยาน Starship ขณะตัวยานค่อน ๆ กลับเข้าสู่บรรยากาศโลก ที่มา – SpaceX

เดิมที SpaceX มีแผนทดสอบการจุดเครื่องยนต์ Raptor ในอวกาศระหว่างเที่ยวบินซึ่งถือเป็น Milestone สำคัญสำหรับอนาคตของ Orbital Maneuver และ Orbital Refueling แต่สุดท้ายบริษัทตัดสินใจยกเลิกการทดสอบดังกล่าว หลังสูญเสียเครื่องยนต์หนึ่งตัวระหว่าง Ascent เพื่อรักษาความปลอดภัยของภารกิจในภาพรวม

การลงจอดเหนือผิวน้ำของยาน Starship ในภาพจะเห็นว่าตัวยานกลับลงมาในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แสดงถึงความทนทานต่อความร้อนอย่างดี ที่มา – SpaceX

ช่วงท้ายของเที่ยวบินตัว Starship สามารถเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำ Belly Flop Maneuver และ Landing Burn ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แม้จะเหลือเครื่องยนต์ทำงานไม่ครบตามแผน ตัวยานสามารถควบคุมทิศทางและลงแตะผิวน้ำได้อย่างมีเสถียรภาพ ก่อนพลิกและระเบิดหลังลงจอดไม่นาน ภารกิจหลักของ Flight 12 คือการเก็บข้อมูลด้าน Reentry Dynamics, Thermal Protection และ Flight Control ของ Starship รุ่น 3 มากกว่าการ Recover ตัวยานกลับมาใช้งาน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เที่ยวบินนี้แสดงให้เห็นว่า Starship รุ่น 3 สามารถดำเนินภารกิจหลักจำนวนมากได้สำเร็จบนสถาปัตยกรรมใหม่เกือบทั้งหมด แม้จะยังมีปัญหาในรายละเอียดหลายจุด ทั้งด้านเครื่องยนต์ ระบบควบคุม และการนำ Booster กลับสู่พื้นโลก

SpaceX ดูเหมือนจะกลับเข้าสู่จังหวะการพัฒนาแบบ Iterative Development ที่บริษัทถนัดอีกครั้ง หมายความว่าเราอาจเริ่มเห็นเที่ยวบินถัดไปเร็วขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงรอยต่อระหว่างรุ่น 2 และ รุ่น 3 ที่กินเวลานานกว่า 7 เดือน ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทุกคนกำลังรอมากที่สุดคือการทดสอบ Orbital Refueling หรือการเติมเชื้อเพลิงบนวงโคจร ซึ่งถือเป็น “เทคโนโลยีหัวใจสำคัญ” ของ Starship ทั้งระบบ เพราะหากไม่มีสิ่งนี้ ภารกิจไปดวงจันทร์และดาวอังคารแทบจะเป็นไปไม่ได้ในรูปแบบที่ SpaceX วางไว้ ปัจจุบัน เที่ยวบินทดสอบที่ 12 นี้เริ่มแสดงให้เห็นว่า Starship รุ่น 3 ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงระบบดังกล่าวแล้ว ทั้งการติดตั้งจุดเชื่อมต่อสำหรับ Fuel Transfer และการปรับโครงสร้างถังเชื้อเพลิงภายใน แต่ในเชิงปฏิบัติ SpaceX ยังต้องผ่าน Milestone สำคัญอีกหลายขั้น ตั้งแต่การนำ Starship เข้าสู่วงโคจรจริง การ Restart เครื่องยนต์ Raptor ในอวกาศ การควบคุม Cryogenic Propellant ในสภาพไร้น้ำหนัก ไปจนถึงการ Rendezvous และ Docking ระหว่างยานสองลำ

หากประเมินจากทิศทางปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงว่า SpaceX จะพยายามเร่งไปสู่การทดสอบ Orbital Refueling ครั้งแรกภายในปลายปี 2026 หรืออย่างช้าที่สุดในปี 2027 เนื่องจาก Timeline ของ Artemis III และ Artemis IV เริ่มกดดันบริษัทมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.